พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความเมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก ความขัดเคืองทะเลาะวิวาท มีความเห็นไม่ตรงกันจะนำเราไปสู่ความพินาศ
ครอบครัว ๆ
หนึ่งสำคัญอยู่ที่พ่อที่แม่
ที่มีความรักมีความเมตตาความสามัคคี

คนเราน่ะจะให้มีความเห็นตรงกันหมดทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้
พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาให้เราปรับจิตใจเข้าหากับคนอื่น
เราจะเอาแต่อารมณ์ตัวเองไปไม่ได้ ผู้ที่เป็นคุณพ่อคุณแม่
หรือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ต้องให้ระวังตัวเอง
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความแตกแยกความแตกสามัคคีนี้เป็นบาปใหญ่เป็นบาปหนักถึงกับเป็นอนันตริยกรรมเลยทีเดียว
“อนันตริยกรรมได้แก่สาเหตุที่จะทำเราให้ตกต่ำ
หาความเจริญไม่ได้”
คนเรามันมีเหตุผลมาก ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลมันถึงได้ทะเลาะวิวาทกัน
เมื่อมันแก้คนอื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านให้เรากลับมาแก้ที่ตัวเอง
เปรียบเสมือนคน ๆ หนึ่งเขามีความเห็นผิด จนเขาเป็นโรคประสาท
จนเขาเป็นโรคบ้า ถ้าเราจะเป็นโรคประสาทกับเขา เป็นโรคบ้ากับเขา
มันจะดีเหรอ...?
มันเป็นบ้าคนเดียวก็พอแล้วอย่าให้เป็นบ้าสองคนหรือหลายคน
เมื่อครั้งพุทธกาล
พระวินัยธรกับพระธรรมกถึก มีความเห็นไม่ตรงกัน ถกเถียงกันเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ ต่างคนก็ต่างมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ
ลูกศิษย์ลูกหาก็ถือข้างครูบาอาจารย์ของตัวเองออกมาถกเถียงโต้แย้งกันไปใหญ่ว่าตัวเองคิดถูก
พระพุทธเจ้าท่านเมตตามาบอกมาสอนว่า อย่าพากันทะเลาะกันไปเลย ให้พากันหยุด พระพุทธเจ้าเตือนก็ยังไม่ฟัง เพราะว่าการทะเลาะวิวาทเป็นเหตุนำมาซึ่งความเสื่อม
พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ฟัง
ท่านก็เลยหนีไปอยู่ป่าเลไลย์ อยู่กับช้างกับลิงดีกว่า
ชาวเมืองเขารู้เรื่องเข้า เขาพากันไม่ทำบุญตักบาตร ทำให้อดอยาก
ถึงพากันคิดได้ จึงได้หยุดทะเลาะวิวาทกัน พากันไปขอขมา
อาราธนาพระพุทธเจ้ากลับมา
ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องระวัง อย่าได้มีการทะเลาะวิวาทกัน อย่าเอาแต่ใจตัวเอง อย่าเอาแต่อารมณ์ มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี อย่าไปทำเรื่องที่ไม่มีให้มันมีเรื่อง อย่าไปทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่นะ
ครอบครัวหนึ่งมันสำคัญอยู่ที่พ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ฉลาดก็ทำให้ลูกนั้นดี
ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันไม่ใช่พ่อแม่ฉลาดนะ อย่าได้ถืออัตตาตัวตนมากนะ
ยิ่งเราเป็นคนหัวดี เป็นคนฉลาดมันยิ่งมีทิฐิมานะอัตตาตัวตนมากนะ
ให้พากันดูแลตัวเองให้มันดี ๆ อย่าให้ความเก่งความฉลาด
มันทำร้ายตัวเอง ทำร้ายครอบครัว ทำร้ายผู้อื่น

ทุกวันนี้ความแตกแยกความสามัคคีนั้นมันมีมาก
มันแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งหมู่แบ่งคณะ มันพากันชุมนุม พากันเดินขบวน
ต่างคนก็ต่างพยายามดึงเอาในหลวงฯ มาเป็นพรรคเป็นพวก
ว่าตัวเองเป็นผู้จงรักภักดี เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ในหลวงฯ
ท้อพระทัยบรรทมไม่หลับ
คอยดูโทรทัศน์ดูพวกที่ทะเลาะวิวาทจนต้องป่วยต้องประชวร
เพราะเหตุจากพวกที่ทะเลาะ แตกความสามัคคีกันแท้ ๆ
ถ้าทะเลาะวิวาทกันเพื่อที่จะช่วยในหลวง เพื่อรักในหลวงฯ อย่างนี้มันไม่ถูก ถ้าเรารักในหลวงฯ เราช่วยในหลวงฯ ทุกคนต้องไม่ทะเลาะกันมันถึงจะถูกต้อง
เราเป็นมนุษย์เราต้องมีความเมตตาความรักความสามัคคี
เป็นผู้ที่ประเสริฐต้องปรับปรุงกายวาจาใจตัวเอง
อย่าให้ใจตัวเองไปทำร้ายบุคคลอื่นไปข่มเหงคนอื่นนะ เพราะความเก่ง
ความฉลาดมันมีทั้งคุณมีทั้งโทษ ยกตัวอย่างเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้
เช่นเรามีโทรศัพท์มือถือ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เนท
มีแท็ปแบล็ต ไอแพด ไอโฟนเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราเอาไปใช้ ในการบันเทิง
ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ส่งข้อความไปพูดไปคุยกับแฟน
สิ่งเหล่านี้มันถึงได้เป็นทั้งคุณและโทษ
เพราะเราเอาความฉลาดเอาเทคโนโลยีไปใช้ในทางอบาย ถ้าเราเอาไปใช้
ในทางอบายสิ่งเหล่านี้แหละคือนรกขุมเล็กขุมใหญ่
ที่มันกำลังจะจัดการพวกนักเรียนนักศึกษาหรือผู้ที่จบปริญญา
ให้ผู้ที่มีปัญญาทั้งหลายใคร่ครวญให้ดี ๆ นะ...
ยารักษาโรคนี้มันดีที่รักษาโรคต่าง ๆ แต่เราต้องรับประทานตามหมอสั่ง
ถ้าเราทานเกินกว่านั้นมันก็มีโทษ
คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้เกือบทุกคนมีมือถือ มีคอมพิวเตอร์ มีแท็บแบล็ด ไอแพด ไอโฟน ให้พากันตั้งสติให้ดี ๆ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเป็นคนมีระเบียบมีวินัยต่อตัวเอง อันไหนไม่ดีอย่าได้ไปคิด อย่าได้ไปทำ อย่าได้ไปพูด อย่าได้พากันติดมือถือ ติดแท็บแบล็ด ไอแพด ไอโฟนกันงอมแงม
มีแท็บแบล็ดมันก็ดีเราจะไม่ได้ซื้อหนังสือเป็นกระเป๋า
มีแท็บแบล็ดอย่างเดียวก็พอแล้ว
แต่ทางผู้ใหญ่ต้องบอกสอนลูกของเราเด็กของเราให้ดี ๆ
เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นเครื่องเสพติดนะ
โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บแบล็ด ไอแพด ไอโฟน
สิ่งเหล่านี้มันเป็นเครื่องเสพติด
ลูกเราหลานเรามันจะไม่เอามาใช้เรียนหนังสือ มันจะเอามาเล่นเกมส์กัน
มันจะเอามาส่งข้อความหาแต่เพื่อนแต่แฟนอยู่นี่
ข้อสำคัญผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ที่จบปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกต้องเป็นหลักไว้
พยายามเป็นบุคคลตัวอย่าง อย่าได้พากันติดคอมพิวเตอร์
ติดเล่นอินเตอร์เนทกันงอมแงม โดยเอาไปใช้ในการบันเทิง พวกเด็ก ๆ
มันจะทำตาม

ดู ๆ แล้วในสังคมปัจจุบันนี้ ศักยภาพของผู้ที่จบปริญญาหรือกำลังพากันทำงาน เสียศักยภาพมาก เสียศักยภาพเยอะ พากันนอนดึก มัวแต่พากันเล่นอินเตอร์เนทดูหนังฟังเพลง อยู่นั่นแล้ว ถึงเวลานอนก็ไม่นอน “ถือว่าเป็นยาเสพติดในกลุ่มปัญญาชน”
ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเสพติดเหมือนยาเสพติดนะ
เพราะเราไปเสพมันทางตา ทางหู ทางอารมณ์
โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์
อินเตอร์เนทถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ในการเรียนการศึกษา
เราจะไปปฏิเสธเขาไม่ได้ สิ่งเหล่านี้มันดี
คุณครูต้องเข้มงวดพ่อแม่ต้องเข้มงวดนะ ต้องอธิบายเรื่องคุณ
อธิบายเรื่องโทษให้เค้าฟังชัดเจนนะ
เรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรมให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจนะ
เราต้องปฏิบัติที่บ้านของเรา ที่ทำงานของเรา
การปฏิบัติธรรมนั้นหมายถึงไม่ได้ปฏิบัติตามกิเลส
ไม่ปฏิบัติตามใจตัวเอง ต้องปฏิบัติตามศีล ๕ ข้อ
การสร้างความดีสร้างบารมี
มันต้องฝืนกิเลสตัวเองฝืนใจตัวเอง
เอาศีลเป็นที่ตั้งเอาธรรมเป็นที่ตั้ง
เราปฏิบัติอย่างนี้ทำอย่างนี้ชีวิตของเรามันก็จะดีขึ้น
ทุก ๆ คนนั้นส่วนใหญ่มันเป็นคนขี้เกียจ ไม่ขยัน มีทิฐิมานะ
มีอัตตามีตัวมีตน เอาตนเป็นใหญ่เอาตนเป็นที่ตั้ง
พระพุทธเจ้าท่านให้เราบังคับตัวเองทำความดี บังคับตนเอง
ให้เป็นคนเสียสละ เพราะความขี้เกียจขี้คร้านนี้แหละมันทำให้เรายากจน
ทำให้เราไม่มีคุณธรรม
ให้เราทำความดีเหมือนนาฬิกามันเดินไป
เราทำไปเรื่อย ๆ เราทำไปไม่หยุด
เราเอาร่างกายเอาธาตุเอาขันธ์ของเรานี้สร้างความดี สร้างบารมี
เพราะชีวิตนี้มันอยู่ได้ไม่เกินร้อยปี ชีวิตของเรามันแก่ไป ๆ
ก็ต้องให้อินทรีย์บารมี ของเราแก่กล้าไปด้วยพร้อม ๆ กัน

เรื่องการเสียสละเรื่องการละความเห็นแก่ตัวนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เป็นสิ่งที่ดี
เราปฏิบัติธรรมอย่าไปกลัวอดตาย อย่าไปกลัวไม่รวย
ยิ่งเราปฏิบัติธรรมก็ยิ่งดี
เพราะว่าคนปฏิบัติธรรมก็คือคนขยันคนไม่ขี้เกียจ
เมื่อมันขยันมันจะจนได้อย่างไร
ที่มันจนทุกวันก็เพราะว่ามันเห็นแก่ตัวมันเป็นคนขี้เกียจ
ในโลกนี้เค้าไม่เคารพนับถือคนขี้เกียจ
เขาเคารพนับถือคนขยันคนเสียสละ
เราจะไปโทษสิ่งภายนอก ไปโทษคนภายนอกไม่ได้
เพราะตัวเราเองนี้ทำลายตัวเราเอง
ต่างคนก็ต่างทำงานอยากได้เงินเดือนมาก ๆ เงินเดือนสูง ๆ อยากทำงานสบาย
ๆ อยากเป็นใหญ่เป็นโต แต่ความขี้เกียจมันมีมาก ความเห็นแก่ตัวมันมาก
มันไม่เหมาะสมที่จะเป็นคนที่มีความสุข
ไม่เหมาะสมที่จะเป็นคนใหญ่คนโตเลย
ทุกคนที่จบมาก็มีความมุ่งมั่น
หวังที่จะได้เงินเดือนเยอะ ๆ เป็นใหญ่เป็นโต
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
“ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่อยากโตนั้น
ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”
ท่านให้เราพากันเสียสละละความเห็นแก่ตัว
เราไปทำงานเพื่อที่เราจะได้เป็นคนเสียสละ
เพราะการทำงานคือการเสียสละคือการละความเห็นแก่ตัว
เมื่อเราทำงานเราเสียสละ เราไม่อยากได้เงินเดือนสูง ๆ มันก็ได้
เราไม่อยากได้ยศได้ตำแหน่งเราก็ได้
เพราะเป็นบุคคลเหมาะสมที่จะมียศมีตำแหน่ง มันได้ทั้งสติ ได้ทั้งสมาธิ
ได้ทั้งปัญญา สิ่งที่เราทำมันก็มีแต่คุณ มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ
การทำงานก็คือการเจริญสตินะ
เห็นมั๊ยที่เราเดินจงกรมก็คือการทำงานอย่างหนึ่ง
คือการเดินไปเดินมาให้มันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ขาขวาก็รู้ขาซ้ายก็รู้
เราเดินไปก็รู้เราหยุดอยู่ก็รู้ เราหมุนตัวกลับเราก็รู้
มีสติสัมปชัญญะในการเดินกลับไปกลับมา
มันก็เป็นการงานชนิดหนึ่งเพื่อการดำเนินสติ
การนั่งสมาธิก็เหมือนกัน เป็นการทำงานชนิดหนึ่ง งานนั่งให้สบาย
งานหายใจออกก็สบายหายใจเข้าก็สบาย รู้ลมเข้าก็สบายรู้ลมออกก็สบาย
ลมเข้ายาวก็รู้ลมออกยาวก็รู้
มันก็เป็นงานชนิดหนึ่งเราจะไปปฏิเสธว่าไม่ใช่งานไม่ได้...

งานเราขายของที่บ้านเราเหมือนกัน
เราเป็นคนขายของมีลูกค้ามาซื้อของที่บ้าน เราก็เมตตาเขา
เราก็อนุเคราะห์เขา เราก็ช่วยเหลือเขา เราอย่าไปขายของแพงเกิน พูดดี ๆ
พูดเพราะ ๆ พูดสุภาพ เราอย่าไปรำคาญ
เราพูดเราอธิบายของนี้ดีของนี้ไม่ดี มีคุณมีประโยชน์อย่างไร
ของแท้ของเทียม เราต้องพูดให้เขาเข้าใจ
การขายของก็คือการปฏิบัติธรรมเหมือนกันนะ
เราเป็นคนกลางเราซื้อมาก็ให้ราคาที่ดี ที่สมควรกับเขา เราอย่าไปกดราคา
เราขายของให้ลูกค้าเราก็อย่าไปขายแพง เพื่อเราจะได้ช่วยเหลือคนอื่น
เมื่อเราขายของไม่แพง ยอดการขายของเรามันก็มาก มันก็รวยเองนะ
พระพุทธเจ้าท่านสอนเรานะไม่ให้เราเอาเปรียบคนอื่น
บางคนนั้นยังไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมต้องทิ้งการทิ้งงานมาอยู่วัด
คิดว่าบ้านน่ะ ไม่เหมาะที่ปฏิบัติเหมือนวัด
คิดอย่างนี้มันคิดไม่ถูกนะ
การปฏิบัติธรรมมันอยู่ที่ตัวเราที่ทำให้มันเป็นธรรมเป็นวินัย
พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกเราว่าที่ไหนก็เป็นที่ปฏิบัติธรรมทั้งนั้นแหละ
เรายังไม่เข้าใจกันเอง ให้พากันเข้าใจนะว่า
การปฏิบัติธรรมมันต้องปฏิบัติที่บ้านของเรานั่นแหละ
วัดคือข้อวัตรปฏิบัติ ถ้าที่ไหนเรามีศีลมีข้อวัตรปฏิบัตินั่นแหละคือ “วัด” ของเรา
ความเป็นพระที่แท้จริงของเรามันอยู่ที่ใจมันไม่ได้อยู่ที่กายที่สถานที่ ถ้าที่ไหนมีระเบียบ มีวินัย มีข้อวัตรปฏิบัติที่นั่นแหละ ใจของเราจะเป็น “พระ...”
วัน ๆ หนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขในการทำงาน ในการเสียสละ
เพราะงาน มันเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน
เราจะได้สร้างความดีสร้างบารมี ในชีวิตประจำวัน ในบ้านของเรา
ในครอบครัวของเรา ในชุมชนในหมู่บ้านของเรา นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม
ให้พากันเข้าใจนะ

เรื่องอบายมุขต่าง ๆ
พระพุทธเจ้าท่านให้พวกญาติโยมพากันห่างไกล
อบายมุขก็ได้แก่ สิ่งที่จะนำญาติโยมตกต่ำ ทุกข์ยากลำบาก เช่น
พากันดื่มเหล้าดื่มเบียร์เล่นการพนันต่าง ๆ
จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีความทะเลาะเบาะแว้งระหว่างบุตรภรรยาสามี
บ้านใกล้เรือนเคียง รู้จักวางแผนในการใช้เงินใช้สตางค์
ควบคุมรายรับรายจ่ายเพื่อจะไม่ได้เป็นหนี้เป็นสิน
อยู่ที่บ้านอยู่ในครอบครัวก็รู้จักไหว้พระทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิท่องพุทโธ
ๆ ทำใจให้สงบ คนเรามันจะทำมาหากินอย่างเดียวไม่ได้
มันต้องสร้างคุณธรรมคุณงามความดีไปพร้อม ๆ กัน
พระพุทธเจ้าท่านให้พวกญาติโยมพากันสอนลูกสอนหลานให้เป็น
เพราะเด็กมันเกิดมามันไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร
ถ้าไม่ได้พ่อแม่เป็นตัวอย่าง
ไม่ได้เป็นผู้บอกผู้สอนลูกเรามันก็ลอยแพนะ
ผลที่สุดลูกเราในอนาคตมันก็ได้รับความยากลำบาก
มันก็ไม่ใช่เพราะใครที่ไหน ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่เอง
พระพุทธเจ้าท่านบอกวิธีสอนลูก
ลูกเราตั้งแต่ในครรภ์จนอายุถึงเจ็ดขวบก็ให้เลี้ยงอย่าง ไข่ในหิน
เลี้ยงทั้งกายเลี้ยงทั้งใจ
เมื่อเด็กเจ็ดขวบไปถึงสิบห้าขวบให้เลี้ยงอย่างทาสรับใช้เลี้ยงอย่างคนรับใช้
เพราะเด็กในช่วงนี้ขณะนี้เหมาะสมที่จะบอกจะสอน
ถ้ามันใหญ่กว่านี้แล้วมันสอนไม่ได้

เมื่อลูกเราอายุได้สิบห้าขวบจนถึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ให้เลี้ยงลูกอย่างเป็นเพื่อน
เราใช้บทบาทใหม่ ไม่ต้องไปว่าไปด่าไปบ่นไปตี
ถ้าเราพูดมากบ่นมากลูกก็จะเข้ากับเราไม่ได้ ปัญหาต่าง ๆ
มันจะเกิดตามมา เช่นปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาเรื่องมีภรรยาสามี
ก่อนวัยสมควร
ลูกของเราหลานของเรานี่ที่มันจะทุกข์จะจน
หรือจะเจริญจะเสื่อมมันขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่
อย่าปล่อยให้ลูกเป็นไปโดยตามธรรมชาติ โดยที่ไม่มีการบอกการสอน
ไม่มีการฝึกการหัดการปฏิบัติ
แล้วแต่สังคมสิ่งแวดล้อมที่จะพาลูกพาหลานของเราไป
พระพุทธเจ้าท่านให้เราเห็นโทษในการที่ไม่ได้ฝึกลูกนะ
ที่เรายากจนอยู่ทุกวันนี้เราลำบากก็เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ฝึกเราเท่าที่ควรเราถึงเป็นอย่างนี้
เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติโดยไม่ได้ตั้งใจฝึก
หมู่บ้านของเรานี้มันเป็นหมู่บ้านชนบทอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
อยู่ห่างจากความเจริญพอสมควร คนบ้านเราก็มีอาชีพเป็นเกษตรกร
ถ้าเราไม่พัฒนาลูกเราหลานเรา ในอนาคต เขาก็คงจะยากจนอย่างนี้ไปเรื่อย
ๆ

ถ้าพ่อแม่ไม่สงสารใครเล่าจะสงสาร....
เราสงสารลูกเราหลานเราต้องตั้งใจฝึก
ส่วนใหญ่น่ะตัวเราติดในความสุขติดในความขี้เกียจเด็กมันเกิดมามันก็ติดในความสุขในความขี้เกียจเหมือนพ่อเหมือนแม่
คนเรานี้ถ้าไม่ขยันมันไม่เจริญ มันไม่ร่ำรวย มันไม่มีคุณธรรมนะ
เรามีทรัพย์มีสมบัติให้ลูกหลานน้อย
พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้สติให้ปัญญาให้ความขยันหมั่นเพียรแก่ลูกแก่หลาน
ให้ลูกเราให้เป็นคนขยันไว้มาก ๆ
ตั้งใจเรียนตั้งใจศึกษาหาความรู้หาความฉลาด
ถ้าเป็นคนขยันตั้งใจเรียนตั้งใจทำงาน
รู้จักเก็บหอบรอมริบชีวิตความเป็นอยู่มันก็ย่อมดีขึ้น ๆ เอง
พระพุทธเจ้าท่านสอนญาติโยมนะ สอนให้มีเมตตามากๆ
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสามีภรรยากัน อย่าไปมีทิฐิมานะต่อกันมาก
ต่างคนก็ต่างจะเอาแพ้เอาชนะ มันไม่ดี ให้สงสารกัน
พระพุทธเจ้าท่านบอกท่านสอนเราว่า
ทุกคนมีความทุกข์ทั้งร่างกายทั้งทางจิตใจ มีความทุกข์ทางหน้าที่การงาน
มีความทุกข์กับญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล
ทุกคนสมควรที่จะได้รับความเมตตาจากกันและกัน
เมื่อมันมีทุกข์อยู่แล้วเราจะพากันไปซ้ำเติมทุกข์ไปอีก
มันคงไม่ดีไม่เหมาะ คนหนึ่งมันเป็นโรคประสาทเป็นโรคบ้า
แล้วคนที่สองก็จะมาเป็นอีกมันคงใช้ไม่ได้
ครอบครัวเรามันจะร้อนไปหมด
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเป็นคนเจ้าอารมณ์ ให้ใจเย็นไว้ก่อน
พยายามฝึกเอาชนะอารมณ์ของตนเอง เอาชนะใจของตนเอง
ถ้าไปเอาชนะคนอื่นมันทำให้ครอบครัวของเราเดือดร้อน

คนเรามันต้องมีงานเป็นเครื่องอยู่ แต่งานนั้นต้องเป็นงานที่ปราศจากโทษ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็มีงานคืองานสั่งสอนพุทธบริษัท สั่งสอนพระสั่งสอนประชาชน
ทุก ๆ ท่านทุก ๆ คนต้องมีงานนะ
คนเรามันต้องทำงานมีงานทำ
มีวิหารธรรมคือพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ คนเรานี้ถ้าว่างงานเกิน
จิตใจมันฟุ้งซ่าน
อย่างพระเราแม่ชีเรานี้ ถ้าว่างงานเกินมันก็ฟุ้งซ่าน ต้องหางานให้ตัวเองทำ งานตัวเองก็งานเดินจงกรมนั่นแหละงานนั่งสมาธินั่นแหละ งานทำความสะอาดนั่นแหละ ต้องหางานเพื่อมาเจริญสติมาเจริญสมาธิเจริญปัญญานะ

ใจของเรานี้มันไม่ว่างจากอารมณ์นะ ต้องให้มันตั้งมั่นอารมณ์ที่ดี ๆ
ปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ถ้ามันว่างงานเกินมันก็อยากจะไปเที่ยวข้างนอก
ถ้ามันว่างงานเกินมันก็ชอบพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคนอื่น
พระพุทธเจ้าท่านให้เราหางานให้ตัวเองทำ
อย่างพระกรรมฐานที่มันหลงในรูปสวย ๆ
พระพุทธเจ้าท่านก็ให้พระให้ชีพิจารณาเอาผมออก เอาขนออก เอาเล็บออก
เอาหนังออก เอาเอ็นออกแยกกันเป็นชิ้น ๆ นะ
เพื่อมันจะได้ไม่มีตัวไม่มีตน เพื่อจะได้ไม่เป็นของสวยของงาม
แยกกันออกให้หมดแล้วก็เอามาประกอบใหม่
ถ้าใจของเรายังเห็นว่ามันสวยมันงาม ทำอย่างนี้แหละทุก ๆ วัน
ถือว่าเป็นหน้าที่ของเราเป็นการงานของเรา
ถ้าใจมันจะท่องเที่ยวก็ให้มันท่องเที่ยวในกายนครนี้แหละ
โยมเป็นผู้ปฏิบัติก็ต้องพิจารณาร่างกายเหมือนกันนะ
พระผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องพิจารณาร่างกายเหมือนกัน
เพราะความหลงทุกคนมันเหมือนกันนั่นแหละ พระก็หลงโยมก็หลง
พระก็ฉันข้าวโยมก็ทานข้าวมันก็เหมือนกันนั่นและ
เราอยู่ที่บ้านเราก็ปฏิบัติให้มันเหมือนกับพระ
เราพยายามตั้งมั่นในการงานชอบ คือเอาใจเรามาคิดในสิ่งที่ดีนะ
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราคิดสะเปะสะปะเรื่อย ให้มีหลักมีเกณฑ์ในการคิด
จะคิดอะไรก็เอาศีลเป็นที่ตั้งเอาธรรมเป็นที่ตั้ง
การบำเพ็ญบารมีของเราพระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญ อย่างนี้แหละ
หวังว่าทุกท่านทุกคนคงจะเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติของตัวเองนะ
จะได้ไม่ปล่อยโอกาสปล่อยเวลาให้มันเสียไปในแต่ละวัน
พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามเรานะว่า
วันคืนผ่านไปผ่านไปเรากำลังทำอะไรอยู่
เราได้สร้างความดีสร้างบารมีกันแล้วหรือยัง
อย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาทนะ

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
วันอังคารที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช
๒๕๕๕