บาลีไวยากรณ์เสริม
อักขรวิธี-วจีวิภาค-วากยสัมพันธ์-ฉันทลักษณ์
ประโยชน์ของการเรียนภาษาบาลี
- พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนธรรมด้วยภาษาบาลี และพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ก็บันทึกด้วยภาษาบาลี ในฐานะพุทธบริษัท จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหลักภาษาบาลี เพื่อเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ในการศึกษาคัมภีร์ต่างๆ ในพระพุทธศาสนา
- คนไทยรับภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาใช้ในภาษาไทยมากมาย ทั้งศัพท์วิชาการ ศัพท์ศาสนา ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ รวมทั้งชื่อของบุคคล สถานที่ต่างๆ การเรียนภาษาบาลีจึงเป็นประโยชน์ในการเข้าใจและบัญญัติศัพท์เหล่านี้ด้วย
- ได้รับความรู้ในเรื่องภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาบาลี เพื่อจะได้แปลภาษาบาลีได้อย่างถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน และเข้าใจภาษาอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
บาลีไวยากรณ์ แบ่งเป็น 4 ภาค คือ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์
- อักขรวิธี ว่าด้วยอักษร จัดเป็น 2 คือ สมัญญาภิธาน แสดงชื่ออักษรที่เป็นสระ และพยัญชนะ พร้อมทั้งฐานกรณ์ สนธิ ต่ออักษรที่อยู่ในคำอื่นให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน
- วจีวิภาค แบ่งคำพูดออกเป็น 6 ส่วน คือ นาม อัพยยศัพท์ สมาส ตัทธิต อาขยาต กิตก์
- วากยสัมพันธ์ ว่าด้วย การก และ ประพันธ์ผูกคำพูดที่แบ่งไว้ในวจีวิภาค ให้เข้าเป็นประโยคอันเดียวกัน
- ฉันทลักษณ์ แสดงวิธีแต่งฉันท์ คือคาถาที่เป็นวรรณพฤทธิ์และมาตราพฤทธิ์สมัญญาภิธาน
อักขระ เสียงก็ดี ตัวหนังสือก็ดี ชื่อว่า อักขระ อักขระ แปลว่า ไม่รู้จักสิ้น และไม่เป็นของแข็ง
อักขระในภาษาบาลีมี 41 ตัว
แบ่งเป็นสระ 8 ตัว คือ
อ อา
อิ อี อุ อู
เอ โอ
แบ่งเป็นพยัญชนะ 33 ตัว คือ
กฺ
ขฺ คฺ ฆฺ
งฺ
จฺ ฉฺ ชฺ
ฌฺ ญฺ
ฏฺ ฐฺ ฑฺ
ฒฺ ณฺ
ตฺ ถฺ ทฺ
ธฺ นฺ
ปฺ ผฺ พฺ
ภฺ มฺ
ยฺ รฺ ลฺ
วฺ สฺ หฺ
ฬฺ _ํ
สระ ในอักขระ 41 ตัวนั้น อักขระเบื้องต้น 8 ตัว ตั้งแต่ อ ถึง โอ ชื่อ สระ
สระออกเสียงได้ตามลำพังตนเอง และทำพยัญชนะให้ออกเสียงได้ด้วย
สระ 8 ตัวนี้ ชื่อ นิสสัย เพราะเป็นที่อาศัยของพยัญชนะ
สระ จัดเป็น รัสสะ ทีฆะ ครุ ลหุ วรรณะ
สระมีมาตราเบา 3 ตัว คือ อ อิ อุ ชื่อ รัสสะ เพราะมีเสียงสั้น เช่น อติ ครุ
สระ อา อี อู เอ โอ ชื่อ
ทีฆะ เพราะมีเสียงยาว เช่น ภาคี
เสโข
เฉพาะ เอ โอ
ถ้ามีพยัญชนะสังโยคซ้อนอยู่เบื้องหลังจัดเป็นรัสสะ เช่น
เสยฺโย โสตฺถิ
สระที่เป็นทีฆะล้วน
และสระที่เป็นรัสสะมีพยัญชนะสังโยคหรือนิคคหิตอยู่เบื้องหลัง
ชื่อ ครุ เพราะมีเสียงหนัก เช่น
ภูปาโล เอสี มนุสฺสินฺโท โกเสยฺยํ
สระที่เป็นรัสสะล้วน ไม่มีพยัญชนะสังโยคหรือนิคคหิตอยู่เบื้องหลัง
ชื่อ ลหุ
เพราะมีเสียงเบา เช่น ปติ มุนิ
สระนั้นจัดเป็น 3 คู่ คือ
อ อา เรียก อวรรณะ
อิ อี เรียก อิวรรณะ
อุ อู เรียก อุวรรณะ
เอ โอ เรียก สังยุตตสระ เพราะผสมเสียงสระไว้ 2 ตัว คือ อ กับ อิ ผสมกันเป็น เอ, อ กับ อุ ผสมกันเป็น โอ
พยัญชนะ อักขระที่เหลือจากสระนั้น 33 ตัว มี กฺ เป็นต้น มีนิคคหิตเป็นที่สุด ชื่อ พยัญชนะ พยัญชนะ แปลว่า ทำเนื้อความให้ปรากฏพยัญชนะเหล่านี้ชื่อว่า นิสสิต เพราะอาศัยสระจึงออกเสียงได้ และทำเนื้อความของสระให้ปรากฏชัดขึ้น เช่น ไอ ไอ๋ อา ออกเสียงว่า “ไปไหนมา” พยัญชนะ 33 ตัวนี้ จัดเป็น 2 พวก คือ วรรค และ อวรรค
พยัญชนะที่จัดเป็นพวกเดียวกันตามฐานกรณ์ที่เกิดเสียง ชื่อว่า วรรค มี 25 ตัว คือ
กฺ ขฺ คฺ
ฆฺ งฺ 5 ตัวนี้
เรียกว่า ก วรรค
จฺ ฉฺ ชฺ
ฌฺ ญฺ 5 ตัวนี้ เรียกว่า จ
วรรค
ฏฺ ฐฺ ฑฺ
ฒฺ ณฺ 5 ตัวนี้ เรียกว่า ฏ
วรรค
ตฺ ถฺ ทฺ
ธฺ นฺ 5 ตัวนี้
เรียกว่า ต วรรค
ปฺ ผฺ พฺ
ภฺ มฺ 5 ตัวนี้
เรียกว่า ป วรรค
พยัญชนะที่ไม่เป็นพวกเดียวกัน ตามฐานกรณ์ที่เกิดเสียง ชื่อว่า อวรรค มี 8 ตัว คือ ยฺ รฺ ลฺ วฺ สฺ หฺ ฬฺ _ํ
พยัญชนะคือ ํ ตามศาสนโวหาร เรียกว่า นิคคหิต ส่วนในคัมภีร์ศัพทศาสตร์ เรียกว่า อนุสาร
นิคคหิต แปลว่า กดสระ หรือ กดกรณ์ (กรณ์คืออวัยวะที่ทำเสียง) เวลาเมื่อจะว่า ไม่ต้องอ้าปากเกินกว่าปกติ เหมือนว่าทีฆะ อนุสาร แปลว่า ไปตามสระ เพราะต้องไปตามหลังรัสสสระ คือ อ อิ อุ เช่น อหํ เสตุ ํ อกาสึ