"วันไหน ๆ ก็ไม่สำคัญเท่า วันนี้ เราปฏิบัติธรรม ตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง"

          ผมได้อ่านบทความหนึ่ง ผู้เขียนได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน ก่อให้เกิดเสรีต่าง ๆ ขึ้นมากมายระหว่างประเทศของเราและเพื่อนบ้าน... และได้เจาะลึกลงไปถึงปัญหาที่พบเห็นได้อย่างมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม ซึ่งพบว่าปัจจุบัน อาชญากร มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมีบุคลิกลักษณะที่หลากหลายจนคาดไม่ถึง...

ประเด็นสำคัญของผู้เขียนต้องการกล่าวคือ

...นอกจากประชาคมอาเซียนจะกลายเป็นขุมทองสำหรับนักลงทุนแล้ว..ยังกลายเป็นสวรรค์สำหรับอาชญากรอีกด้วย และแหล่งซ่อนตัวอย่างดีแหล่งหนึ่งของอาชญากรที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือ...การฝังตัวอยู่ใต้ร่มเงาของศาสนา เพราะเป็นส่วนที่สังคมเข้าไปตรวจสอบน้อยที่สุด คือหลังจากที่กระทำความผิดแล้ว อาชญากรจำนวนไม่น้อยที่หันหน้าเข้าวัด ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะสำนึกผิด แต่ผ้าเหลืองและศาสนสถานเป็นแหล่งกบดานชั้นดีมากกว่า..นอกจากจะได้กินดีอยู่ดีแบบที่ไม่มีคนสงสัยแล้ว..ยังมีเงินให้ใช้จ่ายจากการรับกิจนิมนต์อีกต่อหนึ่งด้วย

          ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้สึกเสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนา โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก "คน" ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันพุทธศาสนา โดยชี้ให้เห็นความเสื่อมถอยผ่านพฤติกรรมหรือการกระทำผ่านกลุ่มคนต่าง ๆ ดังนี้

1. การไม่เข้าใจเป้าหมายของการอุปสมบทหรือการบวชของพุทธศาสนิกชนเอง.. ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้น คนออกบวชโดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการจะหลุดพ้น แต่ที่ผ่าน ๆ มาในยุคหลัง ๆ มานี้คนส่วนใหญ่ต่างก็บวชกันด้วยหลากหลายสาเหตุหรือบางเป้าหมายนั้นก็ส่งผลเสียมากกว่าผลดี..อย่างเช่นเรื่องของการบวชเพื่อแก้บน.. ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีใจอยากจะบวชหรืออยากจะปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม แต่ก็บวชเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนได้บนเอาไว้

ข้อนี้ผมคิดว่า เวลาผ่านไปเป้าหมายของการบวชก็เปลี่ยนไป สำหรับผม เป้าหมายของการบวชในความคิดนั้นคือ บวชเพื่อศึกษาธรรมและกล่อมเกลาความเป็นคนให้เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจดีงามมากกว่าการบวชเพื่อให้ผ่านพ้นไปแค่ได้ชื่อว่าบวชแล้วก็แล้วกันเท่านั้น และก็ดีใจที่การบวชของผม ผมได้ทำอย่างที่คิดและตั้งใจไว้เป็นอย่างดีแล้ว...

2. งานอุปสมบท.. ในบ้านเราเป็นประเพณีที่ซับซ้อนและใหญ่โต มีทั้งการทำขวัญนาค มีมหรสพมากมาย มีการเลี้ยงฉลองกันอย่างเอิกเกริก ทั้งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการบวชเรียนของพุทธศาสนิกชนเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเรื่องของค่านิยมและประเพณีที่ปรุงแต่งกันขึ้นให้มีความซับซ้อน สิ้นเปลือง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น

สำหรับข้อนี้ แต่เดิมงานบวชนาค เป็นงานที่สำคัญที่สุดของครอบครัวที่มีลูกชาย และลูกชายมีโอกาสได้บวชให้พ่อ แม่ จึงต้องมีการจัดงานใหญ่ ซึ่งจริง ๆ น่าจะมีวัตถุประสงค์มาจากการที่ต้องการให้ญาติสนิทมิตรสหายมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ได้ทำอาหารการกินเลี้ยงดูปูเสื่อกัน และการทำขวัญนาค ก็จะเป็นการสอนนาคให้เตรียมตัว เตรียมใจและสำนึกในพระคุณบิดา มารดา ก่อนจะเข้าสู่ความเป็นพระที่ดี ที่พ่อแม่กราบได้  แต่ปัจจุบันคงจะเป็นแค่เรื่องของหน้าตา ความมั่งมี ความร่ำรวย หรือเรื่องของการหากำรี้กำไรมากกว่านะ...

3. การใบ้หวยหรือให้หวยของพระสงฆ์... ทั้งที่การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย.. ผิดศีลธรรม.. แต่พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยกลับส่งเสริมให้ชาวบ้านหมกมุ่นในเรื่องนี้

4. เน้นการสร้างวัตถุมงคล สอนให้คนพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

5. วัดวาอารามในปัจจุบันมีความหรูหราเกินจำเป็น โดยเฉพาะในกุฏิพระของวัดจำนวนมากที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์สร้างความบันเทิงอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ เครื่องเล่นดีวีดี ทีวีจอแบน เครื่องเสียง รวมไปถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

ส่วนข้อนี้ เห็นว่า โยมนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างค่านิยม และความต้องการให้เกิดเป็นนิสัย หรือความประสงค์ผิด ๆ ให้กับพระสงฆ์องคเจ้า จนปัจจุบัน เท่าที่ผมเห็น ทุกกุฏิ เป็นอย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้จริง ๆ และวัดวาอารามต่าง ๆ ก็สร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นเปลือกแห่งความฟุ้งเฟ้อกันจนบางที่ รู้สึกเสียดายแต่ก็ทำไรไม่ได้...

6. การเมืองในวัด.. แต่ละวัดมีผลประโยชน์อยู่มากทำให้พระสงฆ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งอำนาจหน้าที่เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ให้กับตนเองและกลุ่ม เหมือนกับทางโลกไม่มีผิด.. แต่ต่างกันตรงที่ว่าเป็นผลประโยชน์ที่ยากต่อการตรวจสอบหรือขุดคุ้ย

ข้อนี้เคยรับรู้มาเหมือนกัน แต่ไม่แสดงความคิดเห็นน่าจะดีกว่า รู้ ๆ กันอยู่แต่ละวัดอยู่แล้ว...

7. สังคมและกฎหมายยังไม่ทันสมัยในเรื่องการตรวจสอบ.. พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยที่มีพฤติกรรมหลอกลวงญาติโยม.. ที่ฉวยโอกาสหากำไรจากความเชื่อของประชาชน.. แต่เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบหรือเอาผิดกันตามกฎหมาย.. จึงทำให้วัดกลายมาเป็นอาณาจักรของคนชั่วได้แผ่ขยายอิทธิพลกันมากขึ้นเรื่อง ๆ

8.  ความสนใจของพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ แต่อยู่ที่พิธีกรรมทางศาสนามากกว่า...

ข้อนี้ขอนำเสนอด้วย อนุทิน ผมดังนี้ 

ไม่รู้จักเปลือก จะเลือกหาแก่นได้อย่างไร

พุทธศาสนา พิธีกรรมเป็นพื้นฐานที่สุด เบสิคที่สุด เป็นเปลือกก่อนจะเข้าสู่แก่นของศาสนา คือหลักธรรมชั้นสูง

(ใกลวัด ใกล้ธรรม วัดสระเกศฯ)

ที่หยิบยกมาให้อ่านกันนี้ มิได้คิดไม่ดีกับพุทธศาสนานะครับ เพียงแต่ว่า สิ่งที่มีผู้เขียนไว้ ย่อมสะท้อนอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ บางคนรู้ บางคนไม่รู้ และหากรู้ไว้ก็ไม่ได้เป็นสิ่งเสียหาย  การที่ผมมีศาสนาเป็นศาสนาพุูทธตามกฎหมาย ตามทะเบียนบ้าน หรือตามข้อมูลต่าง ๆ ในราชการ นั้น สำคัญที่สุด ผมย่อมเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง ต้องรับรู้ทั้งด้านสว่าง และด้านมืด ส่วนการที่จะเลือกอยู่ด้านไหนนั้น ย่อมเป็นวิจารณญาณของผม และของทุกคนเอง...

"วันไหน ๆ ก็ไม่สำคัญเท่า วันนี้ เราปฏิบัติธรรม ตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง"

ที่มา : บดินทร์ ลิมปพัทธ์.  นับวันจะหาวัดที่เป็นวัด สงฆ์ที่เป็นสงฆ์.. ไม่ได้อีกแล้ว ..  สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 59  ฉบับที่ 36  วันศุกร์ที่ 25 - วันพฤหัสบดีที่ 31  พฤษภาคม 2555  หน้า 24