พวกมันสมองระดับสูงที่ดูแลนโยบายวิจัยไทยนั้น ผมเห็นว่าเป็นพวกแคบ ตื้น มองอะไรไม่กว้างทะลุ คิดได้ตามหรั่งลูกเดียว เช่น ในยุคแรกๆ (ก่อนที่ผมจะกามิกาเซ่บินชนพลีชีพ) เขาเน้นไปที่การวิจัยพื้นฐาน ( basic research) เป็นส่วนใหญ่ มีงบด้านวิจัยประยุกต์ (applied research) น้อยมาก
วันนี้ เกือบ ๒๐ ปีผ่านมามีงบประยุกต์มากขึ้น แต่ไอ้ที่ประยุกต์นั้นก็ประยุกต์เพื่อไปรับใช้ต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่เสียอีก
สำหรับสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลของผมเองเท่าที่ผมสำรวจดูบทความที่ส่งเข้าร่วมประชุมวิชาการในแต่ละปี ก็เห็นว่า เป็นการวิจัยเพื่อต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ประเทศไทยเอามาใช้อะไรไม่ได้ ดังนั้นก็ยังเป็นการวิจัยตามใจอยากนั่นเอง ซึ่งเป็นการเสียหลายต่อ คือเสียเงินฟรี ยังเสียเวลา และโอกาสในการพัฒนาชาติ
ไปสืบสาวดูต่อ ที่เขาวิจัยกันแนวนั้นเพราะต่อยอดมาจากงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก สมัยทำงานอยู่กับอจ. ฝรั่ง ยุ่น นั่นเอง ...นี่ก็อีกผลเสียของการเห่อส่งนศ.ออกไปเรียนเมืองนอก ต้องเสียทั้งเงิน สมอง และ โอกาสในการพัฒนาประเทศ
พวกวิจัยด้านการแพทย์ก็พอกัน หาทางรักษากันจังโรคยากๆ ที่คนเป็นกันน้อยๆ ทั้งที่โรคพื้นๆ ที่คนอีสานเป็นกันมากยังไม่มีทางรักษาเลย งานตีพิมพ์ด้านการแพทย์ไทยเราจึงมีมาก จนหมอไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในขณะที่คนไทยบ้านนอกยังเป็นโรคง่ายๆ กันเต็มประเทศ แล้วผลงานที่ออกมาไปรักษาใครครับ ก็พวกฝรั่งเป็นส่วนใหญ่และคนไทยส่วนน้อยมากๆ ถ้าหมอเก่งๆ พวกนี้จะเอาเวลามาวิจัยหาทางยกระดับระบบสุขภาพคนไทย คงจะได้อะไรดีๆออกมามากเลย
วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ดูเหมือนด้อยที่สุด ไม่เคยคิดอะไรได้เลย นอกจากโมเดลตามก้นฝรั่ง ขนาดต้องให้ผมมาชี้นำในปี ๒๕๔๓ ว่า GDP ไทยนั้น 70% เป็นของคนต่างชาติ ไม่น่าเชื่อว่าเรามี ดร. เศรษฐศาสตร์หลายร้อยคน แต่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากๆ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ
พวกรัฐศาสตร์ก็ลอกปชต. ฝรั่งมาใช้ทั้งดุ้น ไม่เคยคิดค้นวิจัยหาปชต. ที่เหมาสมกับลักณะนิสัยของคนไทย เพื่อขจัดการซื้อเสียง และแก้ไขระบบการคานอำนาจที่บกพร่องอย่างมหันต์ ทำให้เป็นปชต. ที่โหวตตามนายสั่ง สร้างความเสียหายให้ชาติมาจนวันนี้
แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมไม่อยากโทษนักวิจัยมากนัก เพราะจบมาใหม่ๆ อยากทำวิจัย แต่ไม่มีกรอบอะไรให้เขา เขาก็ทำไปตามที่ศักยภาพดั้งเดิมที่เขามีอยู่ แต่ผมโทษคนแก่ๆ ที่วางนโยบายวิจัยชาติต่างหาก
ประเทศเรายิ่งยากจนอยู่ด้วย การใช้เงินนั้นจะต้องคุ้มค่ายิ่งกว่าประเทศรวยๆเขา ไม่ใช่เอามาทิ้งขว้างแบบนี้
สำหรับประเทศรวยๆ นั้นรัฐบาลเขาจำเป็นต้องทำ basic research เพื่อการแข่งขันในระยะยาวกับประเทศคู่แข่ง ส่วนงานวิจัยประยุกต์นั้นส่วนใหญ่สนับสนุนโดยบริษัทเอกชน ซึ่งไม่มีเวลาพอที่จะมารอผลจากการทำ br โดยงบส่วนใหญ่ในการวิจัยของประเทศมาจากบ.เอกชน เช่น ญี่ปุ่นนั้น งบ 80% มากจากเอกชน ส่วน สรอ. ประมาณ 85% เกาหลีประมาณ 75% ...ส่วนไทย มาจากเอกชนประมาณ 1% เห็นจะได้ 99% มาจากรัฐ
ที่บริษัทไทยไม่ทำวิจัยนั้นเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติที่มี know how พร้อมมูลมาจากประเทศแม่แล้ว โดยทำการวิจัยที่แผ่นดินแม่เขา ส่วนบริษัทสายเลือดไทยเราเองนั้นผู้วางแผนนโยบายวิจัยไทยบางท่านที่อยากเห็นมีการวิจัยประยุกต์ก็ไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไร เช่น ทำไมไม่กำหนดว่าถ้าบ.ทำวิจัยร่วมกับมหาลัย งบที่ใช้สามารถเอาไปหักภาษีได้สองเท่า แบบนี้ก็ได้หลายต่อ
ผมเน้นว่าประเทศยากจนอย่างไทยเราต้องวิจัยประยุกต์เพื่อปากท้องระยะสั้นก่อนครับ ต้องเป็นวิจัยที่กินได้นั่นเอง เน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของเรา ตั้งเป้าไว้ด้วยว่าต้องผลิตวิธีการ เครื่องจักรทุกอย่างในประเทศด้วย (ดังนั้นจะเป็นการบูรณาการระหว่างเกษตร วิทยาศาสตร์ และวิศวะเข้าด้วยกัน) และตั้งเป้าไว้อีกว่าราคาสินค้าจะต้องเพิ่มกว่าเดิม 5 เท่า ใน 10 ปี
ถ้าไม่ทำแบบนี้ ผมว่ายิ่งวิจัยมากจะยิ่งยากจนครับ เงินในก็กระเป๋าจะหุบลง แต่หน้าอาจจะบานขึ้นเพราะต่างชาติชื่นชม (หลอกใช้เรา)
พอเรารวยขึ้นจากการวิจัยเพื่อปากท้องแล้ว จากนั้นเราค่อยเพิ่มสัดส่วนการวิจัยพื้นฐานขึ้นเรื่อยๆ มหาประเทศอื่นๆ เขาก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น ล่าสุดก็คือ เกาหลี แล ใต้หวัน เขาทำวิจัยเกษตรก่อน แล้วมาอุตสาหกรรมหนัก ไปอีเล็กทรอนิกส์ ตอนนี้กลับไปหา biotech แล้ว และกำลังมาล่าเมืองไทยให้เป็นขี้ข้าส่งวัตถุดิบให้เขา
โอประเทศไทยเรา...เมื่อไหร่หยักสมองลอนสุดท้ายของเราจะเรืองแสงเปล่งที่ปลายอุโมงค์ให้ทันกาลหนอ
...คนถางทาง (๑ พค. ๒๕๕๕)
ดูเหมือนจะมีค่านิยมว่าถ้าทำ applied research นั้นแสดงว่าไม่เก่งจริง ถ้าแม่นต้องทำ basic research ไหมครับ ผมเดาว่าเราคนไทยก็รับค่านิยมนี้มาไม่น้อยเหมือนกัน อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุไหมครับ
หมอที่ทำวิจัยน่าจะเป็นหมอที่อยู่ในโรงเรียนแพทย์ เป็นส่วนใหญ่ น่ะ ค่ะ อาจารย์ เขาคงไม่รู้หรอกว่าปัญหาในชนบท มันมีอะไรบ้างควรวิจัยเรื่องอะไร เมื่อก่อนเคยคิดว่าหมอเขาน่าจะเก่งเรื่องนี้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า เขาเรียนวิจัยมาน้อยมาก ยกเว้นคนที่สนใจจริงๆ แต่กลุ่มนั้นก็จะอยู่ในโรงเรียนแพทย์ ใน มหาวิทยาลัย หรือ รพ.ศูนย์ แพทย์ใน รพช.แทบจะห่างจากการวิจัย ที่อื่นไม่รู้นะ แต่ที่ชลัญสัมผัส มีแต่บาลนี่แหล่ะทำ แต่ต้องใส่ชื่อแพทย์ ด้วยเพราะ เป็นความน่าเชื่อถือของวิจัย ( หรือเปล่า ) อย่างที่ชลัญทำเรื่องแผลกดทับ ต่อให้สำเร็จขึ้นมา ถ้าไม่มีชื่อแพทย์ ชลัญคิดเองนะว่าความน่าเชื่อถือในงานวิจัยของชลัญมันคงด้อย เพราะเราแค่ ป.ตรี เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ความสำเร็จของงานวิจัย ของแพทย์ ก็มาจากบาลนี่แหล่ะ ก็คงเหมือนกับค่านิยมที่คนไทยนิยมต่างชาติ ถ้าเทียบแพทย์ กับ พบ.เขาคงนิยม แพทย์.มากกว่า
อย่างเรื่องเบาหวานนี่ที่เป็นกันเยอะ ชลัญเคยชวนแพทย์ ทำวิจัย ที่ให้ชาวบ้านเข้าใจกลไกของโรค และการใช้ยา การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย ให้อยู่ในชุดข้อมูลชุดเดียว ชลัญ เรียกมันว่า นาฬิกาอินซูลิน ซึ่งไอเดีย นี้ออกแบบไว้หมดแล้ว เพียงแต่ว่า กระบวนการคิดจะเน้นเรื่องความรู้ทางการแพทย์ +pathophysiology ของโรคที่ต้องใช้แพทย์ เป็นแกน ยังไม่มีแพทย์ไหนจะเล่นด้วยกับชลัญเลย ก็เลยพับโครงการไว้ก่อน ทำคนเดียวก็พอไหว แต่ออกมาใครจะเชื่อถือชลัญ สุดท้ายสงสัยจะได้เก็บใส่ลิ้นชักแบบล็อคกุญแจแล้วโยนกุญแจทิ้งไปซะ จะทำอะไรนักหนาเนาะพาร์กินสันเอ๊ย !!!!!!
คุณ ชธ. ครับ แพทย์ไทยเรื่องตื้นๆยัังตามก้นฝรั่ง ดังที่ผมเขียนไว้แล้ว เช่น สอนให้คนไทยกินน้ำวันละ 8 แก้ว ตามฝรั่ง ทั้งที่นน.ตัวน้อยกว่าฝรั่งมาก แค่เทียบบัญญัติไตรยางค์ยังทำไม่เป็น แล้วะจะไปทำวิจัย เฮ้อ...ยังสภาพภูมิอากาศที่ต่างๆกัน (อากาศแห้งหนาว กับอากาศร้อนชื้น ต้องการน้ำที่ต่างกันมาก หมอไทยไม่เคยสนใจ ลอกเขาง่ายกว่า ) ...อาหารก็ให้กิน แคลอรี่เท่าฝรั่งที่ที่ตัวเล็กกว่า และร้อนชื้นกว่า ...สุดท้ายลาออกกันเป็นแถว เพราะไปเป็นนักการเมืองรวยกว่าเป็นหมอ (ขำไม่ออกจริงๆ หมอไทย)
ใช่ครับ ดร. ธ. เป็นอย่างงั้นจริง ๆ พวก br เขาเชิดคางว่าสูงส่ง ส่วนผมเห็นไอ้พวกนี้ที่ไรจะอ้วกแตก แมร่งพวกระแดะดัดจริต พระยาจักรีกลับชาติมาเกิดเสียเป็นส่วนใหญ่ และไอ้พวกนี้แหละที่ได้ดิบได้ดี ไปเป็นผู้กำหนดชะตาวิจัยไทยเสียมาก
ใช่ค่ะ อาจารย์ เตรียมลาออกกันเป็นแถว เขาสนใจวิจัยก็ตอนประเมินผลงานเพื่อเลื่อนระดับเท่านั้นเอง แต่คนทำเป็นบาลเหมือนเดิม เสียดายเวลาที่เขาใช้ทุนมหาศาลเรียนจริง สุดท้ายก็สมองไหล ขำไม่ออกจริงๆค่ะอาจารย์