การทำดินให้แข็งเป็นหินเป็นทั้งจินตนาการ ความฝันและความสามารถของคนโบราณที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะและของใช้ในอดีตกาล

ด้านหน้าพระรอดลำพูนเนื้อแกร่งดำ แบบหินบาซอลท์

จากการใช้เวลานั่งศึกษาและวิเคราะห์เนื้อพระรอดลำพูนมาระยะหนึ่ง

ทำให้ผมเริ่มเข้าใจหลักทางวิทยาศาสตร์ของหินและแร่ ที่ผุพังมาเป็นดิน แล้วหวนคืนกลับไปเป็นหินได้อีกครั้งหนึ่ง อย่างน่าทึ่งจริงๆ

หลายท่านอาจจะเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็คงไม่ตื่นเต้นอะไร

แต่ผมเพิ่งจะคิดตามภูมิปัญญาได้ทันกำลังตื่นเต้นกับความรู้นี้ครับ

ในกรณีของการสร้างพระรอดลำพูนนั้น

ผมเชื่อว่า

น่าจะลอกเลียนมาจากประสบการณ์การถลุงโลหะที่พบว่า ทำให้ดินบางส่วนที่อยู่ข้างๆเตากลายเป็นหินในระยะต่อๆมา

ที่น่าจะมีการคิดย้อนไปว่าทำไมบางส่วนแข็ง บางส่วนไม่แข็ง แล้วย้อนไปคิดค้นหาส่วนประกอบตั้งต้นที่มาของความแกร่งเหล่านั้น

โดยหลักทางวิทยาศาสตร์แล้วก็น่าจะเป็นการเผาทำลายโครงสร้างของแร่ดินเหนียวที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบสูง ทำให้เหล็ก หรือแร่เหล็กหลอมละลายมาเป็นตัวเชื่อมให้กับเนื้อส่วนที่เหลือ

ภายใต้หลักการเดียวกันกับน้ำว่านที่ไม่ใช้ความร้อนอบบพระเนื้อว่าน หรือการอบไอร้อนบางส่วนเพื่อเสริมพลังน้ำว่านแบบในพระผงสุพรรณ

ดังนั้น พระเนื้อแกร่งเป็นหินเหล่านี้ก็จะมีการผุกร่อนแบบเดียวกับหิน ที่กร่อนเป็นชั้นๆ แบบมีชั้นยุ่ยบางๆอยู่ที่ผิว ที่ทำให้สามารถบอกอายุของเนื้อพระได้

โดยหลักการนี้การฝึกดูผิวพระรอดลำพูนจึงน่าจะดูจากผิวของหินที่มีเหล็กมาก เช่น บาซอลท์ (คล้ายกับพระรอดดำ หรือเทา )หรือ แอนดีไซท์ (สีเขียว คล้ายพระรอดเนื้อเขียว)  มีเหล็กน้อย สีอ่อน เช่น ไดโอไรท์ (ที่คล้ายกับเนื้อพระรอดขาว) หรือ สีอื่นๆตามส่วนผสม

แต่ถ้าไม่ร้อนจัด ไม่สุกมาก หรือส่วนผสมของเหล็กน้อยไป ก็จะออกสีอิฐ สีแดง สีเหลือง ที่จะออกยุ่ยๆ ไม่แกร่งมาก แบบเนื้อพระคง หรือพระลำพูนอื่นๆ

ด้านหลังพระรอดลำพูนเนื้อดำ

ซึ่งเป็นความรู้ในการทำดินให้แข็งเป็นหินได้นั้น เป็นทั้งจินตนาการ ความฝันและความสามารถของคนโบราณที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะและของใช้ในอดีตกาล

และนำภูมิปัญญาในการทำดินให้แข็งเป็นหินในการสร้างพระรอดลำพูน ภายใต้แนวคิดของการสร้างความแข็งแรง ทนทาน ตามหลักการของ คงกะพัน ของพระรอด

ผมคิดดังๆมาเพื่อฟังความเห็นจากท่านผู้รู้มากกว่าครับ