ผมจะเดินทางรอบโลกเป็นครั้งแรกในชีวิต คือเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ ค้าง ๒ คืน แล้วต่อไปสหรัฐอเมริกา ที่เมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส ไปแคนาดา ที่เมืองโตรอนโต แล้ววกมาที่ซาน ฟรานซิสโก แล้วมาโตเกียว รวมเวลาทั้งหมด ๑๕ วัน จึงถือโอกาสบันทึกการเตรียมตัวและการไปเรียนรู้ร่วมกับคน ๓ กลุ่ม เพื่อ ลปรร. สู่สังคมวงกว้าง
ผมไปทำงาน ๓ อย่าง คือ (๑) ประชุมคณะกรรมการจัดการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ที่เจนีวา (๒) ร่วมคณะศึกษาดูงานสถานบริการผู้สูงอายุ และผู้ป่วยระยะสุดท้าย (hospice) ที่ฮุสตัน โตรอนโต้ ซาน ฟรานซิสโก และโตเกียว (๓) ทัศนศึกษาร่วมกับคณะของสถาบันอาศรมศิลป์ที่บริเวณโดยรอบโตเกียว เพื่อใช้ชีวิตช้าๆ ซึมซับวิถีชีวิตของคนแก่ญี่ปุ่น โดยมีกำหนดการดังนี้
เริ่มจากการทำวีซ่า ซึ่งสมัยนี้มีความยุ่งยากซับซ้อนมาก ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทีมจัดการการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จัดการให้อย่างราบรื่นรวดเร็ว เพราะไปทุกปี มาเจอความยุ่งยากสุดๆ ที่การวีซ่าเข้าแคนาดา สาวน้อยผู้มีความจำดีปรารภว่า ไปคราวที่แล้วไม่เห็นยุ่งยากอย่างนี้ ผมบอกว่านั่นมัน ก่อนเหตุการณ์ 9/11 เวลานี้เราได้รับผลกระทบจากการเป็นยุคระวังระแวงการก่อการร้าย ต้องทำใจ
เราต้องให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ มากมาย จนดูคล้ายเขาไม่เอื้อเฟื้อต่อนักท่องเที่ยว ไม่อยากได้รายได้จากนักท่องเที่ยว ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ทางการไทยหิวรายได้จากนักท่องเที่ยว จนจัดระบบตรวจตราป้องกัน การก่อการร้ายอย่างหละหลวมหรือไม่
เขาเรียกร้องเอกสารตัวจริงเอาไปตรวจสอบประกอบเอกสารฉบับถ่ายสำเนาด้วย ได้แก่ ทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน สมุดฝากเงินธนาคาร
แค่กรอกใบขอวีซ่าแคนาดาก็ได้ความรู้ระหว่างบรรทัดเยอะมาก เช่นสถานะทางการแต่งงานมีถึง ๗ แบบ ผมนึกไม่ถึงว่าโลกของการแต่งงานทางกฎหมายมันซับซ้อนถึงเพียงนี้ และเดาว่ามันคงมีส่วนใช้ใน การอำพรางตัว รวมความแล้วเราต้องกรอกสถานะการทำงานในช่วง ๑๐ ปี และสถาบันการศึกษา เพื่อประกอบ การพิจารณาตัวบุคคลของกระบวนการพิจารณาอนุญาตเข้าเมือง
สมัยนี้การเดินทางง่าย แต่การเข้าเมืองยาก สำหรับประเทศที่ระบบรัดกุม ของไทยเรามีหลักฐานโทนโท่ ว่าหย่อนยานมาก และถูกใช้เป็นลู่ทางทำมาหากินแบบเลี่ยงกฎหมาย คือการที่เรามีแรงงานผิดกฎหมายจาก ประเทศเพื่อนบ้านหลายล้านคน
ตอนนี้คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้ติดตัวคือ MacBook Air ปรากฎว่ามันใช้กรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าที่เว็บไซต์ ของแคนาดาไม่ได้ ต้องใช้เครื่อง PC จึงจะทำได้ เอามาบันทึกไว้ เพื่อจะบอกว่า คนที่มีความสามารถใช้ คอมพิวเตอร์จำกัดอย่างผม ยังไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ตระกูล Mac โดยไม่มี PC อยู่ในบ้านหรือที่ทำงานได้ ยังมีงานประมาณ 2-3% ที่ยังต้องพึ่ง PC
แต่เมื่อกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าหลายครั้งเข้า (ทำหลายครั้ง เพราะทำผิดๆ ถูกๆ) ก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ยาก หากทำเป็น และเป็นระบบที่ดีมีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งเขามีคำอธิบายละเอียดมาก หากพิมพ์คำอธิบาย เอามาใช้เป็นแนวทางกรอกแบบฟอร์ม ซึ่งต้องกรอกทาง อินเทอร์เน็ต ก็จะทำได้ไม่ยากเลย ถ้าเรากรอกผิด หรือไม่กรอกส่วนใด เครื่องก็จะเตือน จนเมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อย ก็คลิกคำว่า validate เครื่องก็จะออก บาร์โค้ด ไว้ให้ สำหรับเราพิมพ์แบบฟอร์มบนกระดาษ มีบาร์โค้ดติดไปด้วย แล้วลงชื่อก็เสร็จเรียบร้อย
เดาว่าเพราะต้องระมัดระวังตัวบุคคลว่าไม่เป็นผู้ไม่พึงต้อนรับเข้าประเทศ เขาจึงมี ฟอร์มให้กรอก รายละเอียดของครอบครัว ได้แก่ของตนเอง คู่สมรส พ่อแม่ พี่น้อง และลูก เขาถามวันเดือนปีเกิด ของแต่ละคนด้วย แต่ผมจำของพ่อแม่และน้องๆ ไม่ได้ บอกได้แค่ปี เครื่องมันก็ไม่ว่าอะไร ผมได้เรียนรู้วิธีใช้พลังของ ไอซีที ยุคใหม่ สำหรับช่วยลดงานของหน่วยงาน ให้ผู้มารับบริการรับทำงานเอง และใช้ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย และป้องกันอื่นๆ แก่ประเทศ
ในที่สุดผมวีซ่าเข้าสวิส แคนาดา และญี่ปุ่นก็เรียบร้อย ส่วนของสหรัฐผมมีหนังสือเดินทางเล่มเก่าที่มีวีซ่า ๑๐ ปี ยังใช้ได้
ผมเตรียมเดินทางแบบมีสัมภาระน้อย กระเป๋าใบไม่โต แม้ว่าเขาอนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจมีสัมภาระได้ ๓ ชิ้น หนักชิ้นละ ๓๒ ก.ก. (ในขณะที่ชั้นประหยัดให้ ๑ ชิ้น ๒๓ ก.ก.) มิน่าเล่า ค่าโดยสารของชั้นธุรกิจในเวลานี้จึงแพงกว่าชั้นประหยัดเกือบ ๔ เท่า
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ค. ๕๕
หนูจะติดตามรออ่านเรื่องเล่าของท่าน เกี่ยวกับผู้สูงอายุนะคะ
ขอให้อาจารย์เดินทางด้วยความปลอดภัยตลอดการเดินทางรอบโลกในครั้งนี้ค่ะ และจะรอติดตามบันทึกเรื่องราวที่มีคุณค่าจากอาจารย์ค่ะ