เปิดมุมมองใหม่ในโลกของคณิตศาสตร์โดยการนำเอาองศ์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาสร้างบทบาทและบทเรียนให้เกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน ภายใต้กระบวนคิดที่ว่า “ในห้องมีครู นอกห้องมีปราชญ์ชาวบ้าน”

“หม่ำ” ชวนคิด เรียนคณิตให้สนุก
บทเรียนจากภูมิปัญญาเมืองพญาแล

                เพียงแต่เอ่ยคำว่าคณิตศาสตร์ขึ้นมาเท่านั้น เชื่อว่านักเรียนไทยหลายคนคงเคยสัมผัสและรู้ซึ้งถึงความยากในรายวิชานี้ ที่รวบรวมไว้ทั้งศาสตร์ของการ บวก ลบ คูณ หาร อย่างครบสูตร ทำให้เด็กนักเรียนเกิดความไม่ใฝ่รู้ไม่ใฝ่เรียนในรายวิชาดังกล่าว จนส่งผลให้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยจากการทดสอบความสามารถในระดับประเทศตกต่ำลงอย่างช้าๆ และน่าเป็นห่วง

                แต่ที่โรงเรียนเมืองพญาแลวิทยา จังหวัดชัยภูมิ ได้เปิดมุมมองใหม่ในโลกของคณิตศาสตร์โดยการนำเอาองศ์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาสร้างบทบาทและบทเรียนให้เกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน ภายใต้กระบวนคิดที่ว่า “ในห้องมีครู นอกห้องมีปราชญ์ชาวบ้าน” ในชื่อ โครงการค่ายเปิดโลกคณิตศาสตร์: บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาสู่บทเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1/2553 จากการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ซึ่งมี อาจารย์ดุลย์ สีมา ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนเมืองพญาแลวิทยา จังหวัดชัยภูมิ เป็นผู้ดำเนินโครงการ

อาจารย์ดุลย์ สีมาในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ บอกว่า เริ่มจากการสังเกตเห็นว่านักเรียนมีความเบื่อหน่ายกับการเรียนในห้องเรียน จึงคิดหาวิธีการสร้างความสนใจในบทเรียนให้มากยิ่งขึ้น จึงนึกถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ โรงเรียน จึงสร้างกระบวนการขึ้นมา แล้วขอรับการสนับสนุนจาก สสค. โดยชวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 มาเข้าค่ายคณิตศาสตร์เป็นการปูพื้นฐานก่อน จากนั้นก็ให้นักเรียนลงพื้นที่ชุมชน ศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้าน

อาจารย์ดุล บอกด้วยว่า เมื่อลงพื้นที่ศึกษาแล้ว นักเรียนจะต้องวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ที่ไปศึกษา เช่น การไปเรียนรู้วิธีการทำหม่ำ ก็จะไปที่หมู่บ้านทำหม่ำใกล้ๆ กับโรงเรียน เพื่อให้รู้ว่าการทำหม่ำมีกระบวนการอย่างไร และสอคล้องกับความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และกลุ่มสาระอื่นๆ อย่างไรบ้าง จนกระทั่งนำมาถ่ายทอดเป็นบทเรียน จนออกมาเป็นสื่อต่างๆ ตามความถนัดของนักเรียนผู้ศึกษา เช่นสื่อการ์ตูน สื่อนิทาน สื่อเรียงความและสื่อวีดีทัศน์ เพื่อให้รุ่นน้องได้อ่านและศึกษาต่อไป

 

สำหรับ “หม่ำ” ของเมืองชัยภูมินั้น ได้ขื่อว่า "หม่ำตำนานรัก” แห่งเดียวของไทย เมื่อมีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งพรานป่าไปล่าสัตว์บนภูเขียว–ภูคิ้ง ป่าใหญ่ใกล้เมืองชัยภูมิ  นายพรานต้องใช้เวลานาน 1-3 เดือนในการเดินทางไป-กลับ พอล่าสัตว์ป่าได้ ก็คิดหาวิธีถนอมอาหารมาฝากลูกเมีย ที่รออยู่บ้าน โดยที่เนื้อสัตว์ไม่เน่าเสีย พรานจึงสับเนื้อ ผสมตับ คลุกข้าวเหนียวและเกลือที่พกติดตัวไป ยัดใส่ในกระเพาะของสัตว์ หรือลำไส้ของสัตว์ เพื่อหมักหรือถนอมให้เก็บไว้ได้นาน แล้วนำไปเป็นของฝากภรรยา เมื่อกลับถึงบ้านนำมาชิม ปรากฏว่า มีรสชาติอร่อย เป็นที่ชอบใจภรรยา จึงถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นอาหารพื้นบ้านที่นิยมรับประทานมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน

สุจารี คุ้มบัวบาน นักเรียนค่ายเปิดโลกคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเมืองพญาแลวิทยา เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ศึกษาเกี่ยวกับการทำหม่ำ บอกว่า การทำหม่ำจริงๆ นั้น เกี่ยวข้องกับวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งตอนแรกก็ไม่เชื่อ แต่พอได้มาศึกษาและทำสื่อจนได้รู้ว่า การทำหม่ำเริ่มตั้งแต่รูปทรง ก็เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์แล้ว สมมติว่าต้องการทำหม่ำ 5 ชิ้น ก็ต้องศึกษาปริมาตรว่าต้องใช้ส่วนผสมปริมาณเท่าไรตามที่ต้องการ ซึ่งต้องใช้สูตรในการคำนวณค่าต่างๆ ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ก็จะเกี่ยวข้องในเรื่องการใส่กระเทียม เพื่อศึกษาว่าจะต้องใส่กระเทียมปริมาณเท่าไรถึงจะถนอมอาหารได้นาน และด้านวิชาสังคมก็จะเชื่อมโยงถึงการศึกษาทางประวัติศาสตร์ว่าทำไมเมืองชัยภูมิถึงต้องทำหม่ำ แล้วหม่ำมีความสำคัญกับชัยภูมิอย่างไรบ้าง

“เราได้ความรู้จากการทำหม่ำ เช่นรู้ว่าการทำหม่ำมีประวัติศาสตร์เป็นมาอย่างไรถึงจะมาเป็นหม่ำได้ เรารู้ว่าการทำหม่ำนี้มันใช้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์หรือสิ่งไหนเข้าช่วยบ้าง แล้วการทำหม่ำจะมีประโยชน์และโทษกับเราอย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เราเกิดความรู้เหล่านี้ นับเป็นความรู้ที่คิดไม่ถึงว่าการทำหม่ำจะสร้างบทเรียนให้กับเรา” น้องสุจารีกล่าวพร้อมในหน้าที่ยิ้มแย้ม

                นอกจากจะมีการศึกษาและทำสื่อเกี่ยวกับการทำหม่ำแล้ว ที่โรงเรียนเมืองพญาแลยังมีการทำสื่อการจักสาน, การทำขนมจีน และการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งทั้งหมดล้วนนำเอาหลักและองศ์ความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้

                ปัจจุบันที่โรงเรียนเมืองพญาแล ได้สร้างให้วิชาคณิตศาสตร์อันน่าเบื่อหน่าย กลายเป็นวิชาสนุกที่นักเรียนทุกคนชื่นชอบไปแล้ว