ขณะที่ผมกำลังเขียนโครงร่างงา่นวิจัยเรื่อง "แม่" ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑) เพื่อศึกษาสภาพแม่กับความเป็นจริงทางสังคม ๒) เพื่อวิเคราะห์ร่องรอยแม่ในวรรณกรรมศาสนา ๓) เพื่อสร้างรูปแบบแม่ตัวอย่างผ่านความจริงทางสังคมและร่องรอยในวรรณกรรมศาสนาสู่กระบวนวิชา “แม่” ส่งทอดสู่มโนธรรมในความเป็นแม่และที่มีต่อแม่

จะเห็นได้ว่า หนึ่งในนั้นมีเรื่องศาสนาเข้ามาด้วย หลายความคิดที่เข้ามาปะทะกับการจะเขียนโครงการวิจัยนี้ ความคิดหนึ่งคือ มันเหมาะหรือไม่กับการที่เราจะพูดเรื่องศาสนาในสังคมไทยโดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง ให้นึกถึงเมื่อครั้งเรียนในชั้นเรียนศาสนาเปรียบเทียบ ดูเหมือนแต่ละกลุ่มที่นับถือศาสนาต่างกันพยายามที่จะบอกว่าศาสนาของตนดีอย่างไร แม้เราจะเรียนไดอะลอกมาด้วยกัน แต่ดูเหมือนเราไม่ได้เข้าใจผู้ถือศาสนาต่างจากเราเลย ทำให้ผมสรุปในความคิดตอนนี้ว่า การไม่พูดเรื่องศาสนาจะดีกว่าหรือไม่ นอกจากนั้น เมื่อเราเสนอความคิดจากมุมมองของศาสนาออกสู่บางสังคม เราจะกลายเป็นอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ทำให้มานั่งคิดว่า ปัญหาของคำว่า ศาสนา มันคืออะไร

เมื่อวาน ผมนั่งดูรายการพื้นที่ชีวิตอย่างใจจดใจจ่อ ตอนหนึ่งพิธีกรรายกายได้ไปสัมภาษณ์อดีตทนายความชาวแคนาดา (ถ้าจำไม่ผิด) ผู้เข้ามาถือแนวคิดแบบโอโช ตอนหนึ่งเขากล่าวว่า ศาสนาคือตัวปัญหาที่สุดของโลกในเวลานี้ เขาจึงปฏิเสธศาสนา

ปัญหาที่ผมคิดตอนนี้คือ ศาสนาร้ายกาจจริงๆหรือ และศาสนามาจากไหน เวลานี้หลายคนพยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดเรื่องศาสนา แน่นอนว่า สิ่งที่ผมกำลังบันทึกความคิดนี้ มีหลายเรื่องที่พัวพันกันอยู่ เรื่องใหญ่ๆคือ คน และ ศาสนา

อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดเลยเถิดไปถึงชั้นเรียนที่มีคนหลากหลายนับถือศาสนาแบบหลากหลาย เพื่อจะให้เขาแจงออกมาว่า ศาสนาที่เราไม่ยอมรับนั้น ไม่ดีอย่างไร