ผมได้แนวคิดในการเขียนบันทึกนี้     จากการฟัง ดร. อุทัย ดุลยเกษม ตั้งข้อสังเกต ในการประชุมวิชาการ สกว. เมื่อวันที่ ๒๔ สค. ๔๙     ในห้อง การวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ... เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ      ดร. อุทัย บอกว่า ที่เราพูดๆ กันว่าสังคมไทยต้องเป็น Knowledge-based Society นั้น    แท้จริงแล้วควรเป็น Wisdom-based Society  และ Creativity-based Society    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

       ผมมองว่าเคล็ดของเรื่องนี้มี ๒ ประเด็น     คือ (๑) ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) มีอยู่ตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกคน    (๒) CBS (Creativity-based Society) หมายถึงสังคมที่มีวิธีการ  มีระบบ เพื่อใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ของคนทุกคนในสังคม

       โปรดสังเกตว่าผมใช้คำว่า "ความริเริ่มสร้างสรรค์"     ไม่ใช้คำว่า "ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์"     คือ creativity ต้องมากกว่า "คิด" ที่สำคัญกว่า "คิด" คือ "ทำ"     creativity ต้องทั้งคิด และทำ     ไม่ใช่คิดเฉยๆ    

        ถ้าเราเชื่อว่าความริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์      การสร้าง CBS ก็ต้องทำโดยหาวิธีการต่างๆ ในสารพัดด้าน     เพื่อส่งเสริมความริเริ่มสร้างสรรค์ในตัวมนุษย์ให้งอกงาม    และโน้มนำไปในทางดีงาม     ไม่ใช่สร้างสรรค์ในทางชั่วร้าย     ที่สำคัญต้องไม่ปิดกั้นความริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์     ต้องถามว่ามีอะไรบ้างในสังคมของเราที่ปิดกั้นความริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย      เริ่มตั้งแต่แรกเกิด     เข้าโรงเรียน    ทำงาน     แต่งงานมีครอบครัว     ไปจนสิ้นชีวิต     เราจะพบสิ่งปิดกั้นมากมาย     

         ดังนั้นถ้าจะสร้าง CBS ก็ต้องวิเคราะห์หาสิ่งปิดกั้น     แล้วแก้ไขเสีย     ใครอยู่ตรงไหนก็แก้ตรงนั้น    อาจารย์มหาวิทยาลัยก็แก้ไขข้อปิดกั้นในมหาวิทยาลัย      คนทำงานโรงงานก็แก้ไขข้อปิดกั้นในโรงงาน      เราจะพบว่าตัวปิดกั้นที่สำคัญคือกฎเกณฑ์กติกาที่ขาดความยืดหยุ่น   และวัฒนธรรมอำนาจ     ที่ทำให้มนุษย์ขาดความเป็นอิสระ   ขาดโอกาสทดลองความคิดสร้างสรรค์ของตน

วิจารณ์ พานิช
๒๔ สค. ๔๙