เข้าค่ายหมอเขียว
ครั้งล่าสุดของชีวิตการไปค่าย ก็คือค่ายอาสาของชาวบัญชี
ธรรมศาสตร์สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย มีเรื่องที่จะ
ต้องจำกล่าวขานไปกันอีกนาน เพราะสนุกมากๆ
ครั้งพอรู้ว่าหมอเขียวจะมาเปิดค่ายที่อเมริกา บอกตัวเองกับ
ภรรยาว่าเราน่าจะไปพักผ่อนกัน เพราะตอนกลับเมืองไทย
อยากจะไปเข้าอบรมกับชาวชีวจิต ของ ดร.สาทิส ก็เต็มไป
หมดแล้ว
ค่ายที่นี้ไม่เหมือนเมืองไทย เพราะอยู่ที่รีสอทส์ชัันหนึ่ง อยู่
อย่างสบายๆ ตอนดึกๆอยากจะมาว่ายน้ำหรืออาบน้ำร้อนก็ได้
ไม่ผิดกติกา เพราะก็โตเป็นผู้ใหญ่กันเกือบทุกคน ห้องน้ำห้อง
ท่าก็สะอาดเพราะอยู่ในโรงแรม
มื้อแรกของการเข้าค่ายเป็นข้าวต้มสุขภาพ ไม่มีเกลือ น้ำตาล
ไม่มีผงชูรส มีผักกาดขาว เห็ด ข้าวโพด และผักชนิดเย็น กิน
แล้วนึกถึงตอนไปเรียน ร.ด ที่เขาชนไก่ เป็นข้าวต้มคล้ายๆกัน
มีแต่วิญญาณหมู มิน่าเล่าผมตอนนั้นถึงมีสุขภาพดี แข็งแรง
เพราะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ มีเด็กหนุ่มๆที่ไปด้วยบรรยายกาศกา
รกินว่า กระเดือกไม่ลง แต่ผมกินได้อย่างสบายๆ เพราะเจอมา
มากกว่านี้ ตอนไปเข้ากรรมฐานที่วัดมเหยงส์ อยุธยา อาสา
สมัครเป็นลูกศิษย์วัดไปกับพระอาจารย์บินฑบาตร์ไปตามตัว
เมือง ได้อาหารมาเป็นเข่ง ทางแม่ครัวเอามาจัดรวมกัน ถ้าเป็น
แกงกระทิก็มาเทรวมกันเป็นหมอใหญ่ ถ้าเป็นแกงส้มก็เอามา
รวมในหม้อเดียวกัน เป็นแกงสหชาติ กินไม่ลงจริงๆ กลางวันก็
เป็นแกงหมอเดียวกันอีก อุ่นให้ร้อนกันบูด ส่วนมากผมกินแล้ว
ท้องจะเสีย เพราะร่างกายไม่ชินกับเชื้อโรคทางเดินของเมือง
ไทย เลยยอมอดอาหารกลางวันไปเสียดื้อๆ
แต่อาหารของค่ายหมอเขียวนี้สุดยอด ถึงแม้จะไม่อร่อยในวัน
แรกๆ นานเข้าก็อร่อยเอง ไม่มีอาการท้องเสียให้ปรากฏ แถม
ยังมีผลไม้สดๆให้กิน เช่น แอบเปิล แตงโม แคนตาลูป
อาหารจะไม่มีเนื้อ น้ำมัน ไข่ ผักต่างๆจะลวกด้วยน้ำหรือผัด
ด้วยน้ำเท่านั้น สุดยอดของอาหารสุขภาพ
ทางพี่เลี้ยงบอกว่าถ้ากินอาหารอย่างนี้ไปสองสามวันแล้วถึง
แม้ฉี่ที่ออกมายังเอามาดื่มได้ จะมีรสชาดเหมือนดื่มน้ำชา ผม
เองก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทางวิทยากรเองก็มาบอกสรรพคุณ
ของปัสสาวะว่าเป็นยาขนาดวิเศษ ว่าพลาดไม่ได้ ผมเองเป็น
คนน้ำชาล้นถ้วยเป็นประจำ เพราะไม่ยอมเชื่อใครง่ายๆ ไหนๆ
ก็ไหนๆมาแล้ว เลยลองดื่มปัสสาวะของตัวเองดู
แถวหน้าสุด คืออาม๊า จะเก้าสิบแล้วครับ
เอาดมกลิ่นดูแล้วก็ไม่เหม็นเหมือนก่อน ทางพี่เลี้ยงบอกว่าครั้ง
แรกให้ลองชิมสองสามหยดก่อน พอผมลองชิมดู ปรากฏว่า
ต้องรีบคลายทิ้งเพราะเผอิญวันนั้น ผมใส่เกลือเข้าไปใน
ข้าวต้มวิญญาณหมูไปประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของช้อนชา ก็
ถือว่าไม่มาก เพราะหมอเขียวเล็คเชอร์ว่าคนธรรมดาให้กิน
เกลือได้วันละหนึ่งช้อนชา แต่ปัสสาวะออกมาเค็มจริงๆ หลัง
จากนั้นก็ไม่ได้ลองอีก บางคนที่มาช่วยทำงานยุ่งมากๆไม่มี
เวลาทานอาหาร ก็เลยดื่มแต่ปัสสาวะของตัวเองตลอดวัน ไม่รู้
ว่าทำได้อย่างไร
ไม่รู้ว่าใครสอนใคร - หลังการบรรยาย อาม๊าอายุเกือบเก้าสิบยังแข็งแรงอยู่เลย ขึ้นไปคุยกับคุณหมอเขียว เห็นรูปแล้วลูกสาวอาม๊าชอบมาก ขอผมไว้เป็นที่ระลึก
ผมเคยอ่านเรื่องดีทอกส์มานาน ไปเมืองไทยก็ไปซิ้ออุปกรณ์
พร้อมทั้งผงกาแฟ เอามาก็ไม่กล้าทำ เพราะทำไม่เป็น มา
คราวนี้เวลาเข้ากลุ่มทางพี่เลี้ยงให้เล่าถึงประสพการณ์ในการ
ทำดีทอกส์ตอนเข้ากลุ่มตอนกินข้าวเย็น คุณผู้ชายคนหนึ่งมา
เล่าให้ฟัง บอกว่าสบายมากไม่มีปัญหา ถ้าต้องการให้น้ำไหล
เร็วให้ยกกระป๋องสูงๆ แต่ทำเสร็จแล้วอย่างเพิ่งประมาท
เพราะจะมีปรากฏการณ์ after chock จะมีละลอกสอง ละลอก
สามตามมาอีก เล่นเอาสมาชิกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพราะถูกใจเอา
มาก มีคุณผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งกินข้าวไปด้วยอธิบายการทำ
ดีทอกส์ของตัวเองไปด้วย บอกว่าเอาตัวเองนอนข้างๆ
อ่างอาบน้ำ แล้วเอากระป๋องวางไว้บนอ่างล้างหน้า น้ำก็ไหล
มาดี แต่เธอต้องทำหลายทีเพราะใหม่ก็กลั้นไว้ไม่อยู่ เผอิญ
เธอนั่งข้างๆผม ผมก็เลยกระเซ้าว่า แหมกินด้วย เล่าไปด้วย
เลยนะ กินให้เสร็จเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือครับ เธอยิ้มอายๆ
เพราะลืมไปว่ากำลังทานข้าวอยู่
การไปค่ายครั้งนี้ทำให้ผมระลึกถึงตอนอยู่ในมหาวิทยาลัย
สนุกมากๆ ได้รู้จักคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ตอนกำลังรอเข้าแถวตักอาหารได้คุยกับสาวชาวนิวยอรค์ เธอ
เป็นมะเร็งถึงสี่ชนิด แต่ดูแล้วก็ยังสวยเหมือนคนปรกติ ผมก็
เลยถามปัญหาอยากรู้ของผมว่า ผมจะเกษียณไปอยู่เมืองไทย
ดีไหม จะอยู่ที่ไหนดี อเมริกาหรือไทยแลนด์ เธอตอบว่าอย่าง
พี่ หุ่นเหมือนอาเสี่ย อ้วนอย่างนี้ อยู่เมืองไทยรับรองมีกิ๊ก
อย่างน้อยสองคน พี่ไม่เอาเขา เพื่อนๆพี่เขาก็หาให้พี่เอง มัน
เป็นธรรมเนียมของผู้ชายไทย แล้วตอนนี้พี่มีภรรยาหรือเปล่า
คนอ้วนๆใส่เสื้อสีส้มที่ยืนอยู่ข้างๆคุณหมอเขียว คือผมเองครับ
ผมตอบว่ามี ภรรยาอนุญาตแล้วมีได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องยก
ทรัพย์สินเงินทองให้แก่เธอทั้งหมด ให้ไปตัวเปล่า จะไปทำ
อะไรก็ตามใจ
สาวนิวยอรค์ตอบว่า พี่.. ถ้าผู้หญิงเมืองไทยเธอรู้ว่าพี่ไม่มีเงิน
แล้วยังจะมาอยู่กับพี่ แสดงว่าเธอรักพี่มากๆ พี่โชคดีจริงๆ
เพราะเท่าที่เห็นมา พอผู้ชายเงินหมดเธอก็จับผู้ชายส่งเครื่อง
บินกลับมาหาภรรยาเก่าที่อเมริกาค่ะ
ปล หลังจากเสร็จงานค่ายเธอมายกมือไหว้ผม พูดว่า
ขอโทษค่ะพี่ที่กล่าวปรามาสพี่ เรื่องกิ๊กนะค่ะ พูดเล่นๆคะ
สวัสดีค่ะคนบ้านไกล
ดูร่าเริงกันดีมากนะคะ
สวัสดีค่ะ
ยังไม่เคยไปค่ายหมอเขียว แต่ได้ไปค่ายของ อ.ขวัญดิน เกี่ยวกับการล้างพิษตับและถุงน้ำดีค่ะ
มีข้อคิดจากการทำดีท็อกซ์จากแพทย์แผนปัจจุบัน และตัวน้องเองก็ประสบกับตัวเอง (ไม่แน่ใจว่าเพราะการดีท็อกซ์หรือไม่) คือ หากทำดีท็อกซ์บ่อยเกินไปอาจเกิดผลเสียได้
ส่วนตัวจะบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยทุก 4-5 เดือน ระยะหลังช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าความเข้มข้นของเลือดน้อยไป บริจาคไม่ได้ ทั้งที่ก็มีสุขภาพดี เพียงแต่น้ำหนักลดไป 1-2 กก. จากปกติ เพราะเป็นช่วงเรียนหนัก และจากการไปค่ายอ.ขวัญดิน จึงกลับมาทำดีท็อกซ์เองที่บ้านสัปดาห์ละครั้งค่ะ
ลองปรึกษาหมอที่รู้จักกันก็หาสาเหตุไม่ได้ เพราะน้องเป็นคนแข็งแรงและออกกำลังกายสม่ำเสมอ จนพบคุณหมอท่านหนึ่งกล่าวถึงการดีท็อกซ์ว่าหากทำบ่อยไปแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งมีทั้งดี/ไม่ดี จะถูกทำลายไปหมด ส่งผลให้การดูดซึมธาตุเหล็ก (ซึ่งสำคัญกับการสร้างเม็ดเลือด) โดยแบคทีเรียตัวดี เสียไปด้วยค่ะ
ดังนั้น ทำดีท็อกซ์มีผลดี แต่ต้องไม่ทำบ่อยจนเกินไปนะคะ
At one time, I was tempted to get my stomach cleaned out by fluid injection (thru the aese hole). I was told lot of people had done this and many went back for another treatment ---woe eee---.
I could see any point in getting rid of all my gut bacteria friends, I said no and happily missed this fad.
But i see that modern living is full of doubts and fears that our very own way of life is not "good" and need "modifying" by going to health and life style changing camps like one you described (very well).
I wonder if urine is good why Mother Nature makes us piss the good stuff out (and makes us keep the 'bad' stuff in -- to be cleaned)?
หมอเขียว เป็นหมออนามัย (แต่ไม่ใช่แพทย์นะครับ) ....เป็นแบบอย่างของน้อง ๆ หมออนามัย...ที่สร้างแรงบันดาลใจในศาสตร์การดูแลสุขภาพตนเองโดยตนเองครับ...
ÄÄÄ....มีค่ายไหน..บ้างเจ้าคะ..ที่หยุด..เข็ดหลาบ..ไม่เอาอีก..ได้...เชะะๆ..อยากไป..เข้า..อ้ะ..(สามคำที่ว่า..ยังทำไม่ได้..ซักกะอย่าง..ฮี่ๆ...(ยายธี)
ไม่รู้ว่าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ มุกดาหาร ไกลจากบ้านของคุณยายหรือเปล่า
สังเกตุเห็นได้ว่า ฟันของคณะคุณหมอเขียวไม่ขาวเท่าที่ควร ทางคณะใช้ถ่านผสมกับสมุนไพร ไม่รู้ว่าได้ผลในการป้องกันฝันผุหรือไม่ครับ
น่าจะมีการวิจัยนะครับ
ต้องลองถึงจะรู้ครับ
ถึงแม้หมอเขียวจะไม่ใช่แพทย์ แต่ก็แปลกใจที่มีหลาย MD เข้าร่วมสัมมนา บางคนทำเห็นผลก็เลยต้องเชื่อ นอกจากจะเชื่อแล้ว ยังเป็นกำลังสำคัญที่จะดึงเอาชาวบ้านคนธรรมดา มาฟังด้วยครับ
คุณยายธี
ผมเห็นสาวๆใส่เสื้อตัวนี้ ถูกใจมากๆ บอกเธอว่าขอถ่ายรูปหน่อยเถอะ
เพราะเขียนเหมือนกับใจจริงๆ
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว
ถ้าชาตินี้ไม่เอาอีกแล้ว
ชาติหน้าก็คงจะไม่ได้เห็นกันอีก พอกันที
ใจเราเป็นอิสระแล้ว ขอบคุณจริงๆ
คุณ SR ครับ ผมภาษาอังกฤษไม่ค่อยแตกฉาน แต่อ่านที่คุณเขียนแล้ว พอจะเดาได้ว่า คุณสงสัยว่า ถ้า "ฉี่" มันดีจริง ธรรมชาติทำไมถึงขับมันออกมาละ และทีของเสียอย่าง "อุจจาระ" นั่นซึ่งเป็นของเสีย ทำไมธรรมชาติถึงเก็บเอาไว้ จนเราต้องมาทำดีท็อกซ์ละ
นั่นนะซิครับ คำตอบมันก็มีอยู่บางส่วนแล้วว่า เราน่าจะเข้าใจเหมือนกันนะครับว่า อุจจาระนะน่าจะเป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมา แต่ที่เราเข้าใจนะมันถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรมชาติหรือเปล่า ที่บอกว่า เป็นของเสียนะมันเสียจริงหรือเปล่า ก็ถ้ามันเสียจริง ทำไมคนจีนเขาถึงเอาอุจจาระไปรดต้นไม้เป็นปุ๋ยชั้นดีละครับ และทำไมหมาบางตัวมันถึงกินละครับ แน่นอนว่า ถึงแม้ถ้าหากโดยธรรมชาติที่เป็นจริงแล้ว อุจจาระอาจจะเป็นสิ่งที่ยังมีประโยชน์ถ้าเรากินเข้าไปใหม่ได้ แต่ก็คงไม่มีใครอยากจะกิน (แค่คิดก็จะอ๊วกแล้วใช่ไหมครับ) ทีนี้ที่เราต้องทำดีท็อกซ์ก็เพราะอุจจาระหรือที่เราบอกว่า เป็นของเสียนี่มันเข้าไปหมักหมม อุดตัน มันไม่ได้ถ่ายเทเอาออกมาตามธรรมชาติของมันตามที่ควรจะเป็น มันก็เกิดโทษได้ คำถามต่อไปว่า ทำไมต้องทำดีท็อกซ์ ก็อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตคนเราทุกวันนี้มันเปลี่ยนไป วัน ๆ คนเมืองส่วนใหญ่ทำงานอยู่กับที่ อยู่กับหน้าจอ วัน ๆ อาจแทบไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเลย ถ้าไม่ไปเข้าห้องน้ำ ทำให้การทำงานของอวัยวะมันเฉื่อยชาไปหมด ไหนจะปัญหาเรื่องความเครียดต่าง ๆ ซึ่งต่างกับชีวิตแต่ก่อนที่ต้องทำงานออกแรง ออกกำลังกายไปด้วยในตัว ทำให้ระบบการย่อยอาหารและระบบการขับถ่าย มันแปรปรวนไปหมด ดีท็อกซ์ก็เลยเป็นวิธีที่คิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของคนเมือง แต่จะดีจริงหรือไม่จริง ก็ต้องว่ากันไป ถ้ามันหมักหมมมาก ๆ นาน ๆ แล้ว ดีท็อกซ์บ้างก็น่าจะดี แต่ถ้าทำกันถี่ ๆ ก็อาจจะเกิดผลเสียอย่างที่หมอท่านวิเคราะห์มาก็ได้ ดังนั้น การจะทำอะไรก็คงต้องพิจารณากันตรงทางสายกลางละครับ พยายามเลือกเอาสิ่งที่ดีของโบราณและสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทีนี้มาพูดถึง "ฉี่" จะบอกว่า สิ่งที่ร่างกายขับออกมา แล้วน่าจะไม่ใช่ของดี เพราะถ้าดีจะขับออกมาทำไม ลองนึกง่าย ๆ ครับ อย่างเวลาเราออกกำลังกายหรือออกไปทำงาน หรือเดินทางไปไหนตอนอากาศร้อน ๆ ยิ่งร้อนชื้นบ้านเรา เหงื่อออกมาก ทำไมเขาถึงต้องให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือคอยดื่มน้ำเยอะ ๆ ละครับ เพราะเหงื่อมันขับเอาเกลือแร่ที่มีประโยชน์ออกมาด้วยไม่ใช่หรือครับ เขาถึงต้องให้เราดื่มน้ำหรือเกลือแร่เข้าไปทดแทน ไม่งั้นก็เกิดอาการขาดน้ำ เป็นอันตรายต่อร่างกายได้เหมือนกัน ฉี่ก็เหมือนกัน จะไปบอกว่า เป็นของเสียหมดไม่มีประโยชน์ ก็คงไม่น่าจะใช่ แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์กันจริง ๆ จัง อาจจะเพราะมีสมมติฐานว่า เป็นของเสีย แล้วเลยไม่พิสูจน์กัน ก็เลยเป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" กันไปก่อน และก็ดูเหมือนจะไปเรื่อย ๆ ทีนี้ถ้าคุณเป็นชาวพุทธก็ต้องไปดูว่า พระพุทธองค์นะได้ทรงบัญญัติไว้ใน "นิสสัย 4" ว่า ข้อ ๔. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. น้ำมูตรเน่านี่ก็คือ ฉี่นี่แหละครับ แต่ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้ดอง ไม่ได้บอกให้ดื่มสด ๆ ก็ลองพิจารณาดูครับว่า ถ้าให้ดองกินได้ แต่ไม่ดองจะดื่มสด ๆ จะมีประโยชน์เหมือนกันหรือเปล่า เราก็ไม่ทราบเหตุผลว่า ทำไมท่านทรงให้ดอง อาจจะเพราะถ้าให้ดื่มสด ๆ อาจจะดูแล้วไม่สะดวกใจ เดี๋ยวญาติโยมมาเห็นพระภิกษุนั่งดื่มน้ำปัสสาวะเลยเกิดความรังเกียจ แต่ถ้าดองกับสมุนไพรอาจจะดูดูแล้วเป็นเภสัชดีขึ้น หรืออาจเป็นเพราะถ้าดองกับสมุนไพรจะมีประโยชน์ทางยามากขึ้นไปกว่า (สารผสมจากตัวยาสมุนไพร) ดื่มกันสด ๆ ก็คงต้องพิจารณากันเอาเองละครับ ซึ่งผมก็เชื่อว่า ไป ๆ มา ๆ คนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะกินยาสมัยใหม่มากกว่า มาดื่มฉี่ และถ้าจะดื่มฉี่ก็น่าจะดื่มกันสด ๆ มากกว่ามาดอง เพราะมันช้า มันยุ่งยากพอสมควร
ถึงคนผ่านทางและคุณ SR
อ่านความมหัศจรรย์ของฉี่ได้ที่นี้ มีการศึกษาเรื่องฉี่กันเยอะมาก ลองฟังดูครับ