พวกนักวางนโยบายวิจัยมักให้ข้อมูลเสมอว่า “รัฐบาลไทย” ให้งบประมาณวิจัยน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้มวลรวมในชาติ (gdp) เช่น เราให้งบวิจัยเพียง 0.2% ของ gdp ในขณะที่เกาหลีให้ 2.5% เป็นต้น...โอ้โฮ..เขาให้มากกว่าเราตั้ง 12.5 เท่าแน่ะ
วันนี้ผมจะมาแฉให้เห็นว่าตัวเลขนี้มันผิดเพี้ยนมหาศาล เป็นการกล่าวอ้างโดยขาดการ “วิจัย” อย่างยิ่ง
(ขนาดนักวางโนบายวิจัยเอง ยังขาดการวิจัยเลย ได้แ่ต่ถือกระเป๋าตามนักการเืมืองเพื่อขอตำแหน่ง แล้วแบบนี้ประเทศมันจะไม่ฉิบหายแบบทุกวันนี้ได้อย่างไร)
ก่อนอื่นตัวเลข 2.5% ของเกาหลีนั้นเราหาข้อมูล( ในเน็ตก็มีมากหลาย) ได้ไม่ยากว่า 3 ใน 4 ส่วนเป็นงบที่มาจากบริษัทเอกชน 1 ใน 4 มาจากรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลเกาหลีให้เงินวิจัยเพียง 0.6% กว่าๆ ของ GDP เท่านั้น (มะกัน ญี่ปุ่น มีสัดส่วนงบรัฐบาล/เอกชนต่ำกว่าเกาหลีเสียอีก)
นั่นโป้งที่หนึ่ง....โป้งที่สองตามมา..คือรัฐบาลเกาหลีเขาเก็บภาษีได้ประมาณ 30% ของGDP แต่ของเราเก็บได้แค่ 17% (และกำลังจะลดลงเหลือเพียง 15% หลังจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลดภาษีธุรกิจให้คนรวยจาก 30 เหลือ 20%...ซึ่งจะนับเป็นระดับการเก็บภาษีที่ต่ำที่สุดในโลก..ต่ำกว่าลาว เขมรเสียอีก) ดังนั้นถ้าคิดงบประมาณวิจัยเป็นสัดส่วนกับงบประมาณประเทศจะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีให้ (0.6/0.30 =) 2% ของงบประมาณประเทศ ส่วนไทยเรา (คิดที่ภาษี 15%) ให้งบ (0.2/0.15 =) 1.33%
จะเห็นว่าเมื่อเทียบกันแบบยุติธรรมตามภาคส่วนแล้ว ไทยเราไม่ได้ให้เงินวิจัยน้อยกว่าเกาหลีเท่าไรเลย ทั้งที่เป็นประเทศที่ยากจนกว่ามาก
ส่วนภาคเอกชนนั้นของเรามีการวิจัยน้อยมาก เพราะภาคเอกชนส่วนใหญ่ 90% เป็นบริษัทต่างชาติ ที่มาหากินกับแรงงานราคาถูกของเรา ใครมันจะลงทุนวิจัยให้โง่ งานวิจัยเป็นงานชั้นดี มันสงวนไว้ทำในประเทศแม่เท่านั้น ให้คนของเขามีงานชั้นสูงทำ ส่วนรัฐบาลไทยก็ไปส่งเสริม BOI ให้บริษัทล่าอาณานิคมแบบใหม่อยู่นั่นแหละ เท่ากับสมัครใจไปจ้างเขาเข้ามาจิกหัวเราเป็นทาสนั่นเอง
การเป่ากระหม่อมรัฐบาลโดยนักวางนโยบายวิจัยไทยมาหลายปีกำลังสัมฤทธิผลอย่างน่าตลกขบขัน วันนี้รัฐมนตรีไทยเราใจปล้ำขนาด..ประกาศกร้าวกลางงานม.วิจัยแห่งชาติว่าจะเพิ่มงบวิจัยรัฐบาล จาก 0.2% gdp เป็น 2% gdp นัยว่ามันจะทำให้ประเทศไทยเรารวยเละ(อย่างงี้ต้องจับให้มาอ่านงานวิจัยบทนี้ ที่ผมวิจัยให้ฟรีๆ ไม่คิดเงินสักสลึง ๕๕)
ถ้าเพิ่มงบสิบเท่าแบบนี้ประเทศไทยจะมีงบประมาณวิจัยเป็นสัดส่วนกับงบประมาณชาติสูงที่สุดในโลก โดยแซงญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประเทศที่ให้เป็นสัดส่วนมากที่สุด) ถึง 5 เท่า ซึ่งถ้าทำแบบนี้ผมรับรองว่าแทนที่จะรวยเละ ผมว่า “จนตายห่ะ” เสียมากกว่าเพราะเอาเงินไปทุ่มวิจัยจนอดตายกันหมดเสียก่อน
อ่านบทความการจะเพิ่มงบวิจัยตามลิงค์ข้างล่างครับ
โอ๊ย...ขำไม่หาย
...คนถางทาง (๔ พค. ๒๕๕๕)
แวะมาช่วยขำครับ
๕๕๕ คนแก่ช่วยกันขำแต่เช้ามืด นกเขายังไม่ทัน(ขำ)ขันเลยครับ อิอิ
Another case of throwing money at the problem and usually ,,,, ooomps, ... miss the target again ;-)
วัยรุ่นงง เกี่ยวกับนกเขาขัน ตรงไหน .... บ้านอาจารย์เลี้ยงนกด้วยเหรอค่ะ
เพิ่งเจอครับ.... เอาไปร้อยดอกเลยครับ ถูกใจจัง
แต่การทำที่อบลำใย ไม่ได้มานานปี ที่ไม่น่าจะใช้ทุนวิจัยมากมาย จนต้องไปซื้อของไต้หวันนี่มีนช้ำใจจรืง ๆ ครับท่าน หรือทำได้แล้ว ใครรู้ช่วยบอกด้วย ขอบคุณ