หลังจากฉันเช้าเสร็จก็จะเป็นช่วงเวลาว่าง พระส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาช่วงนี้ล้างบาตร ซักผ้า ทำธุรกิจส่วนตัวไปตามเรื่องตามราว องค์ที่ขยันก็จะท่องมนต์ ศึกษาพระธรรม องค์ที่เป็น”พระนอน”ก็อาจจะงีบบ้างตามธรรมเนียม

 

ส่วนพระผู้เขียนนั้นก็จะค่อยๆทำกิจวัตรต่างๆอย่างไม่เร่งรีบ มันช่างเป็นสภาวะที่แตกต่างจากชีวิตการเป็นฆราวาสอะไรเช่นนั้น ที่ต้องล่กๆเหมือนกับหมาถูกน้ำร้อนตลอดเวลา เพราะ”เวลาเป็นเงินเป็นทอง”

 

แต่สำหรับพระป่า “เวลามีไว้พิจารณา” ทุกวินาทีมีไว้ฝึกสติ นั่งพิจารณาใบไม้ร่วงหล่นจากกิ่งบ้าง นกกางเขนแพนหางเต้นร่าตามกิ่งไม้เรี่ยไรดิน ดูมดขนเมล็ดข้าวสุกที่พระหว่านให้กับไก่ป่าที่มาขอข้าวกินอยู่ข้างๆบ้าง

 

ภารกิจการ “พิจารณา” เช่นนี้ ดูเหมือนกับว่าไม่มีประโยชน์อะไร แต่ลองคิดดูสิอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร เทียบกับการคิดค้าหากำไรเกินควรของนักธุรกิจตามระบบทุนนิยมสิ  ...การ”ล่กๆ”อยู่กับภาระกิจของฆราวาสนั้นหากคิดให้ลึกๆแล้วมีหลายอย่างที่กำลังสร้างความเสียหายให้แก่โลกโดยไม่รู้สึกตัว ...การไม่ทำอะไรเลยนั้นยังดีกว่าการทำความเสียหาย

 

วันเวลาของพระป่าถูกใช้ไปกับการพิจารณา เพื่อมองให้ลึก ให้เห็นสัจจธรรมที่ซ่อนอยู่หลังความเรียบง่ายของสรรพสิ่ง

 

ภาพมดขนข้าวสุกที่ร่วงหล่น อาจมีปมปัญหาอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลซ่อนเร้นอยู่ หากขบปัญหาแตกอาจเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติยิ่งเสียกว่าการสร้างเครือข่ายข้อมูลข่าวสารทั่วโลกเสียอีกก็เป็นได้ (อินเตอร์เน็ต)

 

 ช่วงหลังอาหารเช้า จึงเป็นช่วงเวลาที่พระผู้เขียนชอบมากที่สุด เพราะนอกจากจะอ้อยสร้อยได้แล้ว ยังเป็นช่วงที่อากาศดีมากอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเช้าในภาคอีสานหน้าหนาว อากาศเย็นสบายเป็นอย่างยิ่ง ทำให้นึกถึงกาแฟร้อนๆหลังอาหารที่เคยปากเมื่อคราวเป็นฆารวาส แต่ทำได้อย่างมากก็เพียงนึก

 

It’s quiet and slow up here

Rocks talk to mountain I can hear.

The mind that is clear and concentrated,

Is conducive to be liberated.

 

ณ ที่นี้ช่างสงบละแช่มช้า

แม้ภูผาคุยกับหินยังยินเสียง

จิตที่สงบเยือกเย็นไม่เอนเอียง

ย่อมดิ่งเฉียงเหวี่ยงลู่สู่นิพพาน

 

...คนถางทาง

(ปล..นี่คงคือบทความ "ธุดงค์ ลำดับที่ ๑๓" ...ที่เขียนโดยพระบ้า)