วัฒนธรรมการใส่บาตรของผู้คนในพุทธศักราช (๒๕๔๒) นี้แตกต่างไปจากเดิมมาก เพราะในยุคพลาสติกนี้แทบจะไม่เห็นลูกศิษย์ถือปิ่นโตตามพระเหมือนในสมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็ก อย่างมากที่สุดก็ถือย่ามเดินตาม เพราะญาติโยมจะใส่บาตรเฉพาะข้าวเท่านั้น ส่วนกับข้าวนั้นส่วนมากจะบรรจุใส่ถุงพลาสติก   รัดยางเรียบร้อย ทำให้สะดวกมาก 

 

พอมาถึงวัดก็มักจะมีญาติโยมอีกชุดหนึ่งยกกับข้าวมาถวายที่วัด พร้อมกับมาช่วยจัดสำรับให้พระ และคอยเก็บกวาดซักล้างหลังจากพระฉันเสร็จแล้วด้วย น่าอนุโมทนาในศรัทธาของญาติโยมเหล่านี้จริงๆ

 

วัดป่าที่ผู้เขียนไปอาศัยอยู่ด้วยใช้วิธีเอากับข้าวทั้งหมด...มาเทรวมกัน แล้วจัดใหม่แบบบุฟเฟต์ ......พระแต่ละองค์ก็เดินแถวกันไปตักใส่บาตร (ตามลำดับอาวุโส..หลวพี่ด๊อกองค์สุดท้าย   อดฉันสิ่งที่หมายตาไว้แต่แรก...ตามเคย)   จากนั้นมานั่งสวดอวยพรให้พรญาติโยม     เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปฉันใครฉันมัน....ตามร่มไม้ ชายกุฏิ

 

แต่ต้องฉันในบาตรด้วยนะ    ห้ามฉันในในจานที่แยกออกมา  หลวงพ่อใหญ่ท่านเจ้าอาวาสท่านว่า...นี่เป็นพระวินัย   ที่ว่า ในระหว่าง(เข้า)พรรษาห้ามพระฉันร่วมวง ต้องฉันเดี่ยวและฉันในบาตรเท่านั้น ....ยกเว้นเมื่อได้รับกิจนิมนต์ก็อีกเรื่อง...อนุโลมได้

 

ส่วนใครจะฉันเพลด้วยหรือไม่ก็ไม่ว่ากัน ถ้าใครต้องการฉันเพลก็ให้ขะยักข้าวและกับข้าวไว้ในบาตรนั่นแหละ แล้วก็ฉันเองตามอัธยาศัยในเวลาอันควร   

 

สำหรับอาตมาก็ฉันมื้อเดียวบ้าง สองมื้อบ้าง  ไม่แน่นอน  (ส่วนใหญ่ฉันมื้อเดียว ยกเว้นวันที่มีอาหารดีมากๆ เช่นวันพระ  ..ที่สู้กิเลสไม่ไหว..ก็ขยักไว้)     .....  แต่ไม่ว่าจะฉันมื้อเดียวหรือสองมื้อก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความหิวเลย และก็ไม่ได้ฉันนมหรืออะไรในยามเย็นเลย .....ซึ่งต้องนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน เพราะเคยคาดหวังว่าตัวเองคงจะต้องหิวท้องกิ่วทรมานสังขารมาก   เพราะปกติตอนเป็นฆราวาสจะกินสี่มื้อเป็นปกติ...โดยเฉพาะมื้อดึก จะมากและอร่อยเป็นพิเศษ

 

ที่ไม่หิวนั้นคิดว่าอาจจะเป็นเพราะ”บารมีผ้าเหลือง”ก็เป็นได้

 

การไม่กินข้าวเย็นมีอานิสงส์มาก เพราะทำให้ไม่ต้องวุ่นวาย แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทำให้ร่างกายเบาสบาย จิตใจปลอดโปร่งฉับไว ไม่อึมครึมและง่วงงุ่น เหมาะแก่การทำสมาธิวิปัสสนา

 

...พระถางทาง