ข้อเสนอแนะในประการที่สามที่ผู้บันทึกมีต่อศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็คือ การเผยแพร่เรื่องราวความสำเร็จ (Success Story) ในการจดทะเบียนคนเกิดของน้องเขตไทเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จนี้อาจใช้เป็นต้นแบบของการจดทะเบียนการเกิดให้แก่บุตรของแรงงานสัญชาติพม่าใน ท.ร.๓๘/๑ ซึ่งเกิดในประเทศไทย เป้าหมายของการสื่อสาร ก็คือ ทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กดังน้องเขตไทนั่นเอง

กรณีศึกษาน้องเขตไท : สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยและความเป็นไปได้ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ตอนที่ ๓ : น้องเขตไทได้รับการจดทะเบียนคนเกิดอย่างถูกต้องหรือไม่ ? อย่างไร ?

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

บันทึกความเห็นทางกฎหมายเพื่อศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เริ่มเขียนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕

ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕

http://www.facebook.com/note.php?note_id=10150797198258834

--------------

ที่มาของเรื่อง

--------------

เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มีหนังสือถีงผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ เพื่อขอหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก โดยหารือถึงประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติเด็กและกรณีแนวทางการช่วยเหลือคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กที่เกิดในประเทศไทยจากการรับจ้างตั้งครรภ์แทนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มีการส่งข้อเท็จจริงของเด็ก ๓ คนมาให้ใช้เป็นกรณีศึกษา กล่าวคือ (๑) เด็กชาย ก. (นามสมมติ) ซึ่งเกิดในประเทศไทยอันเป็นผลมาจากการรับจ้างตั้งครรภ์แทนระหว่างประเทศ (๒) เด็กชายเขตไท ซึ่งเกิดในประเทศไทยจากบุพการีซึ่งได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย ประเภท ท.ร.๓๘/๑ ซึ่งออกให้แก่คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิเข้าเมืองและอาศัยในไทยตามกฎหมายคนเข้าเมือง และ (๓) เด็กชายนิกร ซึ่งเกิดในประเทศไทยจากบุพการีซึ่งได้รับการจัดทำทะเบียนบ้านตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย ประเภท ท.ร.๑๓ ซึ่งออกให้แก่คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวในไทยตามกฎหมายคนเข้าเมือง

เพื่อการศึกษาข้อกฎหมายดังกล่าว รศ.ณรงค์ ใจหาญ ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้หารือกับผู้บันทึกให้ศึกษาปัญหาข้อกฎหมายและความเป็นไปได้ที่จะจัดการปัญหากฎหมายที่เกิดขึ้นของเด็กในทั้งสามกรณีศึกษาตัวอย่างนี้

บันทึกฉบับนี้เป็นงานเขียนเพื่อตอบข้อหารือข้างต้น ในส่วนที่เกี่ยวกับเด็กชายเขตไท หรือ “น้องเขตไท” โดยจะสรุปผลการศึกษาข้อกฎหมายและข้อนโยบายที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนวิเคราะห์สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของเด็กชายผู้นี้ อันนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของน้องเขตไทซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ส่งมาโดยศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

-------------------------------------------

ที่มาของข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เกี่ยวกับน้องเขตไท

--------------------------------------------

การสรุปข้อเท็จจริงของน้องเขตไทมาจากเอกสารที่ส่งมาโดยศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสภาทนายความ ซึ่งเป็นองค์กรที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ปกครองน้องเขตไทแทนบุพการี ซึ่งรวมแล้วมีจำนวน ๔ ฉบับ อันได้แก่ (๑) แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “ท.ร.๓๘/๑” ซึ่งเป็นเอกสารบันทึกฐานะข้อมูลราษฎรฐานหนึ่งตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร กรมการปกครองได้ออกเอกสารลักษณะนี้ให้แก่นางเอ๋และนายจะเร ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของน้องเขตไท และระบุว่า การบันทึกในทะเบียนประวัติถูกจัดทำเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๗  (๒) สูติบัตรสำหรับบุตรคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ท.ร.๐๓) เลขที่ ๑๒๐/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี (๓) สำเนาทะเบียนประวัติสำหรับคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายและคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘) ซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตจอมทองเพื่อน้องเขตไท เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ (๔) แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ท.ร.๓๘/๑) ซึ่งกรมการปกครองออกให้แก่น้องเขตไทและระบุว่า การบันทึกในทะเบียนประวัติถูกจัดทำเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒

------------------------------------------

ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เกี่ยวกับน้องเขตไท

------------------------------------------

โดยพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น เราอาจสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กชายเขตไท ไม่มีนามสกุล หรือที่เราเรียกว่า “น้องเขตไท” ได้ดังต่อไปนี้ เขาเกิดเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ เวลา ๘.๑๑ น. ณ โรงพยาบาลปทุมธานี ซึ่งตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๗ ถนนปทุมลาดหลุมแก้ว ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จากนางเอ๋และนายจะเร ซึ่งรัฐไทยรับฟังว่า เป็นคนสัญชาติพม่า ทั้งที่ไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐบาลพม่า และกรมการปกครองไทยยังได้บันทึกรายการสถานะบุคคลของบุคคลทั้งสามนี้ในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ประเภท ท.ร.๓๘/๑

-------------------------------------------

น้องเขตไทได้รับการจดทะเบียนคนเกิดอย่างถูกต้องหรือไม่ ? อย่างไร ?

--------------------------------------------

เพื่อป้องกันมิให้มนุษย์ตกเป็นคนไร้รัฐ จึงมีการยอมรับหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการจดทะเบียนคนเกิด ซึ่งนานาอารยประเทศมักจะใช้กฎหมายภายในว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศดังกล่าว

เราจะเห็นว่า นานารัฐยอมรับกลไกการจดทะเบียนคนเกิดเพื่อเป้าหมายเดียวกัน แต่อาจด้วยขั้นตอนและกระบวนการที่ไม่แตกต่างกันในประเด็นหลักๆ แต่อาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียดและรูปแบบขององค์กรที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อเราพิจารณาหลักกฎหมายการทะเบียนราษฎรว่าด้วยการจดทะเบียนคนเกิด เราอาจสรุปได้ว่า กระบวนการจดทะเบียนคนเกิดที่สมบูรณ์และถูกต้องอาจเกิดขึ้นได้ใน ๓ ขั้นตอน[1] กล่าวคือ

ในขั้นตอนแรก เราพบว่า กฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐมักกำหนดให้ผู้ทำคลอดหรือสถานพยาบาลที่ทำคลอดมีหน้าที่ออกเอกสารรับรองการคลอด (certification of Delivery) ของมนุษย์ที่เกิดบนดินแดนของรัฐ และเอกสารนี้ย่อมจะต้องรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นจุดเกาะเกี่ยวทั้งโดยหลักดินแดนและโดยหลักบุคคลระหว่างรัฐและคนเกิด  ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ในกฎหมายไทยปรากฏในมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แต่บทบัญญัตินี้ไม่ใช้คำว่า “หนังสือรับรองการคลอด” แต่กลับใช้คำว่า “หนังสือรับรองการเกิด”

ในขั้นตอนที่สอง เราก็พบว่า กฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐมักกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรของรัฐที่รักษาการตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรมีหน้าที่ออกเอกสารรับรองการเกิด (certification of Birth) ของมนุษย์ที่เกิดบนดินแดนของรัฐอีกชั้นหนึ่ง และเอกสารนี้ย่อมจะต้องรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นจุดเกาะเกี่ยวทั้งโดยหลักดินแดนและโดยหลักบุคคลระหว่างรัฐและคนเกิดเช่นกัน  ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ในกฎหมายไทยปรากฏในมาตรา ๑๘ และ ๒๐  แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ และใช้คำว่า “สูติบัตร” สำหรับคนเกิดที่มีบุพการี และในมาตรา ๑๙, มาตรา ๑๙/๑ และมาตรา ๑๙/๓  แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ สำหรับคนเกิดซึ่งพลัดพรากจากบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้ง แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คนเกิดมีบุพการีที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐต่างประเทศอื่น ก็มีความเป็นไปได้อีกด้วยที่บุพการีหรือผู้แทนบุพการีที่จะนำหนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยผู้ทำคลอดหรือสถานพยาบาลที่ทำคลอดไปขอออกหนังสือรับรองการเกิดตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐต่างประเทศเจ้าของสัญชาติของบุพการีของคนเกิดในสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศดังกล่าวอีกด้วยก็ได้

ในขั้นตอนที่สาม เราก็พบว่า กฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐมักกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรของรัฐที่รักษาการตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรมีหน้าที่บันทึกรายการสถานบุคคลของคนเกิดในทะเบียนคนอยู่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐเจ้าของตัวบุคคลของบุพการีของคนเกิด แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คนเกิดมีบุพการีที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐต่างประเทศอื่น ก็มีความเป็นไปได้อีกด้วยที่บุพการีหรือผู้แทนบุพการีที่จะนำหนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยผู้ทำคลอดหรือสถานพยาบาลที่ทำคลอด ตลอดจนหนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยรัฐเจ้าของดินแดนที่เกิดไปขอให้ สถานกงสุลของรัฐต่างประเทศเจ้าของสัญชาติของบุพการีบันทึกรายการสถานะบุคคลของคนเกิดในทะเบียนคนอยู่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐต่างประเทศดังกล่าวอีกด้วยก็ได้

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริงของน้องเขตไท ซึ่งเกิดในประเทศไทยจากบุพการีที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าและยังไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติพม่า เราจึงต้องมาพิเคราะห์ว่า เขาจะได้รับการจดทะเบียนคนเกิดตามกฎหมายไทยอย่างสมบูรณ์และครบถ้วนได้หรือไม่ ?

โดยพิจารณาจากสูติบัตรที่กรมการปกครองไทยออกให้แก่น้องเขตไท เราพบว่า สูติบัตรดังกล่าวออกให้แก่น้องเขตไท เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ โดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ทั้งที่น้องเขตไทเกิดเกิดเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ เวลา ๘.๑๑ น. ณ โรงพยาบาลปทุมธานี จากการพิจารณาสูติบัตรดังกล่าว เราสังเกตพบอีกว่า โรงพยาบาลปทุมธานีได้ออกหนังสือรับรองการเกิดตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรให้แก่น้องเขตไท ซึ่งการออกในสถานการณ์นี้เป็นไปภายหลังการคลอดโดยผู้ทำคลอด เราจึงได้แต่สงสัยว่า ทำไมจึงมีความล่าช้าในการนำหนังสือรับรองการคลอดโดยโรงพยาบาลปทุมธานีไปแจ้งการเกิดให้แก่น้องเขตไทในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าหรือรัฐไทยให้แก่น้องเขตไท ? ความล่าช้านี้ใช้เวลาถึง ๑๓ ปี ซึ่งน่าจะทำให้น้องเขตไทประสบปัญหาความไร้รัฐ ทั้งนี้ เพราะหากไม่มีการแจ้งการเกิดของน้องเขตไทในทะเบียนราษฎรของรัฐใดรัฐหนึ่ง น้องเขตไทก็ย่อมไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐใดรัฐหนึ่งบนโลก ? ดังนั้น หากมีการสอบปากคำบุพการีหรือผู้ปกครองน้องเขตไท เราก็คงจะได้ความเป็นจริงในเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันปัญหาความไร้รัฐที่เกิดแก่เด็กซึ่งเกิดในประเทศไทยในวาระต่อไป ?

แต่อย่างไรก็ตาม การแจ้งการเกิดของน้องเขตไทได้ทำโดยนายจะเรซึ่งเป็นบิดาของน้องเอง ทั้งนี้ปรากฏตามสูติบัตรที่ออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ และการบันทึกรายการสถานะบุคคลของน้องเขตไทในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยยังได้รับการจัดทำโดยพลันในวันที่ดังกล่าว ดังปรากฏสำเนาทะเบียนประวัติสำหรับคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายและคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘) เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒  ซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตจอมทองเพื่อน้องเขตไท

เราอาจมีข้อสรุปทางกฎหมายในที่สุดได้ว่า นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ น้องเขตไทก็ได้รับการขจัดปัญหาความไร้รัฐ โดยการที่รัฐไทยยอมรับบันทึกน้องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย แม้รัฐไทยจะยังบันทึกน้องในสถานะคนสัญชาติพม่าก็ตาม การกระทำทางปกครองนี้ก็ยังมีความหมายว่า รัฐไทยยอมรับที่จะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลประเภทหนึ่งของน้องเขตไท กล่าวคือ รัฐไทยนี้ยอมรับว่า น้องอาศัยอยู่จริงในประเทศไทยจากบุพการีที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  ทะเบียนประวัติ (ท.ร.๓๘) และแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ท.ร.๓๘/๑) จึงทำหน้าที่ทะเบียนคนอยู่ประเภทหนึ่งของรัฐไทย เอกสารมหาชนที่ออกโดยรัฐไทยนี้จึงทำหน้าที่รับรองความเป็นมนุษย์ที่มีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนในประเทศไทยให้แก่น้องเขตไท เขาจึงเป็นมนุษย์ที่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย แม้ยังฟังไม่ได้ว่า มีสัญชาติพม่าจริงหรือไม่  มีสิทธิเข้าเมืองหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่ ก็ตาม

จะเห็นว่า รัฐไทยยอมรับการจดทะเบียนคนเกิดอย่างครบถ้วนและถูกต้องให้แก่น้องเขตไทโดยไม่สนใจว่า บุพการีของเขาจะเป็นคนต่างด้าว หรือบุพการีของเขาจะมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองไทยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ จึงยืนยันต่อไปว่า รัฐไทยได้ให้การรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่มนุษย์ทุกคนตามที่กำหนดโดยข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ และข้อ ๑๖ แห่งกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ ซึ่งผูกพันประเทศไทยในสถานะกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร

เราควรสรุปอีกครั้งว่า ด้วยการจดทะเบียนคนเกิดตามกฎหมายไทยที่ครบถ้วนและถูกต้อง น้องเขตไทจึงไม่ไร้รัฐ แม้ยังไร้สัญชาติ และเมื่อบุพการีได้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติพม่า อันทำให้ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่า การจดทะเบียนคนเกิดของน้องเขตไทตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรพม่าก็อาจเกิดขึ้นได้ด้วย อันทำให้น้องเขตไทมีสถานะเป็นคนในทั้งทะเบียนราษฎรไทยและพม่า หรือไกลออกไปในอนาคตนับแต่ ค.ศ.๒๐๑๕/พ.ศ.๒๕๕๘  น้องเขตไทก็คือ คนในทะเบียนราษฎรอาเซียนนั่นเอง เมื่อการเชื่อมทะเบียนราษฎรของ ๑๐ ประเทศอาเซียนบรรลุขึ้นได้

ข้อเสนอแนะในประการที่สามที่ผู้บันทึกมีต่อศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็คือ การเผยแพร่เรื่องราวความสำเร็จ (Success Story) ในการจดทะเบียนคนเกิดของน้องเขตไทเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จนี้อาจใช้เป็นต้นแบบของการจดทะเบียนการเกิดให้แก่บุตรของแรงงานสัญชาติพม่าใน ท.ร.๓๘/๑ ซึ่งเกิดในประเทศไทย เป้าหมายของการสื่อสาร ก็คือ ทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กดังน้องเขตไทนั่นเอง