ทำให้นึกถึงต้นไม้ที่สวนบ้านผม ถูกน้ำท่วมได้ไม่นานก็ใจเสาะพากันตายหมด ไม่อดทนเหมือนแปะก๊วย เมเปิลบ้างเลย คงต้องให้น้ำท่วมทุกปีจึงจะมีภูมิต้านทานสู้กับภัยธรรมชาติได้กระมัง

      เช้าวันใหม่ท้องฟ้าเริ่มแจ่มใส  แต่อากาศก็ยังหนาวเหน็บ ผมใส่ลองจอนชั้นในก็ยังไม่หายหนาว   เราเดินไปหน้าโรงแรมก็มองเห็นภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านหน้าไม่ไกลนัก  แต่เช้าๆอย่างนี้เราจะไม่เห็นยอดภูเขาไฟจะเห็นแต่เมฆปกคลุมส่วนยอดจนหนาทึบ  ข้างๆโรงแรมยังเห็นกองหิมะที่ยังละลายไม่หมดให้เราได้ถ่ายรูปกัน

      หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเราก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางท้องฟ้าเริ่มแจ่มใส  โชคดีมากที่ได้เห็นความงดงามของภูเขาไฟฟูจิจนถึงส่วนยอด บางคนบอกว่ามาญี่ปุ่นตั้งหลายครั้งแต่ไม่เคยได้เห็นปล่องส่วนยอดของภูเขาไฟเลย  เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นช่วงๆ 
     
       ภูเขาไฟฟูจิได้ชื่อว่าเป็นภูเขาไฟที่ศักดิ์สิทธิ์ และสวยงามที่สุดในโลก ซึ่งนับเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น มีความสูงถึง 3,776 เมตร (12,388 ฟุต) แรกทีเดียวเรามีโปรแกรมจะขึ้นไปบนภูเขาไฟฟูจิชั้น 5 บนระดับความสูงที่ 2,500 เมตร แต่ได้รับคำแนะนำว่าเมื่อวานนี้ฝนตกหนัก  อาจไม่เหมาะที่จะขึ้นไป  เพราะอันตราย จะขึ้นได้อย่างมากก็แค่ชั้น 3  ซึ่งก็จะมองไม่เห็นความงดงามเหมือนดูจากภายนอก  เราเลยเปลี่ยนใจไป วนอุทยานแห่งชาติฮาโกเน่ ไปล่องเรือโจรสลัดทะเลสาบอาชิ  ที่ก่อตัวจากลาวาซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟฟูจิเมื่อสามพันกว่าปีมาแล้ว ที่นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของความงาม มีทัศนียภาพดุจดังภาพวาด สะท้อนลงสู่เบื้องน้ำลึก เราสามารถถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับโจรสลัดได้
         
     จากนั้นก็นั่งรถโค้ชสู่ หุบเขาโอวาคุดานิ เพื่อชมบ่อน้ำแร่กำมะถัน เป็นบ่อน้ำแร่ที่สามารถต้มไข่ให้สุกได้ด้วยความร้อนถึงเกือบ 100 องศาเซลเซียส โดยเชื่อกันว่าหากได้ทานไข่ดำ 1 ฟอง จะทำให้อายุยืนขึ้น 7 ปี ทีแรกอยากจะทานสัก 3 ฟอง แต่ก็กลัวจะต้องอยู่ทรมานเมื่อแก่มากๆ เลยทานแค่ฟองเดียว   ที่นี่ลมแรงมาก ถ้ากางร่มเราคงเหาะได้แน่ๆ อากาศก็หนาวเย็นที่สุด แต่ก็ยังมีคนมาเที่ยวกันอย่างหนาแน่น  แค่เรื่องไข่ดำอย่างเดียวก็ยังสามารถดึงดูดคนมาเที่ยวได้มากมาย  แต่ทัศนียภาพที่นี่ก็ไม่เลวที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดเจนมาก

         
ตอนบ่ายเราออกเดินทางสู่เมืองหลวงในปัจจุบันคือกรุงโตเกียว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงผ่านเมืองอีกหลายเมือง(ที่ญี่ปุ่นมีเมืองที่อยู่ติดๆกันเยอะมากจนจำไม่ไหว) จำได้ว่าผ่านเมืองโยโกฮามาแห่งเดียว  เรามาถึงกรุงโตเกียวประมาณ 4 โมงเย็น  ได้เห็นตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย สูงตระหง่าน มีผู้คนพลุกพล่านไปหมด  ได้เห็นวิถีชีวิตคนเมืองของญี่ปุ่น 
        เราได้เริ่มเห็นดอกซากุระบานอยู่ริมถนนเป็นหย่อมๆ สลับกับต้นแปะก๊วย ต้นเมเปิล ที่มองเห็นแต่ตอ บอกให้เรารู้ว่าเพิ่งต่อสู้กับฤดูหนาวที่ผ่านมาด้วยความอดทน เพื่อรอผลิใบในอีกไม่นานนี้  ทำให้นึกถึงต้นไม้ที่สวนบ้านผม ถูกน้ำท่วมได้ไม่นานก็ใจเสาะพากันตายหมด ไม่อดทนเหมือนแปะก๊วย เมเปิลบ้างเลย  คงต้องให้น้ำท่วมทุกปีจึงจะมีภูมิต้านทานสู้กับภัยธรรมชาติได้กระมัง
      
      พอไปถึงโตเกียวเราก็ไปวัดอาซะกุซ่า เป็นแห่งแรก ซึ่งวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว ผู้คนให้ความนับถือ และนิยมมาสักการะ และมาขอพรกันเป็นประจำ คนไทยเราที่ไปโตเกียวก็มักจะไปสักการะกันแทบทั้งนั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ องค์เจ้าแม่กวนอิม และมีสัญลักษณ์พิเศษคือโคมไฟขนาดยักษ์ที่มีความสูงถึง 4.5 เมตร มีร้านค้าขายของพื้นเมืองมากมาย ในเขตวัดอาซะกุซ่า หรือเรียกว่า ย่านนากามิเซะ
        
       จากนั้นก็ไปชมความงดงามของ พระราชวังอิมพีเรียล ซึ่งเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระจักรพรรดิในสมัยเมจิ เราได้ชมกันแต่ด้านนอกเท่านั้น
        
          ก่อนเข้าที่พักในเย็นวันนั้น เราได้ไปช้อปปิ้งย่านชินจูกุซึ่งเป็นสถานที่มาเดินช้อบปิ้งของคนทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย จึงมีผู้คนหนาแน่นมาก ทราบว่าวันศุกร์และวันเสาร์จะยิ่งมีคนหนาแน่นเป็นพิเศษ เพราะอยู่ติดกับสถานีรถไฟชินจูกุ ที่มีคนขึ้นลงที่นี่มากกว่าสถานีใดใด ที่นี่มีร้าน 100 เยนที่มีชื่อเสียง และใหญ่ที่สุด นอกนั้นก็มีร้านชายเสื้อผ้า รองเท้า สินค้าแฟชั่น ขนมญี่ปุ่น กล้องถ่ายรูป สินค้าอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เป็นต้น 
         คืนนี้เราพักที่ โรงแรมโตเกียว เคคิว เอ็กซ์อินท์ ชินากาว่าเอกิมะเอะเป็นโรงแรมที่ใหญ่โตและหรูมากทีเดียว รอบโรงแรมจะมีดอกซากุระบานสะพรั่ง สวยงามมาก