เพาะคนสู่สังคมด้วย “ค่ายอาสาฯ”
สำหรับผู้สังเกตการณ์ธรรมดาๆ ที่ไม่สันทัดกิจกรรมเชิงพัฒนา คงไม่แปลกที่ต้องใช้ระยะเวลาทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าบ้าง
มันเป็นภาพที่เหล่าเยาวชนต่างระดมสมองบอกเล่าประเด็นปัญหาสังคม พร้อมกับที่ความคิดเหล่านั้นถูกจดบันทึกในกระดาษแผ่นใหญ่
สิทธิชุมชน-ปัญหาสิ่งแวดล้อม-สุขลักษณะ-โภชนาการที่ไม่เพียงพอ-กลุ่มชาติพันธ์-ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และอีก ฯลฯ คือส่วนหนึ่งที่เยาวชนในกิจกรรมปฐมนิเทศโครงการค่ายสร้างสุข ปี 7 ไล่เรียงมาทำนองว่าเป็นหัวข้อที่อยากลงมือศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับความเห็นของ “คนนอก” ที่สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ นี่คือขอบค่ายงานระดับโครงสร้างสังคม และดูยิ่งใหญ่เอาการเกินกว่านักศึกษาอายุใกล้20ปีจะแบกรับไหว
หากแต่สอดส่องสายตาทุกคู่ กลับไม่ยักเห็นความวิตกแม้แต่น้อย
ระหว่างที่กิจกรรมการระดมสมองยุติชั่วครู่ เพื่อเปิดทางความสันทนาการที่แทนที่พร้อมเสียงดนตรี “เตอร์-อนุวัฒน์ พรหมมา” หรือที่สมาชิกในค่ายอาสาเรียกว่า “ดอกเตอร์” เดินเข้ามาใกล้และพูดลอยๆว่า “ค่ายปีนี้ประเด็นดีเยอะมาก”

ก่อนที่ผู้สังเกตการณ์จะงวยงงมากกว่าที่เป็น “เขา”อธิบายในประโยคลำดับถัดมาว่า ประเด็นดี-ที่บอกสักครู่หมายถึงสาระสำคัญของกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาคุณภาพชีวิตในปีนี้ ซึ่งเขาเป็นพี่เลี้ยงกิจกรรมอยู่ มีการบอกเล่าเรื่องราวปัญหาสังคมได้น่าสนใจ กล่าวคือเฉียบคม กระทั่งอุดมไปด้วยข้อมูลที่กว้างและลึกขึ้นแม้วันนี้จะดูเชี่ยว ประหนึ่ง “พี่ใหญ่”ของกลุ่มเด็กค่ายอาสาฯ ย้อนไปครั้งหนึ่งมากกว่า 4-5ปีที่ผ่านมา “เตอร์” เล่าว่า เขาเป็นน้องใหม่ของค่ายอาสาตามคำชักชวนของรุ่นพี่ในคณะภาควิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
“ไม่รู้จักการออกค่าย ไม่เคยได้ยินกระทั่งกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิโกมลคีมทอง กระทั่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่เป็นผู้ผลักดันกิจกรรมนี้อยู่ด้วยซ้ำ”เขานิยามตัวเองเช่นนั้น
“ผมอยู่ชมรมคนสร้างฝัน เรียนการเมืองการปกครองมา ก็อยากจะทำกิจกรรม แต่ก็ไม่ได้คิดว่ากิจกรรมที่อยากทำจะเป็นกิจกรรมพวกจิตอาสาจ๋า หรือจิตสำนึกพลเมือง แต่ผมอยากบอกเล่าถึงสังคม วิถีชีวิต โครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ พอพี่ๆชวนเราก็เริ่มทำกิจกรรมมาเรื่อยๆ ทำมาตั้งแต่เรียนปี1 ช่วงแรกๆก็ไปเป็นน้องค่ายก่อน มีอะไรก็เข้าร่วม ผ่านมาพี่ๆก็ชวนต่อเรื่อยๆ บ่มเพาะมาตลอด”
“งานกิจกรรมอาสา มันสร้างคนทำงานใหม่ๆขึ้นทุกปี เพื่อชดเชยผู้ที่ออกไปเมื่อเรียนหนังสือจบมหาวิทยาลัย”

วิถีของเขาก็ไม่ต่างจากอดีตถึงวันนี้ เขาเองแปรสภาพจากน้องเล็ก เป็นพี่ใหญ่ และครั้นจบการศึกษาเขาเองก็ไม่รี่รอที่จะทะยานเข้าสู่นักทำกิจกรรมค่ายอาสาอย่างเต็มตัว แทนจะเดินตามเส้นทางที่ร่ำเรียนมา
“จริงๆตอนเข้ามาเรียนแรกๆ ฝันว่าเรียนรัฐศาสตร์แล้วต้องเป็นนายอำเภอ เป็นปลัดอำเภอ แต่สุดท้ายแล้วอาจจะเป็นเพราะการทำกิจกรรมเรื่อยมา รวมไปถึงการร่ำเรียนรัฐศาสตร์แบบมหาสารคามที่มีหลักสูตรหรือเนื้อหาที่ไม่ใช่รัฐศาสตร์กระแสหลัก คือไม่ได้เน้นหรือให้ความสำคัญกับแนวคิด การบริหารจัดการเชิงโครงสร้างทางอำนาจ การคลัง แต่มีการสอนเรื่องการเมืองเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอีสาน พูดถึงภาพการกดขี่ตั้งแต่อดีต การเมืองจากแผนการพัฒนาอีสาน หรือแผนพัฒนาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากร คุณภาพชีวิต ดิน น้ำ เขื่อน เหมือง ทำให้เราอินกับประเด็นเหล่านี้ แบบที่ไม่รู้สึกตัว“
“อีสานมันก็มีปัญหาเยอะ ส่วนใหญ่ก็เป็นการเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคของรัฐ การขาดสิทธิการจัดการบริหารทรัพยากรของตัวเอง อย่างที่อุดรธานีจะมีประเด็นการทำเหมืองแร่โปแตส ผมเองก็เคยออกค่ายที่นั่นและทำให้เห็นขอบเขต ผลกระทบเช่นเมื่อมีการขุดเหมือง บ้านเราก็เป็นโพรง และมันก็ควรตั้งคำถามในเมื่อผลกระทบนั้นมันเกิดขึ้นในชุมชนเรา เราเองก็ควรมีสิทธิในการจัดการนั้นบ้างไม่ใช่หรือ
“เราเติบโตมากับแนวทางแบบนี้ ผมมองว่างานข้าราชการมันมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งทำให้เราอาจจะไปไม่ถึงฝันที่เราวางไว้ ฝันของเราคือสังคมที่ดีงาม เราจึงสัมพันธ์กับสิ่งนี้ เพราะคิดว่าเป็นช่องทางที่ดีกว่า ผมทำงานค่ายเต็มตัวก็จริง แต่ก็กลับไปชมรมเพื่อพูดคุยกับน้องๆเสมอ”ที่สำคัญมันทำให้รักบ้านตัวเอง และเป็นห่วงสังคม

ทั้งนี้ทำค่ายอาสานั้น เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา สถานการณ์ที่ชุมชนมากระทบ เพื่อถอดรหัสว่าในเรื่องราวเหล่านั้นได้เกี่ยวข้องกับใคร และปัญหามาจากส่วนใดบ้าง จากนั้นเมื่อเห็นปัญหาแล้ว ก็จะไปดูเครื่องมือว่ามีอะไรที่สามารถใช้คลี่คลายหรือสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านได้บ้าง
“ทั้งหมดมันก็ย้อนไปที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเองว่าเขาอยากจะบอกอะไรกับชุมชนตัวเอง หลักๆ คือไปเรียนรู้กับชุมชน ให้เขาได้ศึกษา และเข้าใจกับมัน พี่เลี้ยงมีหน้าที่เป็นการชวนคิด และเสนอแนะเครื่องมือเท่านั้น”ยิ่งโยงไปถึงหลักการของค่ายอาสาที่ไม่ยึดโยงกับการสงเคราะห์ หรือการสร้าง รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตายตัวหากแต่ปรับไปตามสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายไม่ต่างกันที่การมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในรูปแบบทางกายหรือจิตใจ
“อย่างไรก็ตามเราบอกตัวเองเสมอว่าเราไม่ใช่ค่ายสร้าง ไม่ใช่ค่ายที่ไปสงเคราะห์หรือให้สิ่งของอะไรกับใคร แต่พยายามมองให้ลึกขึ้น ก้าวให้ไกลกว่านั้น เช่น เรื่องสุขภาพ ต้องไม่คิดแค่เพียงการออกหน่วย หรือหาสาธารณสุขมาตรวจสุขภาพ แต่ต้องตีชุมชนให้ออก ว่าควรจะเสริมสร้างกระบวนการอย่างไร”
“แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั่นมันไม่สำคัญเท่า หลังจากที่พวกเราออกมาเราได้ทิ้งอะไรให้เขาบ้าง เช่นเดียวกับการสรุปบทเรียนในสิ่งที่เราได้มาจากชาวบ้านด้วย เหล่านี้เป็นมิติการเรียนรู้ และการศึกษาจากค่าย ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของชนบทที่วันนี้มีวิถีกึ่งเมือง ดูความมีน้ำใจที่ยังหลงเหลือแม้จะเปลี่ยนรูปแบบไป เหมือนค่ายหนึ่งที่ผมเคยไป โดยครั้งนั้นชาวบ้านมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไปบุกรุกป่า จึงพยายามขับไล่และเกิดเป็นข้อพิพาทกันขึ้น ทั้งที่วิถีการทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ก็สอดแทรกวิธีคิดแห่งการรักษาป่าเช่นเดียวกัน” “เป็นความคิด ที่ผูกโยงกับความเป็นจริงมากมากขึ้น” เขานิยามสั้นๆถึงช่วงเวลาบ่มเพาะตัวเอง
ทั้งนี้หากเยาวชนคนหนึ่งได้ค้นพบตัวเองจากการร่วมกิจกรรมทำค่ายอาสาฯ ทั้งการลงพื้นที่ พูดคุย เก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียนระหว่างที่นั่งเฝ้ามองพวกเขาทั้งหมดขบคิดเรื่องราวที่อยากลงไปทำอยู่นั้น มันน่าจินตนาการต่อว่ากิจกรรมทำนองนี้ จะสร้างคนแบบไหนให้สังคมเพิ่มอีก
โรงเรียนบ้านเกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีนักเรียน 73 คน อยากเห็นนักศึกษาออกมาช่วยเหลือสังคมเพื่อพัฒนาโรงเรียนของเราบ้างเพราะยังไม่เคยมีเลย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเบอร์ผอ. 089-0794643