กุญแจดอกเล็กๆบางที่มันไขไปสู่อะไรที่ใหญ่หลวงได้เหลือเชื่อ ดังเช่นบันทึกของทูตการค้าจีนชื่อ โจวตากวน ที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับนครวัดไว้ (เมื่อปีคศ. 1296 40 ปีก่อนสิ้นตระกูลวรมัน 55 ปีก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างอยุธยาแล้วเสร็จ) แม้บันทึกนี้จะมีเพียง 40 หน้าก็ทำให้เราได้หลักฐานสำคัญมากเลยเช่น
-พวกข้าราชการและชนชั้นสูงพูดกันคนละภาษากับชาวบ้าน (แสดงว่าขอมไม่ใช่เขมร)
-ชาวบ้านทั่วไปตัวดำมากส่วนพวกคนชั้นสูงนั้นมีผิวคละกัน บางคนขาวยังกะหยก
-ชาวบ้านทอผ้า เย็บผ้าไม่เป็น ส่วนพวกชาว “เสียม” ทอผ้าเย็บผ้าได้ พวกเขาเลี้ยงไหมก็เป็น โดยนำต้นหม่อนมาจากเมืองเสียม
-มีการทำนาเกลือที่นครวัด
-มีทาสมากเต็มเมืองไปหมด (ผมคำนวณตามข้อมูลของโจวฯได้ว่า นครวัดมีพลเมือง 1 ล้านเป็นทาสเสียเจ็ดแสนคน)
ในบทความก่อนๆ ผมได้เสนอทฤษฎีใหม่ว่า พวกเสียมคือพวกคนที่อพยพไปจากพิมาย เป็นพี่น้องครอบครัวของทหาร ข้าราชการ นั่นเอง ผมได้ให้เหตุผลหลักฐานไปแล้วในบทก่อนๆ วันนี้จะเชื่อมโยงหลักฐานบางส่วนเข้าด้วยกัน
“พวกเสียมเอาต้นหม่อนและไหมมาจากเมืองเสียม “ ซึ่งเมืองเสียมที่ว่านี้คงมีเพียงสองเมืองเท่านั้นคือ ละโว้ และ พิมาย แต่ทางละโว้นั้นผมเข้าใจว่าคงไม่มีการเลี้ยงไหม ส่วนพิมายนั้นเลี้ยงไหมกันมานานแต่ปีมะโว้แล้วแม้ในวันนี้ก็ยังเลี้ยง
และดังนั้นคำว่า "สยำ(กุก)" ที่สลักไว้บนกำแพงนครวัด ก็หมายถึงกองทหารจากพิมายนี่เอง (และทหารละโว้ก็ยืนแถวเรียงกันอยู่) ที่ทหารสยำกุก”ไร้ระเบียบ” ก็แสดงว่าพวกเขาเป็น “คนเมือง” นั่นเอง มีญาติมิตรมาให้กำลังใจมาก ก็เลยหันไปทักทายพูดคุยกับญาติมิตรนั่นเอง ส่วนละโว้เป็น “คนนอก” ไม่มีญาติมิตรมายืนทักทาย ก็เลยหน้าตรง หอกตั้ง มีระเบียบดี นั่นคือการสื่อของช่างศิลป์ที่ยืนยันว่าพวกสยำเป็นคนเมืองนครวัด หรือ เป็น "ขอมตัวจริง" นั่นเอง
เสื้อผ้าของทหารสยำกุกก็มีลวดลายดอกเต็มไปหมด ซึ่งยังเป็นประเพณีของคนพิมายอยู่ทุกวันนี้ที่ผู้ชายนิยมใส่เสื้อลายดอกสีฉูดฉาด
ที่สำคัญอีกอย่าง...ทำไมตอนนั้นนครวัดผลิตเกลือได้เอง แต่ตอนหลังทำไม่เป็นแล้วล่ะ เพื่อนรุ่นพี่ผมเป็นคนพิมาย คุณพ่อท่านเป็น “นายฮ้อย” เล่าให้ฟังว่าคุณพ่อนำคาราวานเกวียนไปค้าขายเขมร โดยเอาเกลือและผ้าไหมจากพิมายบรรทุกไปขายเขมรริมทนเลสาปแล้วทำปลาแห้งกลับมาขายพิมาย ..คุณแม่ผมเองก็เล่าว่าสมัยเป็นสาวเอาเกลือขึ้นรถไฟไปขายที่ศรีโสภณจากนั้นเอาปลากลับมาขายในเมืองไทย (ราวพศ. ๒๔๙๐)
อ้าว....นี่แสดงว่า ขอมทำเกลือเป็น ส่วนเขมรทำเกลือไม่เป็นน่ะซี่ ..แสดงว่าเมื่อ คศ. 1336 นั้นพระเจ้าแตงหวานได้นำทาสล้มเจ้าวรมัน (ขอม) เสียหมดสิ้น จน “เสียม(หมด)เรียบ” พอหมดพวกเสียมก็หมดเทคโนโลยีการทำนาเกลือไปด้วย
ขอให้ช่วยกันนำกระเบื้องประวัติศาสตร์ชิ้นเล็กๆ มาปะติดปะต่อจนมองเห็นรูปร่างกระถางใหญ่โบราณใบนี้ชัดเจนขึ้นทุกที อย่าไปหลงงมงายเชื่อนักประวัติศาสตร์ไทยชื่อก้อง ที่ส่วนใหญ่เดินตามก้นนักประวัติศาสตร์ฝรั่ง จนสมองเดี้ยง คิดอะไรไม่เป็นกันไปหมดแล้ว
...คนถางทาง (๘ เมษายน ๒๕๕๕)
ปล. อย่าลืมด้วยว่าพระมหากษัตริย์ขอมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสามองค์ คือ
สุริยวรมันที่ ๑ (ผู้สร้างเขาพระวิหาร และ ปราสาทหินพิมาย) ชัยวรมันที่ ๕ (ผู้สร้างพิมาย-นครวัด highway และ ชัยวรมันที่ ๗ (ผู้สร้างนครธม) ...ล้วนเป็นกษัตริย์จากพิมาย ทั้งสิ้น (ไม่เชื่อตามไปอ่านบทความเก่าๆ ของผมที่ให้หลักฐานเหตุผลไว้มากหลายแล้ว)
พูดถึงเกลือ เมื่อกี้ไปข้างนอก ลืมซื้อเกลือขัดผิวเลย
เกลือขัดผิว ฮ้า ..มีด้วยหรือ ผิวขอม (ขำ) ดีอยู่แล้ว ไปขัดทำไมให้ยุ่งล่ะครับ
...
เหตุการณ์หลายๆอย่างในประวัติศาสตร์ชวนให้คิด และหาทฤษฎีมารองรับที่เหมาะสม เช่น คนไทยมาจากไหน? ซึ่งทฤษฎีใหม่เชื่อว่า คนไทยไม่ได้มาจากไหน ก็อยู่แถว ๆ นี้แหละ เป็นการผสมกลมกลืนกัน (Assimilation) กับคนพื้นเมือง ไม่ว่า คนกลุ่มไท-ไต-ลาว รวมถึงกลุ่ม มอญ เขมร ขอม ...
ทฤษฎีใหม่เชื่อว่า "คนไทย(หมายถึงคนไทยสยาม)อยู่แถวนี้แหละ" ไม่ได้อพยพมาจากภูเขาอัลไต ตามทฤษฎีชาตินิยมของหลวงวิจิตรวาทการ แต่คนกลุ่ม Taikadai ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูล ไท-ไต-ลาว ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่(มาก)ในเอเซียอาคเนย์ต่างหากที่อพยพมาสมทบคนไทยกลุ่มสยาม จนเกิดการผสมผสานกลมกลืน ด้วยภาษาเชื้อชาติที่ลงตัวยิ่ง
11 มีนาคม 2555 phachern
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/456167