วันแรกเราสองคน...เอ๊ยรูป (อ้อ..ความจริงสองรูป บวกอีกหนึ่งโยม คือโยมพี่ชายพุงพลุ้ย นักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหญ่ ที่ขอติดตามพระน้องชายไปด้วย เดี๋ยวเอาไว้เล่าทีหลัง มีเรื่องน่าสนใจเล่าให้ได้ฟังพอควร) เดินตัดป่าข้ามเขาสองลูก เป็นเขาลูกเล็กๆที่เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากการลักลอบทำลายป่าของพวกนายทุนเมื่อ ๒๐ ปีก่อน  หลวงพ่อใหญ่ท่านได้มารณรงค์ให้ชาวบ้านอย่าบุกรุกป่าจนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา ๒๐ ปีภูเขาลูกย่อมๆ เนื้อที่ประมาณ หนึ่งหมื่นไร่ ก็กลายเป็นป่าขึ้นมาได้ในทันที

 

แม้จะเป็นเขาลูกเล็กๆแต่ก็สวยงามมาก เพราะมีความหลากหลายของธรรมชาติ เช่น หน้าผา น้ำตก น้ำย้อย น้ำซับ (คือน้ำที่ไหลขึ้นมาจากไต้ดิน ซึ่งมีมากถึง ๑๒ แห่งรอบๆป่า) น้ำซับนี้มีรสชาติสะอาดหวานอร่อยตามธรรมชาติ (เมืองไทยเรามีน้ำอย่างนี้มากแต่คนไทยเรากลับไปนิยมน้ำซับฝรั่งเศส (spring water) ที่บรรจุขวดขายด้วยราคาแพงลิ่ว เฮ้อ คนไทย!!!) แถมยังมีพรรณไม้เล็กใหญ่มากมายเต็มไปหมด

 

          หลวงพ่อแคนท่านอยู่ป่าดงมาก่อนแต่เล็กน้อย ประกอบกับท่านเป็นคนสนใจศึกษา จึงเป็นโอกาสทองของผู้เขียนที่ได้ซักถามเรียนรู้วิทยาการชาวดงสมกับที่อยากรู้มานาน เดินธุดงค์ไปก็ถามท่านไปพลางถึงชื่อสกุลและประโยชน์ใช้สอยของแมกไม้พรรณต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ท่านก็รู้จักแทบทั้งนั้น

 

พอเจอต้นไม้อะไรแปลกๆเข้าต้นหนึ่งก็จะหยุดถาม และถ่ายรูปไว้เสร็จ แผ่นใสและปากกาที่เอาติดตัวไปด้วยนั้น ไม่ได้กะว่าจะเอาไปเลคเชอร์ให้ลิงค่างบ่างชะนีที่ไหนฟังหรอก แต่เอาไปเขียนชื่อต้นไม้และติดไว้ที่ต้นสำหรับถ่ายรูปน่ะ พอใช้เสร็จก็ลบหมึกออก สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ต้องแบกกระดาษเป็นปึกเข้าป่าไปด้วย ทำให้เบาสัมภาระ

 

คืนแรกเราปักกลดจำวัดกันที่ วัดหลุมเงิน โยมพี่ก็กางเต้นท์เลือกเอาทำเลใต้ต้นมะพร้าว หลวงน้องเห็นเข้าก็ทักท้วงว่าให้ถอยห่างออกมาดีกว่าเดี๋ยวลมพัดลูกมะพร้าวหล่นใส่จะยุ่ง

 

คืนนั้นจำกลดอยู่ได้ยินเสียงตุ้บเบ้อเร่อ ลูกมะพร้าวมันหล่นจริงๆเสียด้วย 

 

แหม...วาจาสิทธิ์ยังกะพระ(มะพร้าว)ร่วงแน่ะเรา