ควรกำหนดให้ครูนำสอนแบบให้ผู้เรียนสืบค้น แล้วนำมาสรุปร่วมบันทึกในตัวความรู้ไว้ รู้แบบรู้จริงคือ รู้ที่มา ที่ไป รู้สาเหตุ รู้วิธีการแก้ไข รู้วิธีการปฏิบัติและนำปฏิบัติจริง การเรียนอย่างนี้เรียกว่า ยิ่งเรียนยิ่งรู้ เพราะผู้เรียนรู้แล้วนำไปใช้ในชีวิตจริง ใช้แล้วรู้ รู้แล้วใช้ต่อ ๆ ไป นี่คือการสอนที่มีชีวิต

ยิ่งเรียนยิ่งรู้แจ้ง    5

 

                                ในการจัดการเรียนรู้แบบเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  แล้วครูผู้สอนสามารถย้อนกลับมาดูว่าผู้เรียนเรียนรู้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้  อันได้แก่  ผลการเรียนรู้ปลายทาง  ความรู้และทักษะที่พึงประสงค์ของหลักสูตร มากน้อยเพียงใด  หรือที่เรียกกันว่า  การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Backward  Design  (BwD)  ซึ่งเป็นการจัดการออกแบบการเรียนรู้แบบใช้ผลการเรียนรู้ปลายทางและผลงานที่ผู้เรียนผลิตออกมาเมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนนั้น ๆ   ในการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการออกแบบการเรียนรู้โดยใช้ผลการเรียนรู้ปลายทางนี้  สิ่งสำคัญคือ ครูผู้ออกแบบการเรียนรู้จะต้องสร้างกรอบความคิดรวมไว้ล่วงหน้าด้วย  เมื่อผู้เรียนเรียนจบหน่วยการเรียนนี้แล้ว  ผู้เรียนจะเกิดอะไร  นั่นคือ ผลการเรียนรู้ปลายทางต้องชัดเจนว่า

 

                - ผู้เรียนสามารถทำอะไรได้บ้าง

                -  สิ่งที่ทำได้นั้นมีคุณภาพอยู่ในระดับใดของเกณฑ์การประเมิน (Rubrics)

                -  มีวิธีการเรียนรู้ (Learning  How to learn) แบบใด

                -  สามารถสร้างความรู้ได้ในระดับใดของคุณภาพการประเมิน (Rubrics)

                -  มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรต่อการเรียนรู้

ตัวรู้ ทั้งหมดที่เกิดในตัวผู้เรียนแต่ละคนนี้  จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ผู้เรียน กระทำการเรียนรู้ในแต่ละกิจกรรม

                ผู้เรียนคนหนึ่ง ๆ ทำกิจกรรมการเรียนหนึ่ง ๆ จะเกิดความรู้ขึ้นในจิตลึก ๆ  ของผู้เรียน  แบบค่อย ๆ เกิด ค่อยๆ สั่งสมขึ้น ๆ ทุกขณะที่ทำการเรียนรู้  จนก่อตัวเป็นความรู้ที่ชัดเจน  ผู้เรียนจะไม่เครียดต่อวิธีการเรียนรู้แบบนี้  เพราะปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลายออกไปจนหมด  ตัวรู้จริง จะเข้ามาแทนที่ในจิตของผู้เรียน  ความรู้ตัวนี่แหละ จะเป็นความรู้ที่ฝังแน่น ความเข้าใจที่คงทน ( Unduring  Understanding ) เป็นความรู้ที่คาใจผู้เรียนอยู่นานแสนนาน  แม้จะผ่านไปนานวัน แต่พอรำลึกขึ้นมา ผู้เรียนจะสามารถจำได้  เพราะผู้เรียนรู้ และเห็น ด้วยตัวของผู้เรียนเอง  ผู้เรียนได้มีโอกาส ผจญกับปัญหาต่าง ๆ  ระหว่างเรียนแล้วแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตัวผู้เรียนเอง   จนสามารถค้นพบสิ่งที่อยากรู้ หรือ คำตอบ ได้ด้วยตนเอง  จึงส่งผลให้เกิดภาพฝังใจผู้เรียน แล้วภาพเหล่านั้นจะคาใจผู้เรียนอยู่ รำลึกขึ้นมาครั้งใด มองเห็นภาพนั้นได้ชัดเจนเหมือนเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ สามารถอธิบายได้  บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างละเอียด  ยกตัวอย่างประกอบได้หลากหลายตัวอย่าง  ฟังดูเหมือนเรื่องราวสด ๆ ร้อน ๆ ที่เป็นอย่างนี้เพราะผู้เรียนเกิดความรู้แบบลึกซึ้ง ( Deep Knowledge )  กล่าวคือ มีความคิดรวบยอดความสัมพันธ์และหลักการในเนื้อหานั้น ๆ  

                การเรียนรู้แบบนี้ครูผู้สอนจะต้องคิดจัดเงื่อนไขใหม่ ๆ ให้ผู้เรียนได้ผจญอยู่เสมอ ผู้เรียนจะสนุกจะประทับใจต่อวิธีการเรียนรู้ ที่นำมาแก้ปัญหา  ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อวิธีการเรียนรู้   ผู้เรียนจะพอใจที่จะเรียนรู้ต่อไป  ทำให้ตัวรู้ที่เกิดในขณะเรียนรู้ คือ รู้วิธีการเรียนรู้และรู้สิ่งที่ค้นพบ ได้ คือ เนื้อหาสาระ อันเป็นตัวความรู้ด้านเนื้อหา เป็นตัวรู้เล็ก ๆ  ที่ค่อยๆ สะสมขึ้น ๆ ไปเรื่อยๆ  จนก่อเกิดเป็นรู้ใหญ่  เรียกว่า ความรู้เพิ่มพูนขึ้น จนกระทั่งถึงเวลา  ผู้เรียนก็จะอุทานออกมาว่า รู้แล้ว  ๆ  ตัวรู้แล้วที่แฝงอยู่นี่แหละคือ สุดยอดของความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน  ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนจะรู้ตัวสุดยอดของความรู้ที่ไม่เหมือนกัน  เป็นความรู้ของใครของคนนั้น  เพราะผู้เรียนคนนั้น ปั่นความรู้ ขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง

                สิ่งที่สำคัญมาก  ในการออกแบบการเรียนรู้แบบ BwD นี้ คือ การสร้างตัวชี้วัดระดับคุณภาพ ( Rubrics ) ผู้เรียน   ครูผู้สอนจะต้องออกแบบเกณฑ์การวัดประเมินให้เห็นมิติระดับคุณภาพของผู้เรียนให้ชัดเจน  สามารถบอกระดับคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมองเห็นภาพ  เกณฑ์การประเมินนี้มีไว้เพื่อประเมินชิ้นงาน  โครงงาน  รวมถึงคำพูด  คำอธิบาย  การแสดงออกของผู้เรียนที่สามารถผลิตงานออกมาให้เห็นได้ว่า ผู้เรียนมีความรู้แท้ อยู่ในระดับใดของเกณฑ์การประเมิน

                อีกอย่างหนึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนดังกล่าวข้างต้นนั้น ครูจะต้องไม่ยึดติดกับเนื้อหาสาระของรายวิชา  ครูจะต้องไม่บอกนิยามศัพท์   คำจำกัดความ หรือ สรุปความรู้  ให้ผู้เรียนอ่านในใบความรู้  ครูจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน สร้างตัวความรู้ ด้วยตัวของผู้เรียนเอง  โดยวิธีการศึกษา สืบค้นจนตัวความรู้ เกิด ขึ้นในตัวของผู้เรียน ในรูปแบบผู้เรียนค้นหาเนื้อ จนได้ เนื้อหาสาระ ซึ่งเป็นการค่อยเรียนค่อยรู้เพิ่มขึ้น  ๆ ตามเส้นทางของการเรียนรู้  อันนี้แหละที่เรียกว่า เล่นโดยไม่รู้ว่าเรียน  ดั่งที่ นิไพศาล กับเพื่อน ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องยุง ที่ได้เล่ามาแล้วในตอนต้น

                นอกจากผู้สอนไม่ยึดติดเนื้อหาสาระของรายวิชาแล้ว  ครูผู้สอนจะต้องจัดเงื่อนไขใหม่ๆ ปัญหาใหม่หรือสถานการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้เรียนได้ปะทะสัมพันธ์กับสิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้น  ได้เรียนรู้แล้วรู้ในเรื่องราวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น  ผู้เรียนจะได้นำความรู้เดิม+ ความรู้ใหม่ จะเป็น องค์ความรู้ของผู้เรียนแต่ละคน

                ที่กล่าวว่าครูอย่ายึดติดเนื้อหานั้นเพราะการเรียนที่ผ่านมาที่จัดในรูปแบบท่องจำนำใช้ หรือ เรียนรู้จากแบบฝึกหัด ที่บอกเนื้อหาสาระแล้วมีแบบฝึกหัดถามให้ตอบ  ซึ่งนิยมนำสอนกันมาก่อนนั้นผลที่ปรากฏเห็นได้ชัดคือ ผู้เรียนรู้เรื่อง  คุณค่าของผัก ผลไม้  ถามตอบได้ว่า ผลไม้ใดมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง  แต่เด็ก ๆ เหล่านั้นและมีอยู่เป็นจำนวนมาก  ปฏิเสธการรับประทานผัก ผลไม้ ชอบรับประทานอาหารสำเร็จรูป  ทุกวันนี้ก็มีเด็ก ๆ และผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่รับประทานผัก  อย่างนี้ถือว่า เป็นการล้มเหลวทางการศึกษาหรือไม่  ปัญหาบริโภคนิยม   กำลังมาแรงมาก  โรงเรียนได้นำมาพิจารณาอย่างไรบ้าง  นี่คือเรื่องที่น่าคิด  น่ายกมาตั้งประเด็นเรียนรู้กันอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า “สอนจบหลักสูตร” มีความหมายแท้ว่าอย่างไร  มีโรงเรียนไหนทำได้บ้างแล้ว

                ความจริงแล้วบทเรียนอย่างนี้แหละเป็นบทเรียนที่ครูน่าจะนำสอนเพราะเป็นบทเรียนที่มีชีวิต  การนำบทเรียนที่มีชีวิตมาสอนจะส่งผลให้การสอนมีชีวิตด้วย   การออกแบบการสอนบทเรียนอย่างนี้  Back  ward  Design  ชอบนัก  เพราะสามารถสอนแล้วหวังผลได้  สอนจบแล้วติดตามดูได้ว่าผู้เรียนทำได้มากน้อยเพียงใด  เรียนจบแล้วผู้เรียนเปลี่ยนนิสัยจากการไม่ชอบรับประทานผักเป็นค่อย ๆ รับประทานผัก  จนกระทั่งชอบรับประทานผัก  เห็นไหมว่า บทเรียนนี้มีชีวิต อย่างน้อยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีชีวิตที่ดีงาม  บทเรียนที่มุ่งให้ผู้เรียนล้างมือทุกครั้งที่หยิบฉวยสิ่งของก่อนขยี้ตา ก่อนรับประทานอาหาร  ก่อนลูบหน้าลูบตา  หลังจากเดินขึ้นลิฟต์ในศูนย์การค้า  เพราะมือถือราวบันไดเลื่อนที่ไม่รู้ว่ามือใครกับมือใครลงไปบนราวนั้น  เมื่อเด็ก ๆ  จับราวบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นที่ต้องการได้ก็รีบไปล้างมือก่อนทำธุระอื่น  สุขนิสัยอย่างนี้ควรปลูกฝัง เพราะจะลอดภาวะการเป็นโรคตาแดง  โรคหวัด  โรคผิวหนัง  และโรคอื่น ๆ ที่ติดต่อกันทางมือได้  นี่คือ บทที่ยังไม่ตาย  แต่สถานศึกษามักจะสอนบทเรียนที่ตายแล้ว  เรื่องเก่า ๆ นำมาท่องจำ  ทำข้อสอบ ไม่ประยุกต์  ลองให้เรียนรู้  ประวัติศาสตร์โบราณมีโรคติดต่ออะไรบ้าง  โรคนั้น ๆ ยังมีอยู่ในปัจจุบันคือโรคอะไร  ทำไมจึงไม่หายไปจากประเทศไทย  ทำอย่างไรเราจึงจะไม่เป็นโรคเหล่านั้น สถานศึกษาต้องบรรจุบทเรียนอย่างนี้ไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา ควรกำหนดให้ครูนำสอนแบบให้ผู้เรียนสืบค้น แล้วนำมาสรุปร่วมบันทึกในตัวความรู้ไว้  รู้แบบรู้จริงคือ รู้ที่มา ที่ไป รู้สาเหตุ รู้วิธีการแก้ไข  รู้วิธีการปฏิบัติและนำปฏิบัติจริง  การเรียนอย่างนี้เรียกว่า  ยิ่งเรียนยิ่งรู้  เพราะผู้เรียนรู้แล้วนำไปใช้ในชีวิตจริง  ใช้แล้วรู้  รู้แล้วใช้ต่อ ๆ ไป  นี่คือการสอนที่มีชีวิต

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...