การสอนคือชีวิต 4
นักแสดงหนังตะลุง โขน มโนราห์ ลิเก ละคร ถือว่าการแสดงสิ่งนั้นๆ คือชีวิต แต่เป็นชีวิตที่มีความสุข เพราะได้เล่น เวลาแสดงหนังตะลุง ชาวบ้านจะพูดว่า เล่นหนัง เล่นโขน เล่นลิเก และคณะแสดงเหล่านี้ ถือว่า การละเล่นในการแสดงคือชีวิตของเขา เขาจึงตั้งใจฝึกซ้อมเป็นประจำ ผลของการหมั่นฝึกซ้อมทำให้เวลานายหนังตะลุงเชิดรูปหนัง ๆ จะมีความอ่อนช้อยไปตามท่วงทำนองเพลงปี่กลองและเสียงขับกลอน เวลามโนราห์ ซัดท่ารำ ดูราวกับลอยล่องลงมาจากท้องฟ้า จังหวะมือเท้าที่ขยับสอดรับไปกับเสียงทับเสียงกลอง พระเอกลิเกรำสวย ร้องบทลิเกเสียงเพราะเสนาะหูมัดใจบรรดาแม่ยก จึงไม่แปลกที่ลิเกเสียงดีรำสวยจะได้พวงมาลัยที่ร้อยธนบัตรจากแม่ยกคล้องคอคนละหลายพวง เพราะแสดงได้ถึงใจแม่ยกติดใจจึงติดรางวัลให้ด้วยแรงเสน่หา
เคล็ดลับของบรรดานักแสดงเหล่านี้อยู่ที่การถึงซ้อม จึงเล่นได้ถึงบท เพราะตีบทแตก สามารถมัดใจผู้ชมได้
ครูผู้สอนก็เช่นกัน ถ้าซ้อมสอนจะเข้าถึงบทเรียนบทนั้น เชื่อได้ว่าเวลาสอนจริงก็จะดึงใจผู้เรียนให้ใส่ใจต่อการเรียนรู้ได้เหมือนกัน
สำหรับบทเรียนแต่ละบทที่ครูกำหนดให้ผู้เรียนร่วมแสดง ถ้าครูเขียนบทเรียนให้ถึงใจผู้เรียน มีความสนุกในการเล่นเรียน (Play & Learn) แล้ว การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น เพราะผู้เรียนเพลินกับการเล่น จนรู้เรื่องที่เรียนปนเล่น
การสร้างเงื่อนไขให้ผู้เรียนได้มีโอกาสผจญกับปัญหา เป็นการยั่วยุให้ผู้เรียนหลงเข้าไปเล่นกับเกมการเรียนนั้น เมื่อผู้เรียนเพลินกับการเล่นเรียน ผู้เรียนก็จะมีจิตจดจ่อมุ่งอยู่กับการแก้ปัญหานั้น นั่นคือผู้เรียนมีสมาธิในการเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ จึงง่ายต่อการเรียนรู้เรื่องราวที่กำลังเรียนรู้ และเมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนตอนนั้น ๆ ก็จะรู้และฝังใจอยู่กับวิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีการเรียน (Learning how to learn) สิ่งที่จะเกิดแก่ผู้เรียนภายหลังการเรียนจบเรื่องนั้นมี 3 สิ่งคือ
วิธีการเรียนรู้
ความรู้สึกต่อการเรียนรู้
เรื่องราวหรือเนื้อหาสาระที่เรียนรู้
จะเห็นได้ว่า เนื้อหาสาระจะมาทีหลัง จะเป็นแค่ผลพวงที่ผู้เรียนเรียนรู้ได้ภายหลังที่เพลินกับวิธีการเรียนรู้ จึงรู้เรื่องที่เรียน ถ้าให้รำลึกย้อนได้จริง ๆ ผู้เรียนจะคิดถึงวิธีการเรียนรู้ก่อนเนื้อหาสาระ นี่คือการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง (Learning by doing) ซึ่งต่างไปจากการเรียนรู้แบบท่องจำที่จำแต่เรื่องที่ท่องแต่อาจไม่รู้เรื่องที่จำ และรู้วิธีการเรียนรู้วิธีเดียวคือท่องจนจำนำไปตอบข้อสอบที่วัดแต่ความจำ
การที่จะให้ผู้เรียนเล่นจนเกิดการเรียนรู้นั้น ครูจะต้องกำหนดหน่วยการเรียนแต่ละหน่วยให้มีมวลประสบการณ์ที่ผสมผสานกันระหว่าง เนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ และค่านิยม โดยจัดกิจกรรมที่ยั่วยุให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำแบบทำแล้วรู้เรื่องที่ทำทีละนิด ๆ จนรู้เพิ่มขึ้น ๆ รู้เพิ่มขึ้นแบบจิตสว่าง มองเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกัน สรรพสิ่งทั้งหลายภายในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะอยู่รอด ครูต้องสอนให้ผู้เรียนมองเห็นภาพเหล่านี้จนเห็นคุณค่าของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เรียกว่าเรียนรู้จนเกิดความรู้สึกลึก ๆ ใน บึ้งลึกของจิตกลายเป็น ลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของผู้เรียนคนนั้น ดั่ง เส้นพัฒนาสาระสำคัญที่หน่วยศึกษานิเทศก์สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (2536) ได้กำหนดไว้ว่า
สอนให้เด็กรู้แล้วหรือเกิดรับรู้ยอมรับว่า การอยู่ในสังคมนั้นต้องมีสิ่งนี้ปรากฏ
|
การเห็นคุณค่าของงานที่ทำ
ประโยชน์ให้สังคม
การเห็นคุณค่าสำคัญของการกระทำที่เกิด
ประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่
ปฏิบัติตามทางเลือกที่มีต่อส่วนรวมเป็นประจำ
ตัดสินใจหาทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อ
คนส่วนใหญ่
การกระทำใด ๆ ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
การกระทำใด ๆ ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย
การกระทำใด ๆ ของบุคคลย่อมส่งผลต่อผู้อื่นเสมอ
(ดูรูปได้ที่ https://sites.google.com/site/chatreesamran/hnangsux/-doc-30 ครับ)
สังเกตดูเส้นพัฒนาขั้นแรก “การกระทำใด ๆ ของบุคคลย่อมส่งผลต่อผู้อื่น” ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าใครคิดได้ สำนึกได้ดังนี้แล้วจะส่งผลสู่ตัวเองและสังคมเป็นอย่างมาก เพราะแน่นอนว่าผู้ที่เข้าถึง จิตสำนึก ข้อนี้ได้ จิตผู้นั้นย่อมจะเบาบางว่างจากความเห็นแก่ตัว จิตจะเป็นอิสระจากความอยากได้ใคร่เป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้แต่เพียงผู้เดียว
การที่จะสอนให้ผู้เรียนเห็น แล้วเข้าถึงจิตสำนึกข้อนี้ได้ จำเป็นที่ครูจะต้องเพียรใช้คำถาม ถามนำพูดคุยกับผู้เรียนบ่อย ๆ สถานการณ์ต่างกัน เรื่องราวที่ต่างกัน เช่น เกี่ยวกับเรื่องการทิ้งขยะในโรงเรียน ครูสามารถนำเรื่องนี้มาถามในเชิงสนทนากันบ่อย ๆ คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักเห็นทีละนิด ๆ เหมือนกับเราใช้มือลูบก้อนดินเหนียวทุกวัน ก้อนดินเหนียวย่อมจะค่อย ๆ บางลง ๆ จนถึงที่สุด จิตของเราก็เช่นกันถ้าหมั่นอบรมจิตทุกวัน จิตก็จะค่อย ๆ คลายความเห็นแก่ตัวลงได้
|
7. การเห็นคุณค่าของคนที่ทำประโยชน์ให้สังคม |
1. พูดถึงเพื่อนๆ ที่ช่วยกันเก็บขยะ ทุก ๆ วันโดยไม่ต้องใช้ให้เก็บขยะ 2. เสวนาถึงความดีของคนในชุมชน 3. เขียนเรื่องคนดีที่เรารู้จัก |
|||||||||||
|
สรุปให้เห็นแนวคิดในข้อที่ 7 |
||||||||||||
|
6. เห็นความสำคัญของการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่องานส่วนใหญ่ |
1. นำเรื่องที่ช่วยกันเก็บขยะมาเล่าสู่กันฟัง 2. ช่วยกันค้นหาบุคคลที่ทำความดีในชุมชนมาเล่าสู่กันฟัง |
|||||||||||
|
สรุปให้เห็นแนวคิดในข้อที่ 6 |
||||||||||||
|
5. ปฏิบัติตามทางเลือกที่มีผลต่อส่วนรวมเป็นประจำ |
1. กระทำความดี (เก็บขยะ)ไม่ทิ้งขยะบันทึกผลการทำความดี 2. ครูเล่าเรื่องการทำความดี |
|||||||||||
|
สรุปให้เห็นแนวคิดในข้อที่ 5 |
||||||||||||
|
4. ตัดสินใจหาทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ |
1. นักเรียนช่วยกันหาวิธีการกำจัดขยะให้หมดไปจากโรงเรียน(เสนอได้หลาย ๆ วิธี ยิ่งคิดได้มากยิ่งดี) 2. นักเรียนช่วยกันเลือกวิธีการกำจัดขยะที่สามารถทำได้จริง ๆ |
|||||||||||
|
สรุปให้เห็นแนวคิดในข้อที่ 4 |
||||||||||||
|
3. การกระทำใด ๆ ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย |
1. ถ้าเราทิ้งขยะเพื่อน ๆ น่าจะพูดถึงเราอย่างไรบ้าง ทำไม 2. ถ้าเราเก็บขยะเพื่อน ๆ น่าจะพูดถึงเราอย่างไรบ้าง ทำไม 3. ถ้าเพื่อน ๆ ทิ้งขยะเราน่าจะพูดถึงเพื่อนๆว่าอย่างไรบ้าง ทำไม 4. ถ้าเพื่อนๆ เก็บขยะเราจะพูดถึงเพื่อนๆ ว่าอย่างไรบ้าง ทำไม |
|||||||||||
|
ร่วมกันสรุปให้เห็นแนวคิดในข้อ 3 |
||||||||||||
|
2. การกระทำใด ๆ ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย |
1. การทิ้งขยะเป็นการกระทำที่ดีหรือไม่ อย่างไร 2. การไม่ทิ้งขยะเป็นการกระทำที่ดีหือไม่ อย่างไร 3. การช่วยกันไม่ทิ้งขยะเป็นการกระทำที่ดีหรือไม่ อย่างไร 4. การช่วยกันเก็บขยะเป็นการกระทำที่ดีหรือไม่ อย่างไร |
|||||||||||
|
แล้วร่วมกันสรุปให้เห็นแนวคิดในข้อ 2 |
||||||||||||
1. การกระทำ ใด ๆ ของบุคคลย่อมส่งผลต่อผู้อื่นเสมอ |
1. ถ้าเราทิ้งขยะแล้วไม่เก็บจะมีผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง 2. ถ้าคนอื่นทิ้งขยะแล้วไม่เก็บจะมีผลกระทบต่อเราอย่างไรบ้าง 3. ถ้าเราร่วมกันไม่ทิ้งขยะจะมีผลกระทบต่อโรงเรียนของเราอย่างไรบ้าง 4. ถ้าเราทุกคนร่วมกันเก็บขยะจะมีผลกระทบต่อใคร/อย่างไร ทำไม |
||||||||||||
แล้วร่วมกันสรุปให้เห็นแนวคิดในข้อ 1 | |||||||||||||
(ที่มา: ชาตรี สำราญ : เสวนาชีวิตชีวิตเสวนา.พิมพ์ครั้งที่ 6:2544)
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...