การถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จัดขึ้น ใช้ชื่อเวทีว่า การถอดบทเรียนและวางแผนต่อเนื่อง : เครือข่ายเทศบาล-ชุมชน ส่งเสริมพลังจิตสำนึกสาธารณะเพื่อสร้างสุขภาวะท้องถิ่น ประกอบด้วยกระบวนการเวทีที่สำคัญ คือ
(1) เรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ เพื่อเตรียมทำงานการคิด จัดเป็นเวทีเสวนายามค่ำ Evening Talk ของยามเย็นวันแรก พูดคุยแบบคนทำงานนำประสบการณ์และสิ่งที่เป็นความปรารถนาดีมาแบ่งปันกัน ได้วิทยากรมาช่วยจุดประกายและพาเสวนา 4 คน คือ คุณหมอพนัส พฤกษสุนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี คุณอัญชัน แกมเชย ผู้จัดการของเวทีของพลเมืองเพื่อบางกอก หรือ บางกอกฟอรั่ม นายสมคิด พวงชื่น นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลสว่างอามรมณ์ และ นายชาญ ชูวงศ์ ประธานชมรมสิ่งแวดล้อมสุพรรณบุรี โดยมี ผศ.ดร.อาภา ยังประดิษฐ์ ทีมนักวิจัยจากคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราช เป็นผู้ดำเนินรายการ
(2) ถอดบทเรียนและเตรียมนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีกลุ่มประชาคมและเครือข่ายคนทำงานแบบจิตอาสาตามความเข้าใจเบื้องต้นของท้องถิ่น มาร่วมกว่า 100 คน จาก 14 ชุมชนเทศบาล จำนวนเทศบาล ไม่ได้มาร่วมด้วย 3 แห่ง คือ เทศบาลตำบลเกษตรพัฒนา เทศบาลตำบลศรีประจันต์ และเทศบาลเมืองราชบุรี ทว่าจำนวนคนนั้น มากกว่าจำนวนที่เราเชิญเข้าร่วม ใช้เวลาอย่างเต็มที่ คือ ทั้งวันของวันที่สอง รวมทั้งออกแบบเพื่อจัดกระบวนการให้เป็นบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มากกว่าเป็นเวทีนำเสนอผลงาน ซึ่งท้าทายการทำงานอย่างหนัก ทั้งการออกแบบความคิด การระดมพลังทีม และการปฏิบัติให้เวทีไม่แข็งเกินไป
(3) การอภิปราย สะท้อนการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยบนความคิดเห็นแบบเวทีเปิด (Open Forum)
(4) บรรยากาศสอดแทรก และการจัดสภาพแวดล้อมทั้งหมด ให้มีพลังสร้างสรรค์การเรียนรู้
(5) การจัดกิจกรรม ชีวเกษม เพื่อเรียนรู้จากการสร้างประสบการณ์ตรงให้กับตนเองในการปฏิบัติเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ในตอนเช้าตรู่ จากหกโมงเช้า ถึงประมาณ 8 โมงเช้า ผสมผสานกิจกรรมหลายอย่าง คือ การเดินภาวนารับอรุณ การรำกระบองแบบป้าบุญมี การทำโยคะ การภาวนาแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียน และการล้อมวงคุย นำปฏิบัติให้โดย ปรีชา ก้อนทอง วิทยากรกระบวนการ ของเวที ชีวเกษม-มนัสเกษม ประชาคมสร้างสุขภาวะพุทธมณฑล
(6) การสรุปและปิดเวทีอย่างมีส่วนร่วม อย่างพิถีพิถันทุกจุด
ในการถอดบทเรียน แต่ละชุมชน-เทศบาล ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกชุมชนละ 5-6 คน ไปจนถึง กลุ่มละ 20 กว่าคน มีประเด็นเพื่อรวบรวมประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน 3 เรื่อง โดยมีเครื่องมือช่วย จัดการ 3 แบบ บนกระดาษปรู๊ฟ (ทีมจากเทศบาลเมืองชัยนาทแนะนำว่า เรียก กระดาษสูบยา คนต่างจังหวัดจึงจะรู้จัก) 3 แผ่น คือ
- เรื่องที่กำลังทำกันอยู่ ให้รวบรวมรายละเอียดและนำเสนออย่างเป็นระบบโดยแผนภาพการคิด หรือ Mind Map 1 แผ่น
- ถอดบทเรียน จุดเปลี่ยนแปลง ที่โดดเด่นของทีมท้องถิ่น ให้ถอดบทเรียนและเล่าอย่างเป็นระบบโดยแผนภูมิแบบสะพาน ซึ่งแสดงรายเอียด 3 ส่วน คือ สภาพการณ์ก่อนเปลี่ยนแปลง / ความเปลี่ยนแปลงและสุขภาวะภายหลังจุดเปลี่ยน และ สิ่งที่เป็นตัวการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 1 แผ่น
- ใช้แผนภูมิวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยา ถอดบทเรียน ของกลุ่มพลังที่มีบทบาทต่อ ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นในวิถีประขาคม หรือในแนวการทำงานของปัจเจกผู้มีจิตสาธารณะและพลเมืองจิตอาสา 1 แผ่น
หลักฝึกซ้อมเทคนิคเครื่องมือ ให้โจทย์ และชี้แจงแนวปฏิบัติต่างๆแล้ว ทุกกลุ่มทำไปพร้อมกันโดยใช้เวลาครึ่งวันเช้า จากนั้น นำเสนอกลุ่มละประมาณ 15-20 นาที ทีมนักวิจัยและทีมจัดกระบวนการ เก็บบันทึกหลายวิธี ทั้งเขียน Mind Mapping ถ่ายภาพ บันทึกเทป จัดทีมสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม และบางส่วน ทำหน้าที่สะท้อนแบบทันทีกลับสู่เวที
คุณลักษณะของผู้มีจิตสาธารณะ และพลเมืองจิตอาสา ที่ประมวลได้โดยวิธีสร้างขึ้นจากความเป็นจริงและจากประสบการณ์ของคนปฏิบัติที่ผ่านมา น่าสนใจตรงที่สามารถสื่อสารกันเองได้ในหมู่คนทำงานโดยไม่ต้องอธิบายในทางวิชาการมากนัก คือ....
- มักเป็นคนระดับล่าง ส่วนใหญ่เป็นคนจน ไม่รวย
- ถึงแม้ไม่ฉลาด แต่มี EQ สูง สามารถพึ่งตนเองได้สูง
- รักเพื่อนมนุษย์
- เป็นคนคิดแบบนักวิจัยได้
- ไม่ก้าวร้าว ไม่รุนแรง ใช้ปัญญาจัดการความรู้ จัดการปัญหา
- บริหารกระบวนการเป็น
- มีความเป็นบูรณาการ มุ่งทวีคูณศักยภาพ
- เป็นคนมุ่งลงมือ เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ
- เชื่อมโยงปูมชุมชน
ผู้นำเสนอท่านหนึ่งจากกลุ่มประชาคมวิจัยสุพรรณบุรี สรุปในช่วงสุดท้ายว่า คุณลักษณะคนมีจิตสาธารณะและพลเมืองจิตอาสา ต้องเป็นคนแบบ อสม คือ..อาสาแม่งทุกเรื่อง ซึ่งนอกจากสื่อสารกันได้เป็นอย่างดีแล้ว ปรากฏว่าเป็นที่ชอบอกชอบใจ ให้บรรยากาศเวทีเรียนรู้ที่ครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง