พระพุทธองค์ทรงมีกลวิธีชี้ทางให้ สาวก สาวิกา สามารถค้นพบและสร้างความรู้ได้ด้วยตัวเอง

เรียนรู้จากตัวเอง

                 ความสวย  ความงาม  ความหล่อ   ความหนุ่มสาว  เป็นเรื่องราวที่สร้างอุปาทานให้แก่ผู้ที่หลงยึดมั่นอยู่ในตัวตนของตนจำนวนมากที่คิดว่า “ฉันยังไม่แก่”  หรือ  “ฉันต้องไม่แก่”  บุคคลเหล่านี้พยายามแสวงหาอุปกรณ์ชะลอความแก่อยู่เสมอ  เช่น การหายาบำรุงเพื่อให้ตนยังคงสภาพหนุ่มสาวอยู่ต่อไป   โดยหาได้เข้าใจไม่ว่า  แท้จริงแล้วนั้น  ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะปิดกั้นสภาพการเสื่อมวัยของตนไว้ได้  เพราะสิ่งนี้เป็นไปตามธรรมชาติ

                พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงสภาพของสังขารไว้ชัดเจนว่า  “วะยะ  ธัมมา  สังขารา   สังขารทั้งหลาย  มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา”  และหรือที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ชะราธัมโมมหิ  ชะรังอะนะตีโต   เรามีความแก่เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้”  นั่นหมายถึงว่า ไม่มีใครเลยที่จะไม่แก่  ถึงแม้จะดึงหนังใบหน้าให้ตึงแต่สายตาก็ยังฟ้องว่าแก่  เสียงก็ยังแสดงให้เห็นว่าเป็นเสียงของคนแก่  การลุก   เดิน  ยืน  ก็บ่งบอกถึงสภาพของคนแก่  เราจะปฏิเสธสภาพความเสื่อมของสังขารไม่ได้  เพราะสังขารนั่นแหละบอกสภาพของสังขาร

                ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ความแก่เป็นสิ่งที่อยู่คู่ตัวตนทุก ๆ คน  แต่ก็ยังมีคนหลาย ๆ คนที่รับไม่ได้กับคำว่า “ดูเธอแก่ไป”  เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้  สมัยนี้  เมื่อครั้งพุทธกาลก็เคยเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาเช่นกัน  ดังที่เคยอ่านใน “พุทธสาวก  พุทธสาวิกา” (เสถียรพงษ์   วรรณปก :  2544 )  และขอนำมาเล่าให้ฟังแบบ   ย่อ ๆ  พอเป็นแนวทางการวิเคราะห์วิธีการสอนของพระพุทธองค์  เรื่องมีอยู่ว่า

               

                พระนางเขมาเป็นมเหสีพระองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสาร  กษัตริย์แห่งเมืองราชคฤห์  แคว้นมคธ

                พระนางเขมาเป็นมเหสีคนโปรดของพระเจ้าพิมพิสาร   พระนางมีรูปร่างสวยงาม  ผิวพรรณผุดผ่องดั่งทอง  พระนางภูมิใจในความสวยของตนมาก  มากจนกระทั่งหลงว่าไม่มีใครงามเกินตนไปได้

                พระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ที่เคร่งศาสนา  พระองค์ทรงสละสวนไผ่อันรื่นรมย์นอกเมืองราชคฤห์ให้เป็นวิหารที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์  นามว่า “วัดเวฬุวัน”   พระองค์จะเสด็จมาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเสมอ

                พระเจ้าพิมพิสารมักจะชวนพระนางเขมาไปฟังธรรมของพระพุทธองค์บ่อย ๆ  แต่ก็ถูกพระนางเขมาปฏิเสธทุกครั้ง  เพราะพระนางเขมาทราบข่าวว่าพระพุทธองค์มักจะตรัสตำหนิความสวย  ความงาม  มักจะตรัสว่า  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน   เกิดมาแล้วย่อมจะแปรผันและเสื่อมไปในที่สุด  พระนางทนรับฟังคำนี้ไม่ได้  พระนางเขมาคิดว่า  นี่คือ “คำด่า”  เมื่อคิดอย่างนี้จึงไม่ไปฟังธรรมที่วัดเวฬุวัน

                พระเจ้าพิมพิสารออกอุบายให้กวีเอกแห่งราชสำนัก  แต่งเพลงบรรยายถึงความน่ารื่นรมย์ของ “เวฬุวันวิหาร”  จนพระนางเขมาอยากไปดู

                เมื่อพระนางเขมากับพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปพระ        เชตวัน  วันนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้ทั้งสองพระองค์ฟัง

                พระพุทธองค์ทรงเนรมิตภาพนางอัปสรสวยงามมากนางหนึ่งยืนถวายพัดพระพุทธองค์ขณะแสดงธรรม  ไม่มีใครเห็นนอกจากพระนางเขมา  พระนางเขมาจ้องมองภาพนั้นพลางทรงรำพึงว่า “โอ  นางช่างสวยจริง”  ขณะที่พระนางจ้องดูอยู่นั้น  นางอัปสรก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเด็กสาวสวยวัยรุ่น เป็นสาวใหญ่  เป็นหญิงวัยกลางคน เป็นหญิงแก่  แก่หง่อม  ฟันเหยิน  ผมหงอก  หลังโกง  จนกระทั่งล้มลงนอนตายอยู่ใกล้ๆ พระพุทธองค์

                จิตใจของพระนางเขมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ  ที่ได้ดูภาพนั้น  จากที่เคยยึดติดในความสวยงาม  จนกระทั่งเกิดความสะอิดสะเอียนในความน่าเกลียดของร่างกาย

                พระพุทธองค์ทรงทราบถึงความเปลี่ยนแปลงภายในใจของพระนาง  จึงตรัสเตือนสติอย่างแผ่วเบาว่า

                “เขมา สรรพสิ่งไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน  มีเกิดก็มีแปรเปลี่ยนและเสื่อมสลายในที่สุด  ดูอย่างสาวน้อยคนนี้ ในที่สุดก็ถึงซึ่งความตาย”

                พระนางได้เข้าใจถึงความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย  ตามที่ได้ส่งใจไปตามภาพนิมิตและพระธรรมเทศนา บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด และขอบวชเป็นภิกษุณี  มีชื่อว่า พระเขมาเถรี

 

                เมื่อเขียนสรุปย่อเรื่อง “พระนางเขมาเถรี”  จบแล้ว  ลองคิดเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับวิธีสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ เห็นว่ามี

                1.  พระองค์ทรงสร้างศรัทธาให้เกิดแก่ผู้ปกครองของผู้เรียนก่อน  ในเรื่องนี้  พระพุทธองค์ทรงสร้างศรัทธาให้เกิดแก่พระเจ้าพิมพิสารจนถึงขั้นสละสวนไผ่สร้างวิหารเวฬุวันถวายพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์  กับทรงมานั่งฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์บ่อย ๆ   เมื่อว่างจากพระราชกิจในมหาราชวัง  และพระเจ้าพิมพิสารเองเป็นผู้ทรงดำริให้พระนางเขมาเสด็จมาฟังพระธรรมเทศนา  เมื่อพระนางไม่ยอมก็ใช้กุศโลบายโดยให้กวีในพระราชสำนักแต่งบทชมสวนเวฬุวัน  ร้องถวายพระนางเขมาจนกระทั่งพระนางสนพระทัยและเสด็จมาชม เวฬุวันวิหารด้วยตนเอง  จะเห็นได้ว่า  การจัดการเรียนรู้นั้น ถ้าผู้ปกครองนักเรียนร่วมมือด้วย  ผลสำเร็จก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้  ดั่งหมาย

                2.  พระองค์ทรงใช้สื่อประกอบสอน  โดยเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นจนจบ   จากการที่พระพุทธองค์ทรงเนรมิตภาพ  เริ่มที่สาวสวยมาพัดวีพระองค์  จนกระทั่งจบลงที่หญิงผู้นั้นล้มลงขาดใจตายใกล้ๆ  พระองค์  นั่นคือการสร้างสื่อที่ให้เห็นความสัมพันธ์ของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ  เป็นสื่อของจริง (ในสายตาของพระนางเขมา)  ทั้งที่เป็นภาพเนรมิตหรือ “มายา”  ผลของการได้ดูภาพต่อเนื่องเป็นเรื่องราวแบบดูภาพยนตร์  พระนางเขมาจึงเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างกระจ่างแจ้งแบบรู้แจ้ง   ( Insight)  ซึ่งสื่อแบบที่พระพุทธองค์ทรงใช้นี้  ในปัจจุบันนี้มีการนำมาใช้ด้วย  เช่น  DVD    VCD     TAPE  บทบาทสมมติ  บทละคร  ภาพยนตร์   ซึ่งสื่อประเภทนี้สามารถแสดงเรื่องราวสอนได้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง  ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องได้เหมือนกับผู้เรียนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงนั้นด้วย   จึงช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องราวที่เรียนได้ง่ายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น  นี่คือความนำสมัยแห่งการใช้สื่อสอนของพระพุทธองค์

                3.  พระพุทธองค์ทรงสอนแบบให้ผู้เรียนค่อย ๆ สร้างความรู้ทีละนิดจนกระทั่งเกิดองค์ความรู้ในตัวผู้เรียนเอง   จะเห็นได้ว่า  พระพุทธองค์ทรงเนรมิตภาพสาวน้อยแสนสวยยืนถวายพัดขณะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม  ความสวยของหญิงสาวผู้นี้  ถึงกับทำให้พระนางเขมารำพึงว่า “โอ นางช่างสวยจริง” และพระนางสนใจมาก  จ้องดูหญิงสาวผู้นั้น (ตรงนี้เป็นข้อมูลที่พระนางเก็บไว้ในใจ) แล้วฉับพลันภาพผู้หญิงสาวสวยก็ค่อย ๆ มีอายุเพิ่มขึ้น  ภาพเปลี่ยนเป็นสาวสูงอายุ  สาวใหญ่  สาววัยกลางคน  เป็นหญิงแก่  แก่หง่อม    ฟันเหยิน  ผมหงอก  หลังโกง (ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ค่อย ๆ สะสมเป็นข้อมูลความรู้และตลอดเวลาที่ภาพของหญิงสาวเปลี่ยนไป  ความรู้ค่อย ๆ  เพิ่มขึ้นในจิตของพระนางเขมาด้วย)  พอภาพหญิงแก่ล้มลงขาดใจตาย  นั่นเอง  ตัวความรู้ที่สะสมอยู่ในจิตของพระนางเขมาก็โพลงขึ้น  เป็นการรู้แจ้ง (Insight) ในธรรมะทันที  ความสลดสังเวชจึงเกิดขึ้นในจิตของพระนางเขมา  ความเข้าถึงธรรม  หรือการบรรลุธรรมก็เกิดขึ้น  ทำให้อารมณ์ที่เคยยึดติดในความสวยความงามก็แปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์  สังเวช  เกิดนิพพิทา  คือความเบื่อหน่าย  คลายจาง  ก็บังเกิดขึ้นในบึ้งจิต  มีความสะอิดสะเอียนในความน่าเกลียดของร่างกาย  จุดนี้คือจุดเปลี่ยนอารมณ์ของพระนางเขมาจากเดิมที่จิตโน้มน้อมเข้าสู่ภาพที่เปลี่ยนไป ๆ เรื่อย   จิตตามติดไปเรื่อย ๆ เรื่องเดียวเป็นสมาธิ พอจิตแนบแน่นเป็นอารมณ์เดียว  จิตเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร  จิตยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน  แวบเดียวก็เกิดความสังเวชและนิพพิทาตามมา  พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางให้เห็นว่า

“เขมา สรรพสิ่งไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน  มีเกิดก็มีแปรเปลี่ยนและเสื่อมสลายในที่สุด  ดูอย่างสาวน้อยคนนี้ ในที่สุดก็ถึงซึ่งความตาย”

                ธรรมะสั้น ๆ เปรียบเหมือนบทสรุปของชีวิตข้อนี้  คือ แสงสว่างที่ส่องให้จิตของพระนางเขมาเถรีที่เคยมืดบอดมาตอนก่อนพบพระพุทธเจ้า  เพราะอวิชชา  คือความไม่รู้ในเรื่องของพระไตรลักษณ์ก็ได้รู้ได้เห็นความเป็นอนิจัง   ทุกขัง  อนัตตา   ของสังขารที่ไม่เที่ยง   เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วดับไป  “ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน  ความตายเป็นสิ่งที่ยั่งยืน” (อะธุวัง  ชีวิตัง   ธุวัง  มะระณัง)

                ข้อนี้จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงมีกลวิธีชี้ทางให้ สาวก  สาวิกา  สามารถค้นพบและสร้างความรู้ได้ด้วยตัวเอง

https://docs.google.com/docume...