พระตถาคตเจ้าทรงวางแผการสอนที่มีระดับขั้นตอนง่าย ๆ ตรงกับจริตของผู้เรียนแต่ละคน ทรงใช้วิธีการสอนวิธีเดียวกับผู้เรียนต่างกลุ่มต่างเงื่อนไขแต่สื่อประกอบที่นำใช้ต่างกัน ทรงใช้สื่อประกอบสอนที่ง่ายและใกล้ตัวผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีเป้าหมาย ( Goal ) การสอนที่ชัดเจน เตรียมการสอนแล้วนำมาสอนจริง ทรงมีการวัดประเมินผลในรูปแบบมิติคุณภาพ ( Rubrics )

อ่านเรื่องราวและวิธีการสอนที่พระพุทธองค์ทรงพระเมตตากรุณาชี้ทางให้พระราหุล  พระนันทเถระ  และพระโสณะโกฬิวิสะแล้ว  รู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่ได้สดับตรับฟังกลวิธีการสอนที่เยี่ยมยอดอย่างยิ่ง  จะเห็นได้ว่าพระตถาคตเจ้าทรงวางแผการสอนที่มีระดับขั้นตอนง่าย ๆ  ตรงกับจริตของผู้เรียนแต่ละคน  ดังที่วิเคราะห์ได้คือ

                1.  พระองค์ทรงใช้วิธีการสอนวิธีเดียวกับผู้เรียนต่างกลุ่มต่างเงื่อนไข   จะเห็นได้ว่า  ผู้เรียนทั้ง  3  องค์ คือ  พระราหุล  พระนันทะเถระ  และพระโสณะโกฬิวิสะ    พระองค์ใช้วิธีการตั้งคำถามทีละข้อ ๆ   ให้ทั้ง  3  องค์ คิดตอบตาม  แต่สื่อประกอบที่นำใช้ต่างกัน  กับพระราหุล พระองค์ใช้น้ำและขันน้ำเป็นสื่อประกอบสอนให้พระราหุลเข้าใจถึง คุณงามความดีและคุณค่าของความเป็นคน  โดยเริ่มต้นที่การไม่พูดเท็จ     กับพระนันทะเถระ  พระองค์ใช้คำถามประกอบกับใช้นางลิงหางกุดและนางฟ้าเป็นสื่อประกอบสอน  โน้มนำให้เห็นถึงความงามที่เหนือความงาม  เพื่อดึงกิเลสที่ชื่อว่า  ราคะ  ที่ซ่อนลึกอยู่ในจิตของพระนันทะออกมา  จนกระทั่งพระนันทะสามารถดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง    และกับพระโสณะโกฬิวิสะ  พระพุทธองค์ทรงใช้คำถามเป็นตัวนำและสื่อประกอบคือ  วิธีการขึงสายพิณ  เพื่อโน้มน้าวจิตที่ตั้งความหวังไว้สูงในการใคร่บรรลุธรรมให้สำเร็จที่สุด จนเกิดทุกขเวทนาซ้ำซ้อนขึ้นมา

                แม้ว่าผู้เรียนทั้ง  3  องค์นั้น   พระพุทธองค์จะทรงใช้คำถามเป็นตัวกระตุ้นให้คิด   แต่ทว่า  ผู้เรียนทั้ง  3  องค์ต่างอยู่ในภาวะเงื่อนไขที่ต่างกัน  คือ  พระราหุล  พระพุทธองค์ทรงต้องการให้เห็นคุณค่าของความเป็นคนดี  พระนันทะเถระ  พระพุทธองค์ต้องการให้พ้นไปจากความทุกข์ใจที่พลัดพรากจากพระชายาที่เพิ่งอภิเษกสมรสยังไม่ทันได้ส่งตัวเข้าหอ   และกับพระโสณะโกฬิวิสะนั้น  เงื่อนไขอยู่ตรงที่อยากบรรลุธรรมเร็ว ๆ  แล้วพระองค์ก็ทรงใช้วิธีการขึงสายพิณอุปมาอุปมัยกับการปฏิบัติธรรมสอนให้บรรลุเป้าหมาย (Goal)  ที่ทรงวางไว้ได้ 

                2.  พระพุทธองค์ทรงใช้สื่อประกอบสอนที่ง่ายและใกล้ตัวผู้เรียนเป็นรายบุคคล  ข้อนี้จะเห็นได้ว่า  ชีวิตของภิกษุที่อยู่ป่านั้น  เวลาล้างเท้าก็ใช้ขันน้ำ  ตักน้ำมาล้างเท้า  พระราหุลก็ใช้สิ่งนี้เป็นประจำ  เมื่อพระองค์นำขึ้นมาเป็นสื่อสอนทีละขั้น ๆ จากน้ำเต็มขันจนน้ำหมดขันเหลือแต่ขันเปล่า ๆ  ขั้นตอนตรงนี้คือ  กลวิธี โน้มน้าวให้พระราหุลมองเห็นภาพความจริง  ที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบให้เห็นจากของจริงไปสู่นามธรรม  สื่อนี้เหมาะสำหรับเด็กน้อยที่ยังเป็นเณรอยู่  เพราะพระองค์ทรงสอนจากน้ำเต็มขันแล้วค่อยลดลง  เปรียบให้เห็นความน้อยค่าของคนกล่าวเท็จที่ค่อย ๆ  หมดค่าลง  จนกระทั่งขันว่างเปล่าคือ ความไร้คุณค่าของคนกล่าวเท็จ     ทั้ง ๆ ที่รู้ความจริงของสิ่งที่กล่าว  ซึ่งวิธีการนี้ก็ยังนำมาใช้สอนอยู่ในปัจจุบัน คือ

                                จากของจริง          ไปสู่        ของจำลอง

                                จากของจำลอง     ไปสู่        ภาพ

                                จากภาพ                 ไปสู่        นามธรรม

                กับพระนันทะเถระ   วัยหนุ่มที่ลุ่มหลงอยู่กับความสวยความงาม และมั่นใจว่า พระชายาเป็นผู้หญิงที่สวยมากถึงกับทูลต่อพระพุทธองค์ว่า “สวยมาก พระเจ้าข้า  ไม่มีนางใดทัดเทียมอีกแล้วในโลกนี้”  นี่คือความลุ่มหลง  นี่คือตัว ราคะ  ที่มีอยู่ในจิตของพระนันทะเถระ  พระพุทธองค์จึงทรงใช้วิธี หนามบ่งหนาม  นั่นคือ ให้ดูนางฟ้าที่สวยงามกว่าพระชายาของนันทะ  แล้วกิเลสที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตก็แสดงออกมา  จนถึงกับทูลพระพุทธองค์ว่า  “ชนบทกัลยานี  ถ้าอยู่ต่อหน้านางอัปสรเหล่านี้แล้ว ก็มิต่างกับลิงหางกุดตัวที่เห็นระหว่างทาง พระเจ้าข้า”  และยังแสดงกิเลสต่ออีกเมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า “อยากได้ไหม  นันทะ”  พระนันทะเถระทูลตอบว่า  “อยากได้  พระพุทธเจ้าข้า”  แล้วในที่สุด ความอยากถูกดับด้วยความอยากที่พระนันทะเถระมีนั่นเอง  เรียกว่าพระองค์ทรงใช้ กุศโลบาย ด้วยการให้กิเลสดับกิเลส

                สำหรับพระโสณะโกฬิวิสะนั้น  มีความพยายามที่จะปฏิบัติธรรมให้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดโดยเร็ว  ก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง  แต่เป็นด้านกุศลธรรม  พระองค์จึงใช้วิธีการอุปมาอุปไมยให้เห็นโดยใช้สื่อที่พระโสณะสัมผัสอยู่เป็นประจำ  คือ พิณ  ซึ่งในปราสาท  3  ฤดูมีอยู่ตลอดเวลา  เพื่อขับกล่อมโสณะโกฬิวิสะ  ให้เพลิดเพลินเจริญใจ   ภาพของพิณจึงสามารถโน้มนำใจของพระโสณะให้มองเห็นคล้อยตามและมีสติระลึกได้  จนสามารถหาความพอดี ของการปฏิบัติธรรมได้ถูก  จึงบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด   ทั้งหมดนี้คือ การใช้สื่อการสอนได้ตรงกับจริตผู้เรียนเป็นรายบุคคล

                3.  พระองค์มีเป้าหมาย ( Goal )  การสอนที่ชัดเจน เตรียมการสอนแล้วนำมาสอนจริง  ข้อนี้จะเห็นได้ว่า  พระตถาคตทรงเป็นต้นแบบของครูมืออาชีพ  คือ  มีเป้าหมายการสอน (Goal )  ที่ชัดเจน   กับพระราหุลต้องการให้เห็นโทษของการพูดเท็จ  เป็นจุดประสงค์นำทางเพื่อเดินสู่จุดประสงค์ปลายทาง คือ คุณค่าของความดี   ราหุล  คนที่พูดเท็จทั้งที่รู้   ย่อมไม่มีคุณความดีเหลืออยู่เลย  ดุจขันเปล่านี้”  กับพระนันทะเถระและพระโสณะโกฬิวิสะ    พระองค์ต้องการให้บรรลุพระอรหันต์ แล้วพระองค์ก็ทรงทำได้สำเร็จ  เพราะพระองค์ทรงเตรียมวางแผนการสอนและนำมาสอนตามแผน  เป็นขั้นเป็นตอนอย่างชัดเจน  สังเกตได้จากการใช้คำถามจากง่ายแล้วค่อยยากขึ้น     แต่เป็นการยากที่ไม่ยากเพราะในคำถามนั้นเป็นคำถามแบบโน้มน้าวผู้เรียนให้เห็นคล้อยตามได้  การใช้คำถามอย่างมีขั้นตอนแบบนี้  ถ้าไม่เตรียมจะทำได้ยากมาก  นี่แสดงให้เห็นว่า  พระองค์ทรงวางแผนการสอนก่อนสอนแล้วสอนตามแผนที่วางไว้  ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นแก่ผู้เรียนและผู้สอน

                4.  พระองค์ทรงมีการวัดประเมินผลในรูปแบบมิติคุณภาพ  ( Rubrics )  ตรงนี้กล้ากล่าวว่า  พระตถาคตเจ้าเป็นต้นแบบของการออกแบบวัดและประเมินแบบมิติคุณภาพที่มีเกณฑ์การประเมินชัดเจน  ดังนี้

ระดับคุณภาพของอริยบุคคล

 

พระอรหันต์

4

- รู้เท่าทันความคิดขณะที่กำลังคิด จึงตัดจากความคิดได้  ไม่ต้องไปเกิดซ้ำในลักคิด ที่จะติดตามให้เป็นภพชาติต่อไปอีก

พระอนาคามี

3

-  จับความคิดได้แต่ไม่ทันขณะกำลังเกิด  แต่ความรู้สึกตัวตามมาจับความคิดได้ทัน ไม่ให้เกิดซ้ำอีก  ยังมีอวิชชาหลงเหลืออยู่  แต่กิเลสเบาบางมาก

พระสกนาคามี

2

-  ยังหลงอยู่ในความคิดไม่เกินครั้งเดียว  สติความรู้สึกตัวตามมาทันไม่มีความลักคิดเกิดตามมาเป็นรอบสอง

พระโสดาบัน

1

-   ยังหลงอยู่ในความคิด  แต่ไม่เกิน  7  ครั้ง  ความรู้สึกตัวตามมากำจัดความคิดได้  อาจตามมาทันเมื่อผ่านไปแล้ว  1  รอบ   จะรู้เท่าทันความคิดได้

 

ที่มา :  หลวงพ่อคำเขียน  ( อ้างถึงใน  น.พ.คงศักดิ์  ตันไพจิตร : ภาวนา  ภาษาธรรม : 2547 )

 

 

ระดับคุณภาพของอริยบุคคล

 

พระโสดาบัน

1

- เริ่มมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง อริยสัจ 4 ตามความเป็นจริง (ละอวิชชาได้) 

-  เริ่มละความเห็นว่าเป็นตัวของตน (สักกายทิฎฐิ )

-  เริ่มละความสงสัย (วิจิกิจฉา) ในเรื่องไตรลักษณ์และอริยสัจ 4 

- เริ่มละความยึดมั่นถือมั่นในข้อปฏิบัติ    ต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา (สีลัพพต ปรามาส) ได้บ้าง

ภาพที่ปรากฏ

พระโสดาบันจึงเป็นผู้เริ่มละความหลงได้ คือเริ่มรู้เรื่องอริยสัจ  4  รวมทั้งเรื่องของไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงที่เกิดในจิตลึกที่เห็นจากการเห็นกายในกาย  เห็นเวทนาในเวทนา  เห็นจิตในจิตและเห็นธรรมในธรรม

พระสกทาคามี

2

มีความรู้ความสามารถละสังโยชน์ที่พระโสดาบันละได้  รวมทั้งละกิเลส (โลภ  โกรธ หลง )  ให้เบาบางลง  ซึ่งเป็นการละกิเลสอย่างหยาบ (เบื้องต่ำ) ได้มากขึ้น

 

ภาพที่ปรากฏ

สามารถปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์  8  ได้ครบถ้วน  มีความทุกข์อยู่บ้างแต่น้อยมาก

พระอนาคามี

3

มีความรู้ความสามารถในการละสังโยชน์ที่พระสกทาคามีละได้หมดและละความกำหนัดยินดีในกามคุณและกามราคะหรือละความโลภ   ความโกรธ  ความหลงได้หมด

ภาพที่ปรากฏ

เป็นผู้มีจิตใจไม่ใฝ่ในกามคุณ  จึงทำให้จิตใจไม่ดิ้นรนที่จะเสพกามเช่นปุถุชน  ความทุกข์จึงลดลงจนเหลือน้อยมาก

พระอรหันต์

4

ละความโลภ  โกรธ  หลง ได้หมดสิ้น  ละสังโยชน์ทั้งเบื้องต่ำเบื้องสูงได้อย่างสิ้นเชิง  ดับกองทุกข์ได้อย่างต่อเนื่อง

ภาพที่ปรากฏ

เป็นผู้มีจิตผ่องใส  ปราศจากความคิดทะเยอทะยานอยาก และความยึดมั่นถือมั่น ไม่โกรธ ไม่โลภ  ไม่หลง

 

ที่มา :  นายแพทย์เอกชัย  จุลาจาริชต์ : แก่นธรรม (อริยสัจ  4 ) 2544.

https://docs.google.com/docume...