ผ่าตัดแปลงเพศแฟชั่นหรือ?

คอลัมน์ Ask an Expert นพ.ปรีชา

นิตยสาร atoffice พ.ศ.2552

เขียน อธิษฐานบารมี

 

 

ศัลยกรรมแปลงเพศของไทยได้ใจทั่วโลก



      ไม่เพียงแต่การเสริมจมูก เสริมหน้าอก รีแพร ฯลฯ ที่เทคโนโลยีในประเทศไทยสามารถสนองตอบโดนใจสาวแท้ สาวเทียมได้เหมือนจริงเท่านั้น แม้แต่สาวห้าวที่ต้องการเป็นชายทั้งกายและใจ ศัลยกรรมก็ยังตกแต่ง เติมแต้ม ให้ความคิดของพวกเขาเป็นจริงได้ดังฝัน แต่จะใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน น.พ.ปรีชา เตียวตรานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมมากว่า 30 ปี ทั้งเคยดูแลคนไข้ระดับไฮโซและดาราดังๆ มาแล้ว จะมาให้ความรู้ที่ไม่ลับในเรื่องนี้กันค่ะ

 

ผ่าตัดแปลงเพศแฟชั่นหรือ?

ไม่ใช่ครับ เขาเป็นอยู่แล้วและสังคมวันนี้ยอมรับมากขึ้น ทำให้พวกเขากล้าออกมาแสดงตัว เมื่อก่อนคนเหล่านี้ไปแปลงเพศ ตัดและเย็บแบบไม่น่าดู แล้ววิ่งมาหาผมทำศัลยกรรมพลาสติกให้ เมื่อมีมากเข้าจึงคิดว่า ในเมื่อผมเป็นศัลยแพทย์ ทำไมไม่ช่วยพวกเขาได้สิ่งที่ใช้ได้ไปตั้งแต่ต้น จึงได้เริ่มศัลยกรรมแปลงเพศให้คนไข้ตั้งแต่นั้น พวกเขาจึงรู้สึกปลอดภัย กล้ามาผ่าตัดกว่าแต่ก่อน

 

ปัจจุบันไทยเป็นศูนย์รวมการผ่าตัดแปลงเพศที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะราคาถูก บริการดี ผลการผ่าตัดดี ให้ผลลัพธ์เหมือนธรรมชาติ การผ่าตัดชายเป็นหญิงนั้นง่าย เรียบร้อยในการผ่าตัดครั้งเดียว เพียงตัดอวัยวะเพศออก ทำช่องคลอด Clitoris แคมนอก แคมใน ชายที่มีอวัยวะเพศสั้นหรือขลิบปลายมาแล้ว จะนำหนังมาบุทำห้องโถงไม่พอ ต้องเอาหนังส่วนอื่นมาปะ จึงแนะให้ใช้ลำไส้ใหญ่มาต่อเป็นช่องคลอดแทนหนัง เพราะมันยืดหยุ่นและมีเมือกหล่อลื่นธรรมชาติ เพียงแต่จะมีเมือกมากช่วง 6 เดือนแรก แต่การสร้างมดลูกหรือรังไข่ยังไม่มีวิธีการ ระยะพักฟื้นโดยรวมใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์

 

 

ส่วนหญิงต้องการเป็นชาย อาจต้องผ่าตัดถึง 6-7 ครั้ง โดยคนไข้ที่เคยกินฮอร์โมนชายมาก่อนแล้ว จะเริ่มจากตัดเต้านมออก แล้วตัดมดลูก ตัดรังไข่ทิ้งในลำดับต่อไป ถึงตอนนี้รูปร่างจะดูเหมือนผู้ชายแล้ว จึงไปเข้าห้องน้ำผู้หญิงไม่ได้ แต่ถ้าไปเข้าห้องน้ำชายก็ยืนฉี่ไม่ได้ นอกจากปิดประตู เขาจึงอยากยืนฉี่ให้ได้ บางคนต้องการความรู้สึกระหว่างร่วมรักด้วย ซึ่งการจะทำได้อย่างนั้น อวัยวะเพศต้องแข็งตัว แต่ที่ขอมากที่สุดคือยืนฉี่ได้ วิธีการคือยืดอวัยวะเพศหญิงให้มาใกล้เคียงกับชาย ซึ่ง Clitoris ของหญิง เปรียบได้กับ Penis ของชาย หากหญิงได้รับฮอร์โมนชาย Clitoris จะใหญ่ขึ้น แพทย์จะยืดออกมาได้ประมาณ 1 นิ้ว ส่วนท่อปัสสาวะหญิงอยู่ระดับผิวหนัง จึงต้องต่อท่อปัสสาวะให้ไปออกที่ปลาย รวมแล้วจะมีอวัยวะเล็กๆ คล้ายของเด็กชาย (Micro Penis) และยืนฉี่ได้ มีความรู้สึกทางเพศปกติ ส่วนลูกอัณฑะจะยืดแคมนอกแล้วใส่ซิลีโคนเข้าไปทำให้คล้ายของธรรมชาติ จากนั้นจะตัดมดลูกและลอกเยื่อบุช่องคลอดออกเพื่อเย็บปิด ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 อาทิตย์ หากคนไข้อยากได้อวัยวะเพศยาวขึ้น ก็ต้องเอาหนังจากต้นขา จากสีข้าง หรือหน้าท้องมาเพิ่ม แต่เนื้อบริเวณนี้จะไม่มีความรู้สึกทางเพศ และมันยังอ่อนก็ต้องใส่แกนดามให้แข็ง ซึ่งจะอยู่อย่างนี้โดยไม่มีการอ่อนตัวตลอดไป

 


ต่อกระแสข่าววัยรุ่นชายนิยมตัดลูกอัณฑะ

 

ข่าวที่ออกมาทำให้ผู้ได้ยินคิดว่า ใครนึกอยากผิวสวยอย่างเพศหญิง ก็มาตัดลูกอัณฑะ ซึ่งที่จริงการที่แพทย์จะผ่าตัดอะไร เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าตัดมะเร็ง ฯลฯ หรือแม้แต่ศัลยกรรมตา จมูก เต้านม ฯลฯ ต้องมีข้อบ่งชี้ว่า ทำเพื่ออะไร ทำไมถึงได้ทำ เหตุผลคืออะไร?

 

บางคนไม่สามารถกินยาปรับฮอร์โมนเพศหญิงได้ เพราะตราบที่มีลูกอัณฑะก็จะยังมีการสร้างฮอร์โมนชาย ทำให้ต้องกินยาปรับฮอร์โมนหญิงที่มีปริมาณ (Dose) สูงมากในแต่ละครั้ง มีผลกระทบต่อตับ เส้นเลือดตีบ เลือดจับตัวแข็ง ถ้าแพทย์ทราบต้องพิจารณาลดปริมาณยาที่ให้ แต่ถ้าลดปริมาณยา ก็จะมีผลต่อการปรับฮอร์โมนชายให้เป็นหญิง ก่อนที่จะทำการผ่าตัดแปลงเพศ แพทย์จึงพิจารณาผ่าตัดลูกอัณฑะออก เพื่อลดปริมาณฮอร์โมนชาย คนไข้ก็จะกินยาปรับฮอร์โมนเพศหญิงน้อยลงได้ จากนั้นระหว่าง 2 ปี จิตแพทย์ยังจะต้องดูว่า จิตใจคนไข้ยังคงต้องการเป็นหญิงต่อไปจริงหรือไม่ ตามกฎของสมาคมแพทย์สากล จึงจะพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนเพศให้

 

      นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่น เช่น คนไข้คนหนึ่งมาปรึกษาว่าภรรยาให้เขามาตัดลูกอัณฑะ เพราะเขา Over active วันละ 3-4 หน ผมคุยกับภรรยาและสามีแยกเป็นการส่วนตัว ถามสามีว่า มีอะไรในใจ สามีบอกว่าเขาอยากแสดงว่าเป็น Man เลยรู้ว่าเขามีภาวะ Gender identity disorder ผมส่งเขาไปปรึกษาจิตแพทย์ว่าเขามีความผิดปกติที่สมองทำงานไม่สัมพันธ์กันหรือไม่ เมื่อจิตแพทย์ Confirm กลับมาให้กินยาปรับฮอร์โมน แต่คนไข้กินยาไม่ได้ เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาใหญ่โต หากกินยาปรับฮอร์โมนจะทำให้หน้าอกโต เสียบุคลิกภาพ จิตแพทย์จึงแนะนำให้ตัดลูกอัณฑะออกเพื่อลดอาการของเขา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่แพทย์จะทำอะไรต้องพิจารณาแล้วจึงจะทำ ไม่ใช่ทำไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้

 

น.พ.ปรีชา ฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า ก่อนที่ใครจะตัดสินใจแปลงเพศควรศึกษาว่า

1) แพทย์ที่ดูแลคือใคร มีประวัติยังไง ทำงานมานานเท่าไหร่ ทำที่ไหน

2) ระลึกเสมอว่า เมื่อแปลงเพศแล้ว เขาจะไม่มีฮอร์โมนแท้ๆ อยู่ในร่างกาย ฉะนั้นต้องกินยาฮอร์โมนตามเพศที่เปลี่ยนไปตลอดชีวิต เพื่อช่วยรักษาสรีระของเขาให้ยืนนาน ไม่เช่นนั้นกระดูกอาจผุ

3) การกินยาปรับฮอร์โมน ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแล เพราะยาอาจมีผลเสียต่ออวัยวะภายในโดยเฉพาะตับ