พระธรรมคำงสอนที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตปฏิบัติได้ทุกเพศทุกวัย(คัดมาจากบทธรรม "คิริมานนทสูตร")
เมืองพระนิพพาน
ตะทะนันตะรังในลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเทศนาต่อไปอีกว่า ดูกรอานนท์ นิพพานัง นะคะรัง นามะ อันเชื่อว่าเมืองพระนิพพาน ย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก โลกมีที่สุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดนั้น พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ คำที่ว่าที่สุดแห่งโลกนั้น จะถือเอาอากาศโลกหรือจักรวาลโลกเป็นประมาณนั้นมิได้ อากาศโลกและจักรวาลโลกนั้นมีที่สุดเบื้องต่ำก็เพียงใต้แผ่นดิน แผ่นดินนี้มีน้ำรอง ใต้น้ำนั้นมีลม ลมนั้นหนาได้ 9แสน 4หมื่นโยชน์สำรองน้ำไว้ ใต้ลมน้ำลงไปเป็นอากาศหาที่สุดมิได้ ที่สุดโลกเบื้องต่ำก็เพียงลมเท่านั้น อันว่าที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องขวางนั้นมีอนันตจักรวาลเป็นเขตนอก อนันตจักรวาลออกไปเป็นอากาศว่าง ๆ อยู่ จึงว่าโดยขวางมีอันตจักรวาลเป็นที่สุด
อันว่าที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องบนนั้นมีอรูปพรหมเป็นเขต เฉพาะอรูปพรหม 4 ชั้นนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็นนิพพานพรหมหรือนิพพานโลก นิพพานโลกนี้เป็นที่ไม่สิ้นสุด ส่วนว่านิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนิพพานเป็นที่สุดแล้ว ต่ออรูปพรหม 4 ชั้นขึ้นไปก็เป็นแต่อากาศที่ว่าง ๆ อยู่ จึงว่าที่สุดเบื้องบนเพียงอรูปพรหมเท่านั้น จะเข้าใจเอาเองว่าลมรองน้ำและอนันตจักรวาลและอรูปพรหมเป็นที่สุดของโลก เมื่อพระนิพพานคงตั้งอยู่ในที่สุดของโลกเหล่านั้น ดังนี้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามว่าอย่าพึงเข้าใจอย่างนั้นเลย.
ที่ทั้งหลายเหล่านั้นใคร ๆ ก็ไม่สามารถไปถึงด้วยกำลังกาย หรือด้วยกำลังยานพาหนะมียานช้างยานม้าได้ อย่าเข้าใจว่าเมืองนิพพานตั้งอยู่ในที่สุดของโลกเหล่านั้น หรือตั้งอยู่ในที่แห่งนั้นแห่งนี้ อย่าเข้าใจว่าตั้งอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเลย. แต่ว่าพระนิพพานนั้นหากมีอยู่ในที่สุดของโลกเป็นของจริง ไม่ต้องสงสัยให้ท่านทั้งหลายศึกษาให้เห็นโลกรู้โลกเสียให้ชัดเจน ก็จักเห็นพระนิพพาน พระนิพพานก็ตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลกนั้นเอง
ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายถึงที่สุดโลกออกจากโลกได้แล้วจึงเชื่อว่าถึงพระนิพพาน และรู้ตนว่าเป็นผู้พ้นทุกข์แล้ว และอยู่สุขสำราญบานใจทุกเมื่อ หาความเร่าร้อนโศกเศร้าเสียใจมิได้ ถ้าผู้ใดยังไม่ถึงที่สุดโลกยังออกจากโลกไม่ได้ตราบใด ก็ชื่อว่ายังไม่ถึงพระนิพพานจะต้องทนทุกข์น้อยใหญ่ทั้งหลายเกิดๆ ตายๆ กลับไปกลับมาหาที่สุดมิได้อยู่ตราบนั้น
บุคคลทั้งหลายเป็นผู้ต้องการ พระนิพพาน แต่หารู้ไม่ว่าพระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน การปฏิบัติในทาน ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นทางไปสู่พระนิพพาน ก็ไม่เข้าใจ เมื่อไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจแล้วจะไปสู่พระนิพพานนั้นเป็นการลำบากยิ่งนัก.
เปรียบเหมือนคน 2 คน ผู้หนึ่งตาบอด ผู้หนึ่งตาดี จะว่ายน้ำข้ามมหานทีอันกว้างใหญ่ เปรียบเหมือนคน 2 คนนั้น ผู้ใดจักถึงฝั่งข้างโน้นก่อน คนผู้ตาดีต้องถึงก่อน. ส่วนคนผู้ตาบอดนั้นจะว่ายน้ำข้ามไปถึงฝั่งฟากโน้นแสนยากลำบาก บางที่จะตายเสียในท่ามกลางแม่น้ำ เพราะไม่รู้ไม่เห็นว่าฝั่งอยู่ที่ไหน
ข้ออุปมานี้ฉันใด คนไม่รู้ไม่เห็นพระนิพพานอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร ทางจะไปก็ไม่เข้าใจ เป็นแต่อยากได้อยากถึง อยากไปพระนิพพาน เมื่อเป็นเช่นนี้การได้ถึงของผู้นั้นก็ต้องเป็นของลำบากยากแค้นอยู่ เป็นของธรรมดา บางทีจะตายเสียเปล่า จะไม่ได้เงื่อนเค้าของนิพพานเลย.
ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่า พระนิพพานอยู่ที่สุดของโลก ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางไปพระนิพพาน ถ้ารู้อย่างนี้ยังมีทางที่จะถึงพระนิพพานได้บ้าง แม้เมื่อรู้แล้วอย่างนั้นก็จำต้องพากเพียรพยายามเต็มที่ จึงจะถึงเหมือนคนตาดีว่ายน้ำข้าม ก็ต้องพยายามจนสุดกำลังจึงจะข้ามพ้นได้ มีอุปไมยเหมือนกันฉันนั้น.
ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายผู้ปรารถนาพระนิพพานควรศึกษาให้รู้แจ้งครั้นรู้แจ้งแล้วถึงก็ตามไม่ถึงก็ตาม ก็ไม่เป็นทุกข์แก่ใจ ถ้าไม่รู้แต่อยากได้ย่อมเป็นทุกข์มากนัก. เปรียบเหมือนบุคคล อยากได้วัตถุสิ่งหนึ่งแต่หากไมรู้จักวัตถุสิ่งนั้น ถึงวัตถุสิ่งนั้นจะมีอยู่จำเพาะหน้า ก็ไม่อาจถือเอาได้เพราะไม่รู้ ถึงจะมีอยู่ก็มีเปล่าๆ ส่วนตัวก็ไม่หายความอยากได้ จึงเป็นทุกข์ยิ่งนัก.
ผู้ปรารถนาพระนิพพานแต่ไม่รู้จักพระนิพพานก็เป็นทุกข์เช่นนั้น จะถือเสียว่าไม่รู้ก็ช่างเถอะ เราปรารถนาเอาคงจะได้อย่างนี้ก็ผิดไป ใช้ไม่ได้. แม้แต่ผู้รู้แล้วตั้งหน้าบากบั่นขวนขวาย จะให้ได้ถึงก็ยังเป็นการยากลำบากอย่างยิ่ง บุคคลผู้ไม่รู้ไม่เห็นพระนิพพาน และจะถึงพระนิพพานจะมีมาแต่ที่ไหน.
อย่าว่าแต่พระนิพพานเลย แม้จะทำการสิ่งใดก็ดี เป็นต้นว่า ช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างไม้ ช่างวาดเขียนต่างๆเป็นต้น ต้องรู้ด้วยใจหรือเป็นด้วยตาเสียก่อนจึงจะกระทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ ผู้ปรารถนาพระนิพพานก็ต้องศึกษาให้รู้พระนิพพานไว้ก่อน จึงจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ จะมาตั้งหน้าปรารถนาเอาโดยความไม่รู้นั้นจะมีทางได้มาที่ไหน.
ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายควรจะศึกษาให้รู้ให้แจ้งทางของพระนิพพานไว้ให้ชัดเจน แล้วไม่ควรประมาท แม้ปรารถนาจะไปก็ไป แม้ไม่ปรารถนาจะไปก็อย่าไป.
ครั้นเห็นดีแล้วจิตประสงค์แล้ว ก็ให้ปฏิบัติในทางของพระนิพพานด้วยจิตอันเลื่อมใสก็อาจจะสำเร็จ ไม่สำเร็จก็จะเป็นอุปนิสัยต่อไป ผู้ที่ไม่รู้แม้ปรารถนาจะไป หรืออยู่ใกล้ ที่นั้นบ่อยๆ ก็ไม่อาจถึงเพราะเข้าใจผิดคิดว่าอยู่ที่นั่นที่นี่ ก็เลยผิดไปตามจิตที่คิดหลงไปหลงมา อยู่วัฎสงสาร ไม่มีวันที่จะถึงพระนิพพานได้.