อีกวิธีหนึ่งที่ผมมักจะนำมาใช้ คือ ผมจะย่อเรื่องที่อยากจะให้เด็ก ๆ เรียนรู้ไปให้พวกเขาอ่าน เรื่องย่อที่จะไม่กล่าวถึงจุดจบของเรื่องนั้น แล้วจะถามว่า พวกเขาอยากรู้เรื่องใดบ้าง เมื่ออ่านเรื่องย่อนั้นแล้ว ปรากฏว่าพวกเด็ก ๆ บอกเรื่องที่เขาอยากรู้ให้ผมเขียนบนกระดานดำ เมื่อเขียนสิ่งที่เด็ก ๆ บอกเสร็จแล้ว แรก ๆ ก็จะช่วยกัน นำสิ่งที่บอกนั้นแปลงเป็นประโยคคำถามแล้วเขียนไว้บนกระดานดำ ฝึกฝนจนกระทั่งพวกเด็ก ๆ สามารถคิดเขียนเป็นประโยคคำถามเองได้ในภายหลังจากที่พวกเขาอ่านเรื่องย่อแล้ว และต่อมาผมก็ให้ดูหนังสือที่เขาอยากอ่าน ให้อ่านเร็ว ๆ รวดเดียวจบ แล้วมาตั้งคำถาม เมื่อเห็นว่า ใช้วิธีนี้เด็กจะตั้งคำถามได้ก็ให้ดูชื่อเรื่อง ภาพประกอบ แล้วตั้งคำถาม นี่คือวิธีการฝึกการตั้งคำถามจากเรื่องที่อยากรู้ในหนังสือที่อยากอ่าน
อีกวิธีหนึ่งที่ผมนำฝึกฝนนักเรียนคือ ผมจะหยิบสิ่งที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้ เช่น ก้อนหิน ยาสามัญประจำบ้าน หรือน้ำ และหรืออะไรก็ได้ที่เราจะต้องเรียนรู้ แล้วมาร่วมกันตั้งคำถาม เพื่อจะค้นหาคำตอบจากแหล่งเรียนรู้
ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผมจะให้เด็ก ๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ เพื่อเรียนรู้เรื่องชุมชนของเรา วิธีนี้พวกเด็ก ๆ จะสามารถตั้งคำถามได้มากกว่าวิธีอื่น ๆ เพราะว่า พวกเขารู้คำตอบอยู่บ้างแล้ว และรู้ว่าเขาอยากจะรู้เรื่องอะไรต่อจากที่เขารู้แล้วอีกบ้าง เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องที่รู้ๆ อยู่แล้วแต่อยากรู้ต่อ ทำให้คิดคำถามได้มาก ผมจึงปรับใช้โดยให้อ่านหนังสือก่อนหนึ่งรอบ แล้วมาตั้งคำถามเจาะลึก ถ้าถามได้น้อย อ่านอีก ตั้งคำถามอีก ทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ ก็จะได้เพิ่มขึ้น เด็ก ๆ จะฝึกคิดดีขึ้น ๆ แต่ทั้งนี้ผมจะต้องเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า เมื่อเห็นว่าผู้เรียนคิดไม่ออกหรือคิดได้เพียงแค่นั้นแล้ว ผมจะนำคำถามที่ผมเตรียมไว้ออกมาให้ดู เด็ก ๆ จะดูว่าข้อใดตรงกับที่เขาคิดบ้าง และถ้าข้อใดไม่ตรงกับที่พวกเขาคิดไว้ก็จะลอกเก็บไว้และมันก็เป็นบทเรียนเรื่องการฝึกคิดตั้งคำถามอีกแบบหนึ่ง ทำไปบ่อย ๆ ข้อมูลมากขึ้น ความรู้ของผู้เรียนก็จะเพิ่มพูนขึ้นเอง
การตั้งคำถามนี้ควรกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามแบบเจาะลึก ละเอียดมากเท่าไรจะดี เพราะจะเข้าสู่การคิดเชิงวิเคราะห์ คำถามชนิด เหตุใด ทำไม อย่างไร คำถามจำพวกนี้จะดีกว่าคำถามที่ถามว่า เมื่อไร ใช่ไหม อะไร ครูควรเน้นย้ำคำถามชนิดแรกให้มากที่สุด และคำถามชนิดหลังมีให้น้อยที่สุด เพราะเป็นคำถาม พวกความจำ ไม่ใช่ถามให้คิด คำถามที่กระตุ้นผู้ตอบให้คิดนั้น ผู้ถามจะต้องคิดถาม ต้องพินิจพิจารณา วิเคราะห์เสาะหาแง่มุมมาตั้งคำถาม
การตั้งคำถามเชิงคิดวิเคราะห์นั้น ครูต้องฝึกให้ผู้เรียน เป็นคนช่างสังเกต มองเห็นแง่มุมที่ต่างมุม แล้วนำมาตั้งคำถามเชิงหาเหตุหาผล ฝึกไปถามไปบ่อยๆ ก็จะได้แบบอย่างที่เป็นของตนเองได้
เทคนิคการตั้งคำถามมีความสัมพันธ์กับการเขียนกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไร ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยอย่างนี้ก็ได้ เพราะตอนที่ 14 ชื่อว่า “จะเขียนกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไร” แต่ผมกลับมากล่าวถึง เทคนิคการตั้งคำถาม ตั้งค่อนเรื่อง
ผมขอตอบว่า การเรียนรู้แบบผู้เรียนจะต้องวางแผนการเรียนรู้เองนั้น ผู้เรียนจะต้องตั้งคำถามเป็น ผมขอย้ำว่า ตั้งคำถามเป็น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับใคร ๆ เพราะจะต้องรู้ว่า ตั้งอย่างไร จึงจะเรียกว่าตั้งคำถามเป็น เช่น เห็นคนซึ่งซักผ้าอยู่ เราถามว่า “ซักผ้าหรือครับ” การตั้งคำถามอย่างนี้ ไม่ใช่คนตั้งคำถามเป็น ต้องตั้งคำถามแบบที่ผู้ตอบจะต้องคิดหาเหตุผลมาตอบด้วย “ทำไมเพิ่งซักผ้า” เป็นคำถามที่ดีกว่าคำถามแรก
เมื่อคุณครูเห็นความจำเป็นของการตั้งคำถามแล้ว ผมคิดว่าสิ่งแรกที่คุณครูพึงกระทำคือ ฝึกฝนผู้เรียนให้สามารถตั้งคำถามเป็นเพื่อจะไม่ลำบากในการคิดวางแผนการเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ยุคนี้คุณครูจะต้องจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของรัฐให้มากที่สุด ผมได้วิเคราะห์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมาให้เห็นในบทต้น ๆ แล้วว่า รัฐต้องการให้ครูนำสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นมาเป็นสถานการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และรัฐยังต้องการให้ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนการเรียนรู้ด้วยตัวของผู้เรียนเองด้วย ดังนั้น บทเรียนต่าง ๆ นั้นคุณครูจะต้องกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยวิธีการวางแผนการเรียนรู้เองและอิงแอบสถานการณ์ปัญหาที่เกิดมีในชุมชนขึ้นมาเรียนรู้ ยกตัวอย่าง เรื่อง คำ ครูสนทนากับผู้เรียนถึงสถานการณ์ชุมชน เมื่อผู้เรียนบอกข่าวชุมชน ครูก็เขียนในกระดานดำ ช่วยกันอ่านทบทวน แล้วร่วมกันถอดคำ ออกมาจากประโยคที่เขียนไว้ ถ้าจะแยกชนิดของคำ ก็แยกในภายหลัง แล้วนำเรื่องราวปัญหานั้นมาคิดหาวิธีการแก้ไข สรุปได้แล้ว นำคำหรือชนิดของคำที่แยกออกมาให้เห็นนั้น มาผูกร้อยเป็นประโยคเป็นคำตอบถึงวิธีการแก้ปัญหาที่ร่วมกันสรุปได้ จะเห็นว่า เรียนเรื่องคำแล้วนำใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ในแผนการเรียนรู้และคุณลักษณ์ที่รัฐต้องการ
เวลาเขียนกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ผมมักจะให้ผู้เรียนคิดวางแผนการเรียนรู้เองโดยเขียนไว้ในแผนว่า
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม...........
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันคิดวางแผนการเรียนรู้ใน
ประเด็น
2.1 เราเรียนเรื่องนี้ทำไม (ตั้งจุดประสงค์)
2.2 เราจะเรียนรู้ขั้นรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องใดบ้าง
(ตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบ)
2.3 เราจะไปค้นหาข้อมูลคำตอบจากแหล่งเรียนรู้ใดได้
บ้าง
2.4 เราจะออกแบบการเก็บข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้
อย่างไรบ้าง
2.5 เราจะนำคำตอบที่ได้มา เสนอในที่ประชุมกลุ่ม
ชั้นในรูปแบบใด
1.6 เราจะสรุปรายงานผลการเรียนรู้ในรูปแบบใด มี
ขั้นตอนจัดทำอย่างไรบ้าง
แรกเริ่มเดิมทีที่ผมนำประเด็นการคิดวางแผนการเรียนรู้นี้ไปสอนลูกศิษย์ของผม ปรากฏผลว่าต้องใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง แต่เมื่อสอนบ่อย ๆ โดยใช้สถานการณ์ต่างกัน ในที่สุดสามารถใช้เวลานานเพียงครึ่งชั่วโมงก็วางแผนการเรียนรู้ได้ ความจริงแล้วเรื่องเวลานาน เร็ว มีความสำคัญน้อยกว่ารายละเอียดของคำถามนั้น สามารถเจาะลึกประเด็นปัญหาได้มากน้อยเพียงใด ผมดูที่คำถามเป็นหลัก เวลาซึ่งมาได้คำถามมาเป็นรอง
การกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเลือก เนื้อหาสาระ คือ เรื่องที่จะเรียนโดยสร้างคำถามขึ้นมาเองนั้น ผู้เรียนจะสืบเสาะ ค้นหาความรู้มาให้ได้ตามที่ตนวางเป้าหมายไว้ (คือคำถาม) และเมื่อได้คำตอบมาแล้ว คุณครูต้องให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำคำตอบที่ได้มาปรึกษา อภิปรายหาข้อสรุป แล้ว นำไปตรวจสอบกับตำราวิชาการหรือท่านผู้รู้และที่สำคัญ คือ กับความรู้เดิมที่ผู้เรียนมีอยู่ ความรู้ที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลที่หามาได้ในตอนแรกนั้น เรียกว่า ข้อมูลความรู้ เมื่อผู้เรียนมีข้อมูลความรู้แล้วพวกเขาจะต้องร่วมกันวิเคราะห์ พินิจพิจารณาว่า ข้อมูลความรู้ที่ได้มานั้นเพียงพอแล้วหรือยัง ควรหาเพิ่มเติมสิ่งใดบ้างอะไรที่ยังสงสัย หรือยังขาดอยู่ ก็จะต้องร่วมกันตั้งคำถามใหม่และออกไปสืบเสาะค้นหาคำตอบเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาร่วมกันวิเคราะห์ อภิปราย หาข้อสรุปอีก ผลที่สรุปออกมาได้ครั้งนี้เรียกว่า ความรู้ ตัวความรู้ที่ได้นี้ยังเป็นความรู้ดิบ คุณครูต้องสร้างสถานการณ์ที่ใกล้เคียงหรือมีปัญหาคล้าย ๆ กัน แล้วให้ผู้เรียนวางแผนคิดแก้ปัญหานั้นหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งผู้เรียน เรียนรู้อย่างแท้จริง คือ ลึกซึ้งต่อวิธีการนำวิธีการเรียนรู้ที่ตนทำได้นั้น ไปใช้แก้ปัญหาในทำนองนั้น ๆ ได้ สามารถอธิบายได้ว่า ปัญหาอย่างนี้ มีวิธีการแก้ไขแบบนี้ ผลน่าจะออกมาคล้า ย ๆ อย่างนี้ สามารถยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายได้อย่างชัดเจน สามารถสร้างสถานการณ์มาให้เห็นภาพของปัญหาได้อย่างละเอียด และสามารถนำวิธีการเรียนรู้นั้นไปใช้แก้ปัญหาได้ถูกต้อง ตรงนี้แหละคือตัวความรู้แท้ ตรงนี้แหละปัญญาเกิด คุณครูลองสังเกตดูว่า คราใดที่เกิดปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ ผู้เรียนจะสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาได้ในเวลา
ไม่นานนัก และปัญหานั้นคลี่คลายไปด้วยดี นี่คือปัญญาเกิด ดังที่ผมสร้างสถานการณ์ให้เด็ก ๆ ลูกศิษย์ของผม คิดวางแผนการเรียนรู้ พวกเขาใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมง จึงจะทำได้ ฝึกฝนบ่อย ๆเข้า พวกเขาใช้เวลาแค่ 25-30 นาทีก็สามารถคิดวางแผนการเรียนรู้ได้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะพวกเขารู้จริงเห็นแจ้ง ในเรื่องนั้นแล้ว เข้าใจเรื่องนั้นและวิธีการนั้นอย่างลึกซึ้งสนใจแจ่มแจ้ง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เด็ก ๆ กลุ่มนั้นเกิด ปัญญา ในเรื่องนั้นแล้ว คือ แก้ปัญหาอย่างนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี
การสอนที่ดีต้องสอนจนกระทั่งผู้เรียนเกิดปัญญาในการเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงมักจะเน้นย้ำว่า กิจกรรมการเรียนรู้นั้นต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนวางแผนการเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองให้ได้ เพราะนี่คือทางที่ก่อให้ผู้เรียนเกิดปัญญา
ทีนี้ก็มีคำถามขึ้นมาว่า “แล้วต้องให้ผู้เรียนวางแผนการเรียนรู้ทุกครั้งไปหรือ” ขอตอบว่า “จงดูที่จุดประสงค์และกลวิธีประเมินผลของแผนการเรียนรู้นั้น” เรามีจุดประสงค์อย่างไรจะวัดและประเมินผลอะไร เราก็ต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนจนรู้เรื่องนั้นๆ ไม่ใช่สอนอย่างหนึ่งแล้วไปวัดอีกอย่างหนึ่ง และไม่ใช่จะสอนอะไรนำสิ่งนั้นมาสอน คุณครูต้องสอนวิธีการเรียนรู้จนรู้ อย่าสอนเนื้อหา แต่จงสอนวิธีการหาเนื้อจนได้เนื้อหา
ในกิจกรรมหนึ่ง ๆ ของแผนย่อยในแผนการสอนหน่วยใหญ่แต่ละหน่วย คุณครูต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีโอกาสวางแผนการเรียนรู้เอง ออกไปปฏิบัติการค้นหาความรู้ตามแผนการเรียนรู้ที่วางไว้ ต้องนำผลการเรียนรู้ที่ปฏิบัติการมาได้มาร่วมกันคิดวิเคราะห์เจาะลึกว่า ข้อมูลความรู้ที่ได้มาเพียงพอที่จะทำรายงานผลมากน้อยเพียงใด ขณะที่วิเคราะห์เนื้อหาสาระที่ได้มา ต้องให้ผู้เรียนจัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ความรู้เหล่านั้นให้เป็นพวกเป็นเหล่า นี่เรียกว่าผู้เรียนได้สังเคราะห์ความรู้ เมื่อได้ผลพอใจแล้วก็ให้เขียนเป็นหนังสือเล่มเล็ก จะเกิดเป็นตำราเรียนเขียนโดยผู้เรียน ผลการเรียนรู้อย่างนี้จะยั่งยืนในใจของผู้เรียน ยั่งยืนในรูปแบบวิธีการเรียนรู้ ที่เรียนรู้ได้และความรู้สึกต่อการได้เรียนรู้
การที่ผู้เรียนจะเกิดปัญญาในเรื่องนั้น ๆ ได้ ผู้เรียนจะต้องแก้ปัญหานั้น ๆ ด้วยตนเองหรือกลุ่มของตนได้ลงมือปฏิบัติการแก้ปัญหาจริง นำผลที่ได้เรียนรู้มาร่วมกันปรึกษาหารือในเชิงการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์แยกแยะประเด็นปัญหาและผลที่แก้ไขได้ สังเคราะห์สิ่งที่ค้นพบให้เป็นหมวดหมู่แล้วร่วมกันสรุปเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับ ทำบ่อย ๆ จนเกิดทักษะถาวร พอเห็นปัญหาในรูปแบบนั้น ผู้เรียนจะยิ้มได้ ใช้เวลาไม่นานก็จะแก้ปัญหาได้ นี่แปลว่าผู้เรียนเกิดวิจารณญาณในเรื่องนั้น ๆ แล้ว
และการที่ผู้เรียนได้วางแผนการเรียนรู้ด้วยตัวของตนเองหรือกลุ่มของตน ผู้เรียนก็จะเรียนไปตามแผนที่วางไว้ ผู้เรียนจะได้เนื้อหาสาระตามแผนการเรียนรู้ที่วางไว้ และสนองเนื้อหาสาระที่ครูกำหนดไว้ ในแผนย่อย ๆ แต่ละแผนของหน่วยการเรียนรู้นั้น เพราะขณะที่ผู้เรียนสร้างคำถามเพื่อจะไปค้นหาคำตอบจากหลากหลายแหล่งเรียนรู้ คุณครูจะต้องคอยดูและกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามได้ครอบคลุมเนื้อหาสระที่คุณครูกำหนดไว้ด้วย แต่ถ้าผู้เรียนสามารถตั้งคำถามได้มากกว่าเนื้อหาสาระที่คุณครูกำหนดไว้จะยิ่งเห็นผลดีต่อการเรียนรู้ครั้งนั้น เมื่อผ่านการเรียนรู้แต่ละแผนย่อย ๆ จนจบหน่วยการเรียนรู้หน่วยนั้น ผู้เรียนก็จะเรียนรู้ได้ครบตามที่รัฐวางไว้ใน “ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง”
แต่ในทางตรงข้าม ถ้าหากคุณครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยไม่วางแผนไว้ ผู้เรียนจะออกไปเรียนรู้แบบตามใจตนเอง ส่งผลให้เรียนรู้ได้ไม่ตรงหรือไม่ครอบคลุมเป้าหมาย เนื้อหาสาระที่คุณครูวางแผนไว้
แผนการเรียนการสอนที่คุณครูวางไว้ และแผนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนร่วมกันวางไว้ คือ ธงนำทางให้ ผู้สอนและผู้เรียนเดินสู่เป้าหมายได้ถูกต้อง
เมื่อคุณครูรู้อุบายข้อนี้แล้ว ก็นำเคล็ดเหล่านี้ไปดัดแปลงให้เป็นกลวิธีสอน ของคุณครูเองก็จะเกิดเป็นผลงานวิชาการของคุณครูขึ้นมาได้
และก่อนจบตอนนี้ ขอฝากข้อคิดไว้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้นั้นจะต้องจัดให้สอดรับกับจุดประสงค์ของแผนการเรียนรู้นั้น ๆ และจะต้องกำหนดหรือสร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ที่สนุก ตื่นเต้น ยั่วยุ ท้าทาย สุดท้ายได้สาระการเรียนรู้ ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน
นี่คือทางแห่งการเขียนกิจกรรมการเรียนรู้แบบง่าย ๆ ครับ.
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...