การศึกษาบ้านเราวันนี้ นับวันสอนแต่เรื่องไกลตัวผู้เรียนออกไปทุกที เพราะอะไร และผลเกิดขึ้นอย่างไร ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ คำถามนี้ผมคิดถึงอยู่ตลอดเวลา ผมว่าเราน่าจะสอนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องต่อไปนี้คือ
1. เรียนรู้เรื่องของตนเองและครอบครัวตนเอง ซึ่งมันยากแต่มีประโยชน์มาก ใครที่รู้จักตนเองนั้นจะรู้จักคนอื่น แต่เราสอนเรื่องนี้น้อยมาก บทเรียนส่วนใหญ่สอนเพื่อสอบ ผลที่เกิดคือ กรณีการเปลี่ยนคู่ครองตั้งแต่ตัวน้อย ๆ อายุน้อย ๆ เพราะเขาไม่รู้จักตนเอง จึงไม่รักนวลสงวนตัวไม่เห็นคุณค่าของตนเอง
2. สอนให้รู้เรื่องเพื่อนบ้านและท้องถิ่น เป็นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นว่า คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างเดี่ยวโดด มีการติดต่อสัมพันธ์กัน สอนให้เห็นมิติสัมพันธ์ระหว่างชีวิตต่อชีวิตและกิจกรรมสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตระหว่างชีวิต
3. สอนให้รู้เรื่องจังหวัดและประเทศชาติของตนสู่ประเทศใกล้เคียง
4. สอนให้รู้จักโลกและการสื่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
การสอนเรื่องราวทั้ง 4 ประเด็นนั้นอย่าแยกสอน หรือ สอนแบบข้ามกระโดด เพราะจะมองไม่เห็นมิติสัมพันธ์เชิงลึก โดยเฉพาะข้อแรกต้องเน้นย้ำบ่อย ๆ เชื่อมให้เห็นกับข้ออื่น ๆให้ชัดเจนและบ่อย ๆ ผู้เรียนจึงจะเห็นคุณค่าของชีวิตและมิติสัมพันธ์ที่เกิดจากการสื่อสัมพันธ์กันและกัน
เวลาเด็ก ๆ ยืนดูถ้วยชามสังคโลก ลองถามเขาว่า “สิ่งนี้มีขึ้นมาได้อย่างไร หาคำตอบ 20 คำตอบ” แน่นอนว่า เด็กจะเห็นถึงภูมิปัญญาบรรพชน แล้วน่าจะถามต่อไปว่า “ทำอย่างไร จึงมีไว้ให้ลูกหลานเราดูได้อีก” คำถามเหล่านี้ คุณครูน่าจะเตรียมไว้ให้หลากหลาย เพราะถึงเวลาจะสามารถดึงนำมาใช้ได้ทันที
การสอนให้เด็ก ๆ รู้ถึงประวัติของถ้วยชามสังคโลก ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหนังสือและแหล่งค้นคว้ามีมากมาย แต่การสอนให้เด็ก ๆ เข้าถึงถ้วยชามสังคโลก นี่สิเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ครูจะต้องออกแบบสอนเอง ไม่มีตำราวางขาย
อีกอย่างหนึ่งเวลาเด็กสนใจสิ่งใดแล้วเกิดข้อสงสัย ครูอย่ารีบบอกคำตอบ แต่ยั่วยุให้เด็ก ๆ ค้นหาคำตอบด้วยตัวเขาเอง ปล่อยให้เขาลองผิด ลองถูกจนได้คำตอบที่ต้องการ แล้วคอยเติมเต็มให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้นมา แน่นอนว่ากว่าจะได้คำตอบมาอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยแต่ผลที่ได้คำตอบทำให้เด็ก ๆ รู้วิธีการเรียนรู้ รู้เรื่องที่อยากรู้และรู้สึกถึงวิธีการเรียนรู้และสิ่งที่รู้จนเกิดความมั่นใจในตนเอง
ผมเองนั้นมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน เด็ก ๆ จะได้รับประสบการณ์ตรงจาก “นอกรั้วโรงเรียน” (Beyond the school Wall Experiences ) ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบการศึกษานอกสถานที่ ( Out door Education) การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ปะทะกับสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเกิดประสบการณ์จริง สามารถสัมผัสเรียนรู้จากเรื่องราวที่เป็นจริงในชีวิตของเขา เป็นการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้เกิดประสบการณ์ ( Activity Based Instruction ) สิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้ได้นั้นจะจารึกในความทรงจำของเขาได้นาน เรียกว่า เป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เพราะเป็นการเรียนที่เกิดพร้อมกันระหว่างวิธีการเรียนรู้ (p) ความรู้สึกต่อการเรียนรู้ (A ) และรู้เรื่องที่กำลังเรียนรู้อย่างกระจ่างแจ้งใจ (K)
ผมเชื่อว่า ถ้าเราจัดบทเรียนให้สนุก แล้วผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีชีวิตชีวา ผมมีความคิดที่พอจะสรุปเป็นความเชื่อของผมหรือในทางทฤษฎีการเรียนการสอนของผมเองในชื่อ การสอนSANUKDEE ซึ่งถอดรหัสออกมาจะได้
S = Self – Confident มั่นใจในตนเอง
A = appreciate เห็นคุณค่า
N = novel ทันสมัย
U = useful มีประโยชน์
K = knowing มีความรู้
D = Drama มีการแสดง
E = Easy มีความง่าย
E = Evaluation มีการประเมินผล
บทเรียนที่ว่านี้ เมื่อผู้เรียนเรียนแล้ว จะเกิดความมั่นใจในตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง และสิ่งที่เรียนรู้รวมไปถึงสิ่งที่รู้องค์ความรู้ที่ตนมี เพราะทันสมัย มีประโยชน์ บทเรียนอย่างนี้จะมีความง่ายและมีการแสดงประกอบในขณะที่เรียนรู้ รวมถึงต้องมีการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลายทฤษฎีการจัดการเรียนการสอนแบบ SANUKDEE นี้จะมีทฤษฎีที่คลอเคล้ามาด้วย 2 ทฤษฎีคือ PORDEE กับ DODEE เป็นทฤษฎีของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเรียนรู้แบบตัวเองเป็นผู้มีความสำคัญมากในการเรียนรู้ครั้งนี้ หรือที่เรียกกันว่า เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นั่นเอง ถอดรหัสคำออกมาก็จะได้ดังนี้
PORDEE
P = Pact ข้อตกลง
O = Overt เห็นชัดเจน, โปร่งใส
R = Realization ทำให้เป็นจริง
D = Debate การอภิปราย , โต้วาที
E = Earnest ตั้งใจจริง
E = Effervescent มีชีวิตชีวา , ร่าเริง
PORDEE
ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงานผู้เรียนต้องสร้างข้อตกลงกันก่อน ข้อตกลงนั้นต้องชัดเจนโปร่งใส ทำให้เป็นจริงได้จริง เมื่อได้ข้อมูลมาต้องร่วมกันอภิปราย โต้กันเพื่อที่จะให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์ ตั้งคำถามใหม่ไปสืบค้นข้อมูลมาอภิปราย สรุปจนกว่าจะเกิดความพอใจ แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ไม่เครียด มีความสนุกสนานร่าเริงและตั้งใจจริง นี่คือการเรียนแบบพอดี
เมื่อเรียนแบบพอดีแล้วยังมีการเรียนที่เทียบคู่กันได้อีกอย่างหนึ่งคือ ทฤษฎีดูดี นั้น
DUDEE
D = Design ออกแบบ , วางแผน
u = useful มีประโยชน์
D = Discovery ค้นพบ
E = Entertain ทำให้สนุกสนาน
E = Evaluation ประเมินผล
ก่อนการปฏิบัติงานการเรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องวางแผนการเรียนรู้หรือออกแบบกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง หรือกลุ่มก่อนกิจกรรมการเรียนนี้ เน้นถึงประโยชน์ที่จะได้รับทุกอย่างที่เรียนรู้ จนกระทั่งค้นพบองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และขณะเรียนจะต้องสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน และร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการได้ร่วมเรียนรู้กับผู้เรียน ผมพบเห็นความสุขของเด็ก ๆ ที่ได้เรียนด้วยบทเรียนแบบ Drama คือ มีการแสดงสะท้อนผลการเรียนรู้ของเขาออกมาให้เห็น เวลาที่เด็ก ๆ แสดงอยู่นั้น คุณครูลองสังเกตดูให้ดี ๆ จะเห็นว่า เด็กกำลังบอกอะไรเราอยู่ ตรงนี้แหละผมจึงเกิดความเชื่อหรือทฤษฎีดังกล่าวทั้ง 3 ทฤษฎีขึ้นมา ผมเห็นเวลาเด็กอภิปรายกันนั้น เขาจะพยายามงัดความรู้ที่เขารู้มาอธิบายให้ผู้ฟังเห็นคล้อยไปตามความตั้งใจของเขาด้วย คนรู้จริงจะอธิบายได้มาก คนรู้น้อยจะอธิบายได้น้อย รู้ตัวนี้หมายถึงรู้ถึงภาษาที่จะสื่อออกมาด้วยไม่ใช่รู้เฉพาะความรู้ในเรื่องนั้น การอภิปรายสะท้อนภาพของผู้อภิปรายว่า เขารู้อะไร อย่างไร แค่ไหน และเขารู้สึกนึกคิดอย่างไรในสิ่งที่เขารู้ ตรงนี้เองผมจึงคิดว่าการออกแบบสอนมีประโยชน์ต่อครูผู้รักการสอน และรักการวิจัยในชั้นเรียนมาก
อีกอย่างหนึ่งการออกแบบสอนอย่ามัวพะวงถึง ทฤษฎีวิธีการสอนหรือขั้นตอนสอนให้มากนัก เพราะจะทำให้คิดไม่ออก เขียนไม่ได้ เขียนไปตามสบาย ๆ นึกแต่ว่า ต้องมีความแปลกใหม่ เรียนแล้วรู้ เขียนเสร็จวางไว้อย่าไปอ่าน ทิ้งไว้สักระยะมาทบทวน แก้ไข เพิ่มเติม ผมทำอย่างนี้แหละ เติมบ่อย ๆ แก้ไขปรับปรุงบ่อย แผนการเรียนรู้ของเราก็จะพัฒนาขึ้นและจะจัดทำได้สนุก ที่สำคัญคุณครูต้องรู้พฤติกรรมของผู้เรียนรายคนว่า เด็กชอบอะไร แบบใด พยายามหาลูกเล่น กิจกรรม ให้เด็ก ๆ แต่ละคน ทำได้ตามความถนัดของเขา เขาจะพอใจ และอยากเรียนเรื่องของเพื่อนบ้าง
ครั้งหนึ่งผมสอนประวัติศาสตร์ เด็กคนหนึ่งชอบเล่าเรื่องผี ผมให้เขาเล่าเรื่องผีให้เพื่อน ๆ ฟัง คนฟังก็สนุกผู้เล่าก็ภูมิใจ ที่นี้ถามว่า เรื่องผีกับประวัติศาสตร์ก็เข้ากันได้อย่างไร เมื่อเขาเล่าเสร็จผมก็ถามว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้วหรือ” เขาตอบว่า “นานแล้ว ก่อนเขาเกิด พ่อเล่าให้ฟัง” เห็นไหมเรื่องผีกำลังจะเข้าทางประวัติศาสตร์ได้แล้ว และเมื่อผมสอนประวัติพระนเรศวร เด็กคนที่เล่าเรื่องผีก็สนใจ ไปศึกษาหาอ่าน แล้วนำมาเล่าให้เพื่อนของเขาฟังได้
ผมทำอย่างนี้ได้เพราะผมคิดอยู่เสมอว่า “เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”
ครับ เรานำมาเขียนแผนการเรียนรู้กันดีกว่าครับ
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...