เวลาผมนำเด็กเรียนรู้เรื่องต้นไม้ ผมจะเน้นเรื่องคุณค่าของต้นไม้ที่มีต่อเด็ก ๆ และสิ่งแวดล้อมมากกว่ารู้เรื่องของต้นไม้

13. ถามตนเองก่อนจะสอน

 

 

                ผมคิดว่าก่อนสอนและก่อนวางแผนการเรียนรู้นั้น เราน่าจะถามตนเองก่อนว่า

                “จะให้ผู้เรียนเรียนรู้อะไร”

                “จะให้ผู้เรียนได้รู้เรื่องใดบ้าง”

                “จะให้ผู้เรียนเรียนแล้วเกิดความรู้สึกใดบ้าง”

และเมื่อผู้เรียนเรียนจบหน่วยการเรียนหนึ่งแล้ว  เราก็ควรถามตนเองอีกว่า

                “ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามที่คาดหวังไว้มาก – น้อยเพียงใด”

                “ผู้เรียนจะเกิดความรู้สึกใดบ้างหลังจากผ่านการเรียนรู้แล้ว”

                “ยังมีอะไรอีกบ้างที่เราคาดหวังแล้วยังไม่เกิดผลแก่ผู้เรียน”

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้บทเรียนครั้งต่อไปได้รับการพัฒนาก่อนนำสอน  เพื่อเสริมเติมแต่งสิ่งที่ผู้เรียนขาดไปในครั้งนี้ให้มีขึ้นขอคุณครูอย่าได้คิดว่า นั่นคือ ความกังวล เปล่าเลยมันเป็นเพียงแค่การประเมินผลการสอนของเราเท่านั้นเอง

                การบันทึกพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนในขณะที่เราเฝ้าสังเกตผู้เรียนตอนเรียนอยู่นั้นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำมาพิจารณาค้นหาคำตอบที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ดีทางหนึ่ง

                การแสดงออกของผู้เรียนด้วยการอภิปราย  อธิบาย  บรรยายโต้ตอบ  สนทนา  และรายงานผล  ก็เป็นเครื่องมือที่ดีในการบ่งบอกว่า  ผู้เรียนรู้อะไร  มากน้อยเพียงใด  และรู้ได้ด้วยวิธีใด

                ตัวอย่างและเหตุผลที่ผู้เรียนหยิบยกมานำประกอบการนำเสนอสิ่งที่ตนรู้ ก็คือ เครื่องมืออีกอย่างหนึ่งที่ตอบคำถามข้างต้นได้ดี   ผู้รู้จะสามารถอธิบายสิ่งที่ตนรู้ได้แจ่มแจ้ง  ยกตัวอย่างอ้างเหตุผลได้สมเหตุสมผลและมั่นใจในตนเอง

                คำถามที่เราตั้งข้อสังเกตไว้จะช่วยให้เรามองดูพฤติกรรมมองดูผู้เรียนได้อย่างเห็นภาพตรงจุดหมายมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นคุณครูควรตั้งคำถามไว้ถามตนเองอยู่ตลอดเวลา  ทั้งก่อนเตรียมการสอน ขณะทำการสอน  และภายหลังจากสอนเสร็จแล้ว

                ผมเองนั้นทุกครั้งที่จะเตรียมการสอน  ผมจะบอกตนเองว่า ผมมุ่งสอนให้ผู้เรียนเกิด ทักษะกระบวนการ (p) และทัศนคติต่อการเรียนรู้ (A) เพราะผมเชื่อว่าถ้าผู้เรียนเกิดลักษณะนิสัยทั้งสองอย่างนี้เล้วเรื่อง (K) ที่เขาต้องการก็จะเกิดควบคู่กันมาอย่างชนิดที่เรียกว่า  รู้และเข้าใจจริง ๆ  มากกว่าที่เราเขียนในจุดประสงค์ว่า “เพื่อให้รู้และเข้าใจ...”  เพราะที่เขียนไว้นั้นยังไม่แน่ใจว่าผู้เรียนเกิด  แต่ถ้าผู้เรียนสามารถทำสิ่งนั้นได้  และนำมาทำบ่อย ๆ โดยอยากทำเองแล้ว  เชื่อได้ว่าเขารู้และเข้าใจเรื่องนั้นอย่างแท้จริง 

                ผมสอนเด็ก ๆ  ให้อ่านหนังสือเพื่อนำสิ่งที่อ่านไปพัฒนาการเขียน  การพูด  การฟังและการอ่านต่อไป

                ผมสอนเด็ก ๆ ให้พูด  เพื่อนำสิ่งที่เขายังสับสนในขณะพูดไปค้นหาอ่าน  ฟัง ซักถามและเขียนบันทึกไว้เพื่อไปพัฒนาการพูดต่อไป

                ผมสอนเด็ก ๆ ให้ฟัง เพื่อจะได้นำสิ่งที่เขาฟังรู้เรื่องไปพัฒนาการเขียน  การพูด  การอ่านและการฟัง

                ผมสอนให้เด็ก ๆ เขียน เพื่อจะได้นำสิ่งที่เขายังรู้ไม่กระจ่างใจในขณะเขียนเรื่องนั้นไปฟัง  ไปซักถาม ไปอ่านแล้วนำมาพัฒนางานเขียนของเขาต่อไป

                ผมฝึกฝนให้เด็ก ๆ เพียรพยายามตั้งคำถามเชิงคิดวิเคราะห์และคิดสังเคราะห์เพื่อเด็ก ๆ จะได้นำคำถามเหล่านั้นไปค้นหาคำตอบด้วยตัวของเขาเองและสามารถสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ได้

                เมื่อผมตั้งใจอย่างนี้  ผมก็จะสอนไปตามที่ผมตั้งใจ  เช่น ผมสอนให้เด็ก ๆ เก็บขยะ  ผมจะถามเด็ก ๆ ว่า “สวยไหมขยะที่อยู่หน้าห้องเรียน”  เมื่อเด็ก ๆตอบ  ผมก็จะถามต่อว่า  “แล้วจะทำอย่างไรจึงจะให้หน้าห้องเรียนและในห้องเรียนสวย”  คำถามอย่างนี้ถามให้บ่อยครั้ง  เด็กได้ทำบ่อยครั้งเขาก็จะค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกรักสวยรักงามขึ้น  คำถามจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกได้ดีเมื่อเด็ก ๆ เก็บขยะ และดูว่าความสวยงามเกิดขึ้นแล้ว  ผมจะถามต่อ “ล้างมือแล้วยัง”  อย่าลืมนะครับว่า  ห้องเรียนสวย  แต่มือเด็กสกปรก  ความงามหามีไม่   เมื่อเด็กล้างมือแล้วผมก็จะถามว่า “สวยไหม  งามไหม

                เวลาผมนำเด็กเรียนรู้เรื่องต้นไม้  ผมจะเน้นเรื่องคุณค่าของต้นไม้ที่มีต่อเด็ก ๆ  และสิ่งแวดล้อมมากกว่ารู้เรื่องของต้นไม้

                เวลาที่ผมให้เด็ก ๆ ดูซากสัตว์  ฟอสซิลต่าง ๆ   ผมจะถามเขาว่า  “ทำไมสิ่งนี้เราจึงไม่ได้ดูของที่ยังมีชีวิตอยู่” และไม่ลืมที่จะเน้นย้ำให้เด็ก ๆ  เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น  และจะลึกลงไปด้วยคำถามที่ว่า “แล้วของที่มีอยู่ทุกวันนี้ทำอย่างไรให้มีต่อ ๆ ไป ไม่สูญพันธ์เหมือนสิ่งเหล่านี้

                ผมเห็นว่า การเบียดเบียนฆ่าฟันกันทุกวันนี้เกิดจากการไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน และไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คุณครูลองถามตนเองดูว่า 

                สอนคณิตศาสตร์ไปทำไม

                สอนวิทยาศาสตร์ไปทำไม

                สอนสังคมศึกษาไปทำไม

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือ  คนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องเกษตร  ดนตรี  ศิลปะ และพลศึกษา  จึงมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนี้ 

อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...