3.ทำอย่างไรจึงจะบูรณาการสอนได้
ผมได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผมใช้เวลาในการศึกษาเรื่องการบูรณาการสอนมานานกว่า 10 ปี ผมพยายามลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาเคล็ดลับของการบูรณาการสอนให้มันง่ายและทำได้จริง แล้วผมก็พบว่า วิธีการที่จะบูรณาการการสอนนั้นมีอยู่หลายวิธี และวิธีที่ง่ายที่สุดของเราก็คือวิธีที่เราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง นั่นเอง
ผมเขียนถึงการบูรณาการสอนหลายเรื่อง หลายเล่มและหลายวิธี ผมค้นพบว่ายิ่งทดลองยิ่งเขียนออกเผยแพร่ผมก็จะยิ่งพบวิธีการบูรณาการที่แปลกไปจากเดิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมาถึงตรงนี้ ผมก็มีความเชื่อว่า“ในงานวิชาการนั้น สิ่งที่เรา ทำมาแล้ว ถ้าเราได้สังเกตผลการเปลี่ยนแปลงบันทึกข้อมูลบ่อย ๆแล้วนำมาพินิจพิจารณาหาข้อสรุปงานที่ทำผ่านมาไม่ใช่ข้อผิดพลาดแต่เป็นการเรียนรู้ของเรา”เพราะความเชื่ออย่างนี้เองผมจึงชอบคิด ชอบพัฒนา และไม่กลัวว่าสิ่งที่คิดที่ทำมาจะมีความผิดพลาดหรือคิดแยกแตกต่างจากใครอื่น ผมมั่นใจว่า ความคิดของผมคือความคิดของผม
จากหลายปีที่ผ่านมา ผมพบว่า เทคนิคการเขียนบทเรียนแบบบูรณาการของผมนั้นค่อย ๆ ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อย ๆ จากเดิมเคยเขียนแบบง่าย ๆ แต่เป็นเรื่อง บัดนี้ในแต่ละเรื่องได้แฝงไว้ซึ่งทฤษฎีการเรียนรู้หลายอย่างที่คอยสอดแทรกให้เกิดขึ้นในตัวของผู้เรียน นี่เป็นเพราะวันเวลาสอนให้เรารู้จักและมองเห็นงานที่เรากระทำอยู่อย่างรอบด้านได้
สิ่งแรกที่ผมทำและทำอยู่อย่างเนืองนิจ คือ อ่านและทบทวนว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2544 ต้องการอะไร นั่นหมายถึงว่าผมต้องอ่านอย่างวิเคราะห์ พินิจพิจารณาหลักสูตรเป็นรายบรรทัดไม่ใช่อ่านผ่าน ๆ ผมอ่านแล้วอ่านอีกจนมองเห็นภาพงานอย่างชัดเจน เช่นในหน้า 2 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กล่าวว่า
“ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ....”
ผมก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานบอกอะไรแก่เราบ้าง
- ให้เราทำอะไรบ้าง ให้เรา คือสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตร
- ทำอย่างไรบ้าง ให้เรา คือสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม สภาพปัญหาที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพปัญหาที่เกี่ยวกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์
- ทำทำไม ทำเพื่อฝึกฝนอบรมให้นักเรียนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
ไม่เพียงเท่านี้ ในหน้าที่ 2 ของหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังได้เน้นย้ำไว้อีกว่า
“....ให้สถานศึกษาจัดทำสาระในรายละเอียดเป็นรายปีหรือรายภาคให้สอดคล้องกับปัญหาในชุมชน สังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณสมบัติอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ รวมถึงจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละกลุ่มเป้าหมายด้วย”
มาถึงตรงนี้ นอกจากหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 จะบอกว่าให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในประเด็น
1. ทำอะไร
2. ทำอย่างไร
3. ทำทำไม
แล้วหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานยังบอกต่อว่า
4.ทำกับใครแค่ไหน นั่นคือให้สถานศึกษาจัดทำ
สาระการเรียนรู้หรือหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ยังได้บอกลึกลงไปอีกว่า
1. หลักสูตรมุ่งเน้นอะไร เพื่ออะไร
2. หลักสูตรมุ่งเน้นอย่างไร เพื่ออะไร
3. หลักสูตรยังบอกอีกว่า ถ้าจะให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จะต้องทำอย่างไร กับใคร
โดยที่ได้เขียนบอกไว้ใน หน้าที่ 3 ว่า
“การจัดการศึกษามุ่งเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ ความคิดความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุล โดยยึดหลักผู้เรียนเป็นสำคัญ ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มศักยภาพ ให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม....”
เมื่อแกะออกมาเป็นส่วน ๆ ก็จะตอบคำถามที่ตั้งไว้ได้ว่า
1. หลักสูตรมุ่งเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม
2. หลักสูตรมุ่งเน้นอย่างนั้น (ข้อที่ 1 ) เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุล
3. หลักสูตรมุ่งเน้นอย่างนั้น (ข้อที่ 1 )ได้ยึดหลักผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด โดยความเชื่อที่ว่า ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
4. หลักสูตรยังบอกอีกว่าถ้าจะให้บรรลุเป้าหมายตามจุดมุ่งเน้นนั้นต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม
และในหน้าที่ 3 นั้น หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ยังได้กล่าวอีกว่า
“สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหา....”
ประโยคชี้ชัดให้เห็นว่าสถานศึกษาจะต้องจัดสถานการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญกับสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหา
โดยเฉพาะทักษะด้านการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหานั้นมีความสำคัญมาก ถ้าพูดแบบนิยายกำลังภายในก็จะพูดได้ว่า“แม้แต่เพียงเรียวไผ่ก็สามารถนำสู้ศัตรูได้”และหรือจะกล่าวอย่างเซ็น ก็จะได้ว่า“ในปัญหานั้นมีปัญญาซ่อนอยู่”
ทีนี้ก็มีคำถามต่ออีกว่า“การที่จะจัดสถานการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกทักษะต่างๆดังกล่าวมานั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง” คำตอบนี้มีอยู่ในประเด็นต่อไปซึ่งหลักสูตรได้ระบุไว้ว่า
“....จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน ปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้....”
คำตอบนี้ควรจะชัดเจนว่าสถานศึกษาจะต้องจัดสถานการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบเผชิญกับสถานการณ์จริง เรียนรู้ความจริงจากความเป็นจริง ทำจริง คิดจริงจนคิดได้คิดเป็น ทำได้จนทำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามนั้นคือ การปลูกสร้างนิสัยรักการอ่านจนกระทั่งเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้แหละสำคัญมากที่สถานศึกษาจำเป็นจะต้องสร้างบทเรียน แบบออกแบบให้ผู้เรียนสืบค้นหาความรู้ มาสืบสวน สอบสวนและศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆเพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนอ่านและอ่านเพื่อตนจะเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ชี้แนะต่อไปอีกว่า สถานการณ์การเรียนรู้นั้นจะต้องออกแบบให้บทเรียน“ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน พร้อม ๆกับปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
ทั้งนี้หลักสูตรยังได้บอกต่อไปในหน้าที่ 3 นั้นว่า
“อนึ่ง เพื่อให้การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานบรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ สถานศึกษาต้องมีการประสานสัมพันธ์และร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง....”
จุดนี้แหละสำคัญมาก เพราะนอกจากสถานศึกษาหรือคุณครูผู้สอนจะจัดสถานการณ์ขึ้นมาให้ผู้เรียนได้เผชิญกับสถานการณ์นั้นเพื่อที่จะประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันปัญหาและแก้ไขปัญหาที่บทเรียนนั้นๆ ได้กำหนดขึ้นแล้ว สถานศึกษาจะต้องมีการประสานสัมพันธ์กับผู้ปกครองนักเรียน บิดามารดาของนักเรียน ภูมิปัญญาท้องถิ่นและบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับบทเรียนที่เราออกแบบขึ้นเป็นสถานการณ์การเรียนรู้ให้เขาเหล่านั้นเข้ามามีบทบาทในบทเรียนมาร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้พัฒนายิ่งขึ้น
แล้วจะจัดทำบทเรียนแบบบูรณาการสอนอย่างไรจึงจะให้ตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 และสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...