ต่อจากตอนที่แล้ว
การที่ท่านอาจารย์กนกบอกผมว่า หากทราบว่าผมเป็นลูกศิษย์อ.หม่อมขาวก่อนแล้ว ท่านก็จะให้ผมผ่านและได้เรียนต่อที่มหิดล ด้วยคะแนนเสียง 2 ต่อ 1 เช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น วิภาวดี ก็อาจจะไม่ได้เรียนที่นี่.. แต่ผมคิดว่าผมตกก็ดีแล้ว ผมอาจจะไม่เหมาะกับระบบของที่นี่ก็ได้ แล้วชะตาชีวิตก็คงไม่ได้กำหนดให้ผมจะต้องไปสอนนิสิตแพทย์
ผมไม่กล้าทึกทักและคิดว่าผมเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์หม่อมขาว (ศ.ดร.มรว.พุฒิพงศ์ วรวุฒิ) เพราะท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นสาชาชีววิทยา ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ความจริงผมเรียนวิชา Endrocrinology* กับท่านเพียงวิชาเดียวเท่านั้น และก็ไม่ได้ทำวิจัยกับท่าน มันมีสาเหตุอยู่เหมือนกัน ผมจะหาโอกาสเล่าให้ฟังภายหลัง
เมื่อผมอกหักสอบเข้ามหิดลไม่ได้ ก็กลับมาตั้งต้นใหม่ที่จุฬา ผมคิดว่าอาจารย์ที่จุฬาฯ หลายท่าน ท่านเมตตาผมอยู่
วันหนึ่งผมเดินผ่านตู้ประกาศ เห็นเขาติดประกาศว่า "ประกาศรับนักเรียนทุน UDC สาขาวิชาสัตววิทยา" ๑ ทุน เมื่อจบแล้วจะได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก
สิ่งแรกที่ผมสนใจในประกาศคือ "ทุนการศึกษา" เพราะว่าการเรียนต่อต้องใช้เงินทุน ส่วนสถานที่ว่าจะไปทำงานที่ไหนนั้นเป็นสิ่งรอง ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้จักเมืองพิษณุโลกสักเท่าไรเลย
ต้องเล่าย้อนหลังไปหน่อย คือ สมัยเด็ก ๆ ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย (ประมาณปี 2514) บ้านที่เช่าเขาอยู่ (เช่าน้าชาย) แถวดินแดง เข้าทางซอยพร้อมพรรณ แยก ซ.กรุณา ถูกน้ำท่วมขังอยู่นานนับเดือน ผมมองกรุงเทพฯ ด้วยความเบื่อหน่าย ๓ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ ประชากรหนาแน่นจะทำอะไรต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ เรื่องที่สองคือการจราจรหนาแน่นหรือรถติด เสียเวลาเดินทาง ไปที่แห่งหนึ่งใช้เวลาเดินทางเกิน ๑ ชั่วโมง เรื่องสุดท้ายคือ เรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ มันหดหู่ใจตอนที่น้ำเข้ามาในบ้านท่วมสิ่งของเสียหาย (ปีที่น้ำท่วมดินแดงนั้น ไม่ใช่ปีที่น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ)
ผมตั้งใจไว้ว่า หากมีโอกาสเลือกได้ ผมจะไม่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ถ้าเลือกได้อยากออกไปอยู่ต่างจังหวัด ภาคที่ผมอยากไปคือภาคเหนือ และจังหวัดที่ผมอยากไปอยู่มากที่สุดคือ เชียงใหม่ ส่วนพิษณุโลกนั้นผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาอยู่
เมื่อประกาศทุนให้ไปพิษณุโลก ผมลังเลเล็กน้อย แต่ส่วนที่ทำให้ตัดสินใจง่ายคือ เป็นทุนผูกพัน เมื่อจบแล้วเขา (ทบวงมหาวิทยาลัยสมัยนั้น) จะบรรจุให้เข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งจะทำให้เรามีงานทำแน่นอน
ผมไม่ได้ปรึกษาทางบ้านมากนัก ตัดสินใจด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ด่านแรกคือต้องไปสมัครสอบเข้าสาขาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด่านที่สองคือ ต้องสมัครขอรับทุน ด่านที่สามคือต้องไปติดต่ออาจารย์เพื่อทาบทามให้เป็นที่ปรึกษาตอนทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งผมติดต่อท่านอาจารย์สิริวัฒน์ (ตอนนั้นเป็น รศ.ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริและต่อมาเป็นศาสตราจารย์ ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ)
หลังจากวางแผนแล้ว สิ่งต่อมาต้องปฏิบัติให้ได้เป็นไปตามแผน คือต้องสอบให้ได้และสัมภาษณ์ทุนให้ผ่าน จะผิดพลาดไม่ได้...
จำได้ว่าเมื่อสอบปลายภาคเสร็จวิชาสุดท้ายของปี ๔ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะจบเป็นบัณฑิต ช่วงระหว่างรอสอบเข้าปริญญาโทสาขาสัตววิทยาในเดือนเมษายนอยู่นั้น ท่านอาจารย์สุดสนอง (รศ.ดร.สุดสนอง ผาตินาวิน) ก็มาตามให้ไปช่วยงานวิจัย เป็นผู้ช่วยวิจัย
ที่ท่านอาจารย์สุดสนอง มาตามผมไปช่วยงานนั้น ผมมาคิดดูเองภายหลังน่าจะมีปัจจัยหลัก ๆ อยู่ ๓ ประการ คือ ประการแรกเพื่อนๆ ต่างแยกย้ายกันไปทำงาน เหลือที่เดินอยู่แถวตึกขาว (ตึกชีววิทยา ๑)ไม่กี่คน ประการที่สองคนที่เรียนวิชา Microtechnique* กับท่าน 2 คนสุดท้ายในรุ่นผม ก็มี ผม กับ นายวิชัย อุทัยวรวิทย์ (ต่อมาใช้นายแพทย์นำหน้า) และประการที่สาม ท่านทราบมาว่าผมต้องการเงินทุนเพื่อเก็บไว้เรียนต่อ..
ระหว่างที่รอสอบและช่วยงานท่านอาจารย์สุดสนองอยู่นั้น ผมไม่ทราบว่าจะอ่านหนังสืออะไรสอบ ก็เอาหนังสือชีววิทยาของทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งท่านอาจารย์หม่อมขาวเป็นประธานอนุกรรมการจัดทำหนังสือเล่มนี้ด้วยมาอ่าน อ่านอยู่เล่มเดียว แล้วก็ไปหาหนังสือ Text Book ในห้องสมุดภาควิชาชีววิทยาอ่านบ้าง แต่อ่านไม่ได้มาก เพราะทำงานอยู่ทุกวัน อาศัยช่วงเย็นและค่ำอ่านบ้าง..แต่คงอ่านไม่ได้มากมายอะไร และไม่รู้ด้วยว่าจะอ่านอะไร เพราะไม่ทราบแนวข้อสอบ แต่ส่วนใหญ่ก็จะอ่านพื้นฐานทางชีววิทยา
และแล้วก็ถึงเวลาไปสอบ จำได้ว่ามีพวกเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันไปสอบหลายคน และมีคนจากข้างนอกบ้าง สุดท้ายมีคนสอบได้ประมาณ 10 กว่าคน ในจำนวนผู้สอบไ้ด้ มีสมัครขอรับทุนอยู่ ๙ คน มีเพื่อนๆ ผมที่เป็นผู้หญิง ๗ คน และมีอีกคนหนึ่งมาจากมศว มหาสารคามเป็นผู้ชาย.. มีข่าววงในอีกแล้วว่าผมสอบได้ที่ ๑
ผมลองมาทบทวนตัวเองภายหลังว่า ทำไมช่วงเรียนปกติ ผมได้เกรดแค่ ๒ กว่าๆ ไม่ถึง ๒.๕ ด้วยซ้ำไป (ได้ ๒.๔๗) เป็นเพราะว่าผมอ่านหนังสือได้รอบเดียวในการสอบวิชาชีววิทยา ในขณะที่เพื่อนผู้หญิงเก่งๆ บางคน ผมลองไปถามดู เขาอ่านถึง ๗ รอบ (รัตนา วรรณพงษ์) และส่วนมากเพื่อนเก็งข้อสอบถูกว่า อาจารย์จะออกข้อสอบอะไร เพราะมันอยู่ในแผนการเรียน
แต่การสอบเข้าเรียนต่อนี่ไม่เหมือนกัน ถ้ารู้ว่ามีกรรมการคนไหนออกข้อสอบบ้าง และเราค้นเคยกับอาจารย์เหล่านั้นเราก็พอเดาได้ว่าข้อสอบจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าไม่รู้ว่าใครเป็นกรรมการ ก็ไม่สามารถเดาแนวข้อสอบได้
ผมเป็นจำพวกไม่รู้ว่าจะมีใครเป็นกรรมการออกข้อสอบบ้าง และก็เดาข้อสอบไม่ถูก แต่ผมคิดว่าผมมีรากฐานของวิชาชีววิทยาดีพอสมควร และผมก็เป็นคนที่บูรณาการเก่งคนหนึ่ง เมื่อผมอ่านข้อสอบผมก็จะวิเคราะห์ว่าคนออกข้อสอบเขาอยากรู้อะไร ผมก็ตอบไปตามนั้น แต่บางครั้งก็ต้องบูรณาการเป็น
ยกตัวอย่าง ข้อสอบที่เป็นอนุกรมวิธาน* เขาถามว่า ท่านทราบอะไรเกี่ยวกับชื่อวิทยาศาสตร์ Thaiphusa sirikit (Naiyanetr, 1992) บ้าง
ถ้าเป็นคนทั่ว ๆ ไป เขาก็นึกว่าให้ตอบว่า "สัตว์ตัวนี้คือตัวอะไร" ถ้าไม่รู้ว่า สัตว์ตัวนี้คือปูราชินี ก็จะตอบไม่ถูก หรือถึงรู้ว่าเป็นปูราชินี คุณรู้ไหมว่า ปูตัวนี้มีลักษณะอย่างไร ใครเป็นผู้ค้นพบ ใครเป็นคนตั้งชื่อ โอกาสที่จะฟลุ๊กอ่านมาตรง คงมีโอกาสไม่เกิน ๑๐ %
ถ้าเป็นข้อสอบอย่างนี้ ผมก็จะตอบไปตามหลักการ ไม่ตอบในรายละเอียด ผมจะตอบว่า
- Thaiphusa sirikit (Naiyanetr, 1992) เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตในระดับชนิดหรือ Species
- Thaiphusa เป็นชื่อ Genus หรือเป็น Generic name
- ส่วน sirikit เป็นชื่อ Specific epithet หรือ Specific name ซึ่งขอพระบรมราชานุญาต ตั้งให้เป็นเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ในระดับชนิด หรือ Species ต้องเขียนตามหลักเกณฑ์การตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์ของ ICZN หรือ International Code of Zoological nomenclature
- การเขียนชื่อวิทยาศาสตร์ในระดับชนิด ต้องเขียนให้แตกต่างจากคำอื่นๆ คำแรกชื่อจีนัส ต้องเขียนด้วยตัวเอียงหรือเขียนตัวตรงแต่ขีดเส้นใต้ ขึ้นต้นด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่
- คำที่สองชื่อ specific name ต้องเขียนด้วยตัวเอียง หรือเขียนด้วยตัวตรงขีดเส้นใต้ โดยการขีดเส้นใต้แยกกันระหว่าง Generic name กับ specific name เช่น Thaiphusa sirikit คำ specific name ต้องขึ้นต้นด้วยอักษรตัวพิมพ์เล็กเท่านั้น
- ส่วนชื่อหลังสุด Naiyanetr, 1992 เป็นชื่อ Author name เป็นชื่อของคนตั้งชื่อ แล้วตามด้วยปี ค.ศ.ที่ตั้งชื่อ หรือปีที่ส่งผลงานไปตีพิมพ์เผยแพร่และได้รับการยอมรับ
- ส่วนที่มีวงเล็บหน้าชื่อและปี ค.ศ ของผู้ตั้งชื่อนั้น เป็นเพราะว่าชื่อนี้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อในระดับ Genus แต่ยังคงให้เกียรติผู้ตั้งชื่อคนแรก โดยการวงเล็บชื่อและปี ค.ศ.ที่ตั้งเอาไว้
ผมตอบไปประมาณนี้ ถ้าเต็ม ๑๐ ก็คงได้ประมาณ ๘ แต่ถ้าใส่เนื้อหาเรื่องปูราชินีไปด้วย ก็จะได้ ๑๐ เต็ม แต่เนื่องจากผมไม่ได้อ่านเรื่องปูราชินีมา ผมก็ตอบได้เท่านี้ ไม่รู้ว่าชื่อนี้เป็นปูราชินีด้วยซ้ำ
คำถามข้อนี้ ก็เหมือนถามว่าคุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับชื่อนี้ แบบนี้ต้องตอบแบบบูรณาการแน่นอน...
มาเข้าเรื่องเล่าต่อครับ ตกลงมีผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ทั่วไปประมาณ ๑๒ คน ในจำนวนนี้ต้องสัมภาษณ์ทุน ๙ คน..ผมจำไม่ได้ว่ามีท่านใดสัมภาษณ์บ้าง แต่ต้องมีหัวหน้าภาควิชาชีววิทยา (สัตววิทยา) คือ ท่านอาจารย์หม่อมขาวด้วยแน่นอน
ผู้สอบผ่านข้อเขียนและมาสอบสัมภาษณ์มักสอบผ่านทุกคน อยู่ที่ว่าเขาจะเรียนหรือไม่ ในส่วนตัวผมครั้งนี้มีประสบการณ์จากครั้งก่อนที่มหิดล ครั้งนี้ตั้งใจตอบเอาใจกรรมการมากๆ เลย คำถามของกรรมการคือ ถ้าไม่ได้ทุนจะเรียนต่อหรือไม่ คำตอบของผมคือเรียน แต่ในความเป็นจริงผมจะเอาเงินทุนที่ไหนมาเรียน เพราะผมตั้งใจแล้วว่า ผมจะเรียนต่อเมื่อได้ทุนเรียนเท่านั้น
ที่ต้องเรียนด้วยทุน เพราะเป็นคำสั่งของพี่ชายคนที่สองของผมที่ส่งผมเรียน แกบอกผมเสมอว่าจะส่งเรียนตามสติปัญญาที่ทำได้ แต่ส่งให้แค่ปริญญาตรีเท่านั้น และพี่ชายคนนี้แกก็สิ้นบุญเมื่อตอนผมเรียนอยู่ชั้นปี ๔ ปีสุดท้ายของปริญญาตรี (พ.ศ.2525)
พี่เสียสละไม่เรียน ออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานส่งน้องเรียนนี่คือความเสียสละอันยิ่งใหญ่แล้ว เราเรียนมาจนจบปริญญาตรี น่าจะมีปัญญาพอที่จะไม่รบกวนเงินจากทางบ้าน มันดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวเกินไป เพราะพี่ก็มีภาระเลี้ยงดูลูกๆ ของเขา ลำพังที่เขาให้ที่พักอาศัยก็ตอบแทนบุญคุณไม่หมดแล้วในชาตินี้ ผมตั้งใจว่าถ้าไม่ได้ทุนเรียนต่อ ผมก็จะไปหางานทำเพื่อเก็บเงินมาเรียนต่อให้ได้ในภายหลััง
คราวนี้เทพีโชคเข้าข้างผมบ้าง มีนิสิตที่ได้รับการคัดเลือกขั้นต้นจากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อรับทุนโครงการผลิตและพัฒนาอาจารย์จำนวน ๒ คน คือ ผม กับ บัณฑิตหนุ่มอีกคนหนึ่งจาก มศว มหาสารคาม และผู้ที่จะตัดสินให้ได้ทุนจำนวน ๑ คน จาก ๒ คนนี้ จะมีคณาจารย์จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก มาสัมภาษณ์
ผลจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามตอนต่อไป
หมายเหตุ*
- วิชา Endrocrinology คือ ต่อมไร้ท่อวิทยา เป็นวิชาว่าด้วยเรื่องของระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนของสัตว์ เน้นฮอร์โมนของมนุษย์ เป็นปฎิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกายอย่างช้าๆ ซึ่งมีต่อมใต้สมองเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับระบบบบประสาท
- วิชา Microtechnique เป็นวิชาว่าด้วยเทคนิคทางชีววิทยา ที่ต้องศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเตรียมเนื้อเยื่อสัตว์ เอาเนื้อเยื่อสัตว์มาทำให้คงสภาพเหมือนเมื่อยังคงชีวิตอยู่, เทคนิคการนำเนื้อเยื่อไปใส่ในพาราฟินเพื่อการตัดแผ่นเนื้อเยื่อโดยใช้เครื่องมือตัดชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่เรียกว่า microtome (micro =เล็กๆ, tome=ตัด) เทคนิคการนำเอาน้ำออกและน้ำเข้าเนื้อเยื่อเพื่อการย้อมสีเนื้อเยื่อ, เทคนิคการทำสไลด์ถาวร
- อนุกรมวิธาน Taxonomy เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตหรือ Classification เป็นส่วนใหญ่ จากนั้นก็เรียนเรือง การตรวจสอบชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตหรือ Identification และเรียนเรื่องระบบการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตหรือ Nomenclature บ้างพอสมควร