(8) อ.ไพโรจน์ สุจิตรา ตัวแทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ความคิดของคนพะเยาที่จะไปสู่ความสุข ในเรื่องลุ่มน้ำเป็นเรื่องสำคัญที่พูดกันมานาน ในส่วนของ
ชาวพะเยา ที่เห็นว่าทรัพยากรดิน น้ำป่า เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง และมีความสัมพันธ์กับคน จะอยู่ด้วยกันอย่างไร ปัญหาด้านสุขภาพ เกิดจากการใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน ส่งผลต่อสุขภาพ ในเอกสารได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างครบถ้วน
สิ่งที่อยากฝาก ในฐานะที่มาจาก สสส. สำนัก 3 ที่ทำงานด้านสุขภาวะชุมชนท้องถิ่น มองว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดคือ การให้ความรู้ ปัญญา ที่เกิดจากการลงมือทำ และสังเคราะห์ บูรณาการเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกัน สิ่งที่อยากฝากคือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องมีการทำแบบพอดี พอประมาณ พอเพียง ต้องมีความรู้ มีวินัย มีความขยัน หมั่นเพียร ในการบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยั่งยืน
6. พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดพะเยาและองค์กรบริหารระดับจังหวัดในการพัฒนาเมืองพะเยา โดยครูมุกดา อินต๊ะสาร ประธานคณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนคนพะเยา ร่วมกับตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยา ตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสนับสนุน คือ พอช. สำนักงานปฏิรูป และสสส.
7. เรียนรู้ ประสบการณ์ดีๆ ผ่านการทำงานพื้นที่รูปธรรม ดำเนินรายการโดยนายวิชิต ถิ่นวัฒนากูล ที่ปรึกษามูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา
ในจังหวัดพะเยามีเครือข่ายภาคประชาชนได้ทำงานพัฒนา ซึ่งเราได้รวบรวมผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด 9 ประเด็น ซึ่งประเด็นต้นแบบสำหรับการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การเป็นตัวอย่างของการพัฒนาขององค์กรชุมชนได้ระยะต่อไป ซึ่งมีผู้ร่วมนำเสนอแต่ละประเด็นตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
7.1) สวัสดิการชุมชนสู่สังคมสวัสดิการที่ยั่งยืน นำเสนอโดย นางมุกดา อินต๊ะสาร ประธานสภาสวัสดิการชุมชน จังหวัดพะเยา
ทุกคนต้องการสวัสดิการเพื่อชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต โดยส่วนตัวได้มีการรณรงค์ขับเคลื่อนให้เกิดสวัสดิการชุมชนมานานกว่า 10 ปี เริ่มจากการไปขอความร่วมมือจากหน่วยงานซึ่งก็มีความก้าวหน้าแต่ไม่มากนัก ต่อมาจึงได้ชวนชาวบ้านมาร่วมกันทำซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี จึงอยากจะขยายผลให้เกิดในพื้นที่อื่น ได้ผลักดันให้เกิดนโยบายในเมื่อปี พ.ศ. 2544 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากฝ่ายการเมืองในลักษณะปูพรม แต่จริง ๆ แล้วเห็นว่าต้องมีการเตรียมความเข้าใจให้กับคนที่จะเข้ามาทำงานเป็นทีมพัฒนากองทุนแต่ละกองทุนให้ชัดเจนเสียก่อน
ในการพัฒนาสวัสดิการไม่ใช่ว่าจะนำรูปแบบจาก ต.บ้านปิน บ้านถ้ำไปทำอย่างเดียว จะต้องมีการพัฒนารูปแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองด้วย ทั้งนี้เพราะแต่พื้นที่นั้นมีความทุกข์แตกต่างกัน จึงจะต้องมีเครื่องมือในการจัดการทุกข์ที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่
ปัจจุบันได้มีการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย จนได้รับได้รับงบสนับสนุนจากรัฐส่วนกลางในการต่อยอดจากกองทุนฯ ให้ครอบคลุมทุกช่วงชีวิต ในการพัฒนากองทุนในพื้นที่นั้น เราสามารถทำได้เลยในชุมชน และปัจจุบันอยู่ระหว่างการขับเคลื่อน การนำภาษี 7% โดยคิดเป็น 100% ซึ่งจะขอใช้งบ 0.75% มาอุดหนุนกองทุนฯ ปัจจุบันเรามี พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ใช่การแบมือขอ เราเองมีสิทธิที่จะออมด้วยตัวของเราเอง โดยคนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป โดยชาวบ้านเราออม 100 บาท และรัฐจะตามลำดับขั้นของอายุ โดยเริ่มตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป หลักคิดคือ จะทำอย่างไรที่เราจะออมบุญมาช่วยซึ่งกันและกันได้
7.2) สภาองค์กรชุมชน....ประชาธิปไตยชุมชน นำเสนอโดยนายประยูร เผ่าเต็ม คณะทำงานสภาองค์กรชุมชน จังหวัดพะเยา
สภาองค์กรชุมชนในจังหวัดพะเยาปัจจุบันมีทั้งหมด 18 พื้นที่ จากที่ได้ยื่นจดแจ้งไปทั้งสิ้น 25 ตำบล และมีแผนในการจดแจ้งอีก 10 ตำบล อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล 20 ตำบล ที่มาของสภาองค์กรชุมชนซึ่งภาคประชาชนร่วมกันผลักดันกฎหมายคือ ประชาชนในระดับตำบลไม่มีโอกาสในการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาของตนเอง มีก็เพียงเวทีของ อปท. จัดให้เท่านั้น แต่เมื่อชาวบ้านอยากคุยกันถึงสถานการณ์ปัญหาและหาทางออกร่วมกันกลับทำได้ยาก หากไม่มีสภาชาวบ้านในลักษณะนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่พลังการทำงานขับเคลื่อนร่วมกันจะมีไม่มากนัก เช่น อาจจะทำได้แค่ 1 หรือ 2 หมู่บ้าน แต่พอมีกฎหมายฉบับนี้ชาวบ้านสามารถประชุมร่วมกันทั้งตำบลได้
วิธีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนนั้น เริ่มจากการตั้งคณะทำงานในระดับตำบล และรวบรวมเอกสารให้สมบูรณ์แล้วส่งไปยัง พมจ. เพื่อรับรองการจดแจ้ง รูปธรรมที่ได้คือมีการเปิดเวทีสภาเพี่อระดมปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากชาวบ้านในชุมชน หลังจากนั้นก็มีการนำข้อสรุปเสนอต่อสภา อปท. ในพื้นที่ เพี่อกำหนดเป็นนโยบายของ อปท. ต่อไป
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแม้จะมีการตั้งสภาฯ ได้ง่าย แต่การดำเนินงานของสภามีความยากอยู่ เนื่องจากคนที่เข้ามาทำงานในสภาฯ นั้นยังไม่เข้าใจแนวคิดของสภาฯ อย่างท่องแท้นัก จึงทำให้การขับเคลื่อนงานด้านนี้ยังเป็นไปได้ช้า
7.3) สานพลังสร้างสุขภาพ นำเสนอโดยนางดุจดาว แก้วมี องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สุก ตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ มีปัญหาเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ จึงมีแนวคิดเกี่ยวกับสานพลังท้องถิ่นสู่ตำบลสุขภาวะ โดยเน้นการ “ฮอม” ความคิดของแต่ละภาคส่วนเข้ามาร่วมทำงานร่วมกัน โดยมี อปท. NGOs องค์กรชุมชน และราชการ เป็นแกนหลักมาทำงานร่วมกันใน 8 ประเด็นหลัก มีแนวทางการทำงานคล้ายสภาองค์กรชุมชน โดยเน้น
1) การสร้างกระบวนการเรียนรู้ เริ่มจากการจัดการข้อมูลทั้งการจัดเก็บ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์
2) การวางแผนการทำงานโครงการ
3) การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้าน
4) พัฒนาศูนย์การเรียนรู้
ผลการทำงานตลอดระยะเวลาการทำงาน 3 ปีที่ผ่าน พบว่า
1) เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของผู้นำชุมชน ขยายสู่ชาวบ้าน ปัญหาต่างที่ ๆ ที่เกิดขึ้นสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งชาวบ้านมองว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะตนเอง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องเริ่มด้วยตนเอง
2) เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายฯ ภายใต้แนวคิด เป้าหมายเดียวกัน 3) เกิดศูนย์การเรียนรู้ อบต.แม่สุก ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนในช่วงปิดเทอม
บทเรียนจากการทำงานที่สำคัญดังนี้
1) สิ่งจำเป็นในกระบวนการทำงานคือการสร้างการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน
2) ต้องสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของงานนี้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 3) ต้องมีการสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไม่ได้แบ่งแยก
3) ให้มองว่าการ “สวมหมวกหลายใบ” คือ การมีหลายตำแหน่งและบทบาทในการทำงาน เป็นโอกาสมากกว่าเป็นอุปสรรค ยิ่งหลายใบยิ่งเป็นการรวมความรู้จากหลาย ๆ ส่วนมาทำงานร่วมกัน
4) การแก้ไขปัญหาต้องแก้ไปพร้อม ๆกันทุกภาคส่วน
5) อปท. เหมาะสมเป็นศูนย์ประสานงาน เพราะเป็นองค์กรส่วนกลางของชุมชนระดับตำบล
ข้อเสนอแนะ ต่อการพัฒนาระยะต่อไป คือ
1) การพัฒนาชุมชนต้องยึดพื้นที่เป็นต้นตัวตั้ง โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้และไม่แยกส่วน อันจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็น “ของหน้าหมู่”
2) ควรมีการสร้างกลไกการขับเคลื่อนประสานงานระดับพื้นที่ อปท.ควรทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงาน เพื่อหนุนเสริมการทำงานของชุมชนให้เข้มแข็ง ภายใต้แผนชุมชนสู่แผน อปท.
7.4) การจัดการกว๊านพะเยา นำเสนอโดยนางสาวสหัทยา วิเศษ สถาบันปวงผญาพยาว
“กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นโดยกระบวนการสานเสวนา ทั้งนี้อดีตที่ผ่านกว๊านพะเยาเป็นเพียงหนองน้ำและต้นน้ำอิง ในปี 2482 มีนโยบายในการสร้างประตูระบายน้ำ จนเกิดเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 12,000 ไร่ มีกรมประมง เป็นหน่วยงานที่ดูแล จนกระทั่งปี 2492 มีการกำหนดพื้นที่บางส่วนเป็นเขตหวงห้าม ทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้านที่เคยทำมาหากินอยู่แถวนั้นก็ไม่สามารถหาได้
กว่า 70 ปีที่ผ่านมา กว๊านพะเยามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น มีสาหร่ายพิษ มีพันธุ์ปลาแปลกถิ่น เช่น ปลาชะโด ซึ่งเป็นปลากินเนื้อได้เข้ามาอยู่ในกว๊าน ส่งผลให้พันธุ์ปลาพื้นถิ่นสูญพันธุ์ และลดน้อยลง อันเนื่องมาจากนโยบายการพัฒนาที่ถูกกำหนดจากส่วนกลาง ขาดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ อีกทั้งการปรับเปลี่ยนผู้บริหารของเจ้าหน้าที่การประมงในพื้นที่ซึ่งเท่ากับการเปลี่ยนนโยบายใหม่ซึ่งขาวบ้านตามไม่ทัน นอกจากนี้แล้วปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กรมประมงกับชาวบ้านโดยเฉพาะผู้มีอาชีพทำประมง ต่อมาชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันตั้งเป็นชมรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และชมรมชาวประมงพื้นที่บ้าน เพื่อจัดทำเป็นเขตอนุรักษ์ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการหันหน้าเข้าหากันเพื่อทำการอนุรักษ์ร่วมกัน
ในระยะหลังมานี้มีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากว๊านก็มีมากขึ้น จึงเกิดเวทีสานเสวนา โดยมีการจัดเวทีไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้ง อปท. ชาวประมง เครือข่ายผู้หญิง เยาวชน แม่ค้า สถาบันการศึกษา สิ่งที่ได้คือ
1) ฉันทามติ เกี่ยวกับการจัดการกวานพะเยา โดยเราอยากเห็นน้ำกว๊านใสสะอาด
2) อยากให้มีส่วนร่วมในการพัฒนากว๊านพะเยา
3)อยากให้มีเครือข่ายและการจัดระบบความรู้ ซึ่งได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ไปรับฟังฉันทามติ
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาลุ่มน้ำกวานพะเยาในพระราชดำริ และมีแผนงานของภาคประชาชน หลายแผนฯ และแผนงานระดับเครือข่ายฯ คือ
1) การจัดตั้งศูนย์กว๊านพะเยาศึกษาเฉลิมพระเกียรติ
2) เชื่อมร้อยเครือข่ายการจัดการลุ่มน้ำกว๊านพะเยา
3) พัฒนาสภากว๊านและธรรมนูญกว๊านฯ ทั้งนี้ในวันที่ 20 มี.ค. นี้จะมีการนำเสนอแผนการจัดการกว๊านพะเยาร่วมกัน