ผู้ที่สนใจภาษาสันสกฤตนั้น อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ตามลำดับความเข้มข้น จากน้อยไปมาก

เนื่องจากมีผู้ที่สนใจภาษาสันสกฤตได้สอบถามมาเป็นระยะ ว่าจะเรียนภาษาสันสกฤตอย่างไร ผมได้ตอบไปบ้างแล้ว แต่เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านอื่น จึงได้รวบรวมประเด็นข้อสงสัยและข้อเสนอมาเล่าไว้ในที่นี้

 

ผู้ที่สนใจภาษาสันสกฤตนั้น อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ตามลำดับความเข้มข้น จากน้อยไปมาก ดังนี้

 

1) สนใจเรียนรู้เฉพาะคำศัพท์ เช่น อยากรู้ว่าภาษาสันสกฤตคำนี้แปลว่าอะไร ภาษาไทยคำนี้มาจากภาษาสันสกฤตคำไหน หรือ ความหมายอย่างนี้ในภาษาสันสกฤต จะใช้คำไหนดี ผู้สนใจกลุ่มนี้เป็นบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจภาษาไทย อาจจะอยากตั้งชื่อ เปลี่ยนชื่อ หรือผู้สนใจภาษาโดยทั่วไป

 

2) สนใจเรียนรู้ลักษณะทั่วไปของภาษาสันสกฤต โดยเฉพาะลักษณะภาษาสันสกฤตในภาษาไทย ต้องการรู้ภาษาสันสกฤตมากกว่าแค่คำศัพท์ เช่น เสียงในภาษาสันสกฤต การสมาส การกลายเสียงจากสันสกฤตเป็นไทย ผู้สนใจกลุ่มนี้มักจะเป็นครูสอนภาษาไทย

 

3) สนใจเรียนรู้ภาษาสันสกฤตในระดับที่จะอ่านออกเขียนได้ เรียกว่า ต้องรู้ทุกอย่างที่มีอยู่ในตำราสันสกฤตเลยทีเดียว คนกลุ่มนี้เป็นพวกหนอนหนังสือ อยากรู้อยากเรียนไปหมด

 

ทีนี้มาดูว่า แต่ละกลุ่มควรจะเรียนสันสกฤตอย่างไร

 

กลุ่มที่ 1

กลุ่มนี้ต้องการแค่ความหมายของศัพท์เป็นสำคัญ เครื่องมือที่ต้องใช้จึงเน้นที่พจนานุกรม ต้องอ่านพจนานุกรมเป็น ดังนั้น

                1) ควรเรียนรู้อักษรเทวนาครี (devanagari) ซึ่งนิยมใช้เขียนภาษาสันสกฤต เรียนรู้อักษรโรมันที่เทียบเสียงสันสกฤต และอักษรไทยที่ใช้เทียบสันสกฤต เช่น อักษรเทวนาครี   อักษรไทย อักษรโรมัน g เป็นต้น โดยเฉพาะระบบ HK หรือ Harvard-Kyoto ที่นิยมใช้มากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากพิมพ์ได้สะดวก ไม่ต้องใช้เครื่องหมายพิเศษ

                2) ควรจะรู้หลักการผันคำนามไว้บ้าง (declension) เพราะคำศัพท์ที่นำมาใช้ในภาษาไทยนั้น มีทั้งคำเดิมที่ยังไม่ผัน และคำที่ผันในรูปประธานเอกพจน์ หากไม่รู้หลักตรงนี้ ก็เท่ากับเดินหน้าไม่ได้มากนัก

 

กลุ่มที่ 2

กลุ่มนี้ต้องการภาพกว้าง และหลักภาษาในเชิงเปรียบเทียบ จึงควรจะอ่านตำราเป็นหลัก ควรจะมีความรู้ และตำราในลักษณะต่อไปนี้

               1) ภาษาอังกฤษ เพราะตำราสันสกฤตส่วนใหญ่ยังเป็นภาษาอังกฤษ และตำราเก่าแก่ หรือพจนานุกรมส่วนมากใช้ภาษาเก่า (สักเมื่อ 100-200 ปีที่ผ่านมา) ความหมายของคำศัพท์สมัยโน้น ต่างจากสมัยนี้ก็มาก บ้างก็เป็นคำที่ไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วยังมีศัพท์ทางไวยากรณ์อีกมาก

               2) ตำราด้านไวยากรณ์ ตำราไวยากรณ์ไม่ได้ช่วยให้อ่านออกเขียนได้ แต่ช่วยให้เห็นภาพกว้างของภาษา (ตำราเขียนด้วยภาษาอะไร ก็มีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบกับภาษานั้นไปด้วย) ผู้สนใจศึกษากลุ่มนี้ควรหาตำราไวยากรณ์สักเล่ม 2 เล่ม ก็เอาอยู่

 

กลุ่มที่ 3

               อันที่จริง กลุ่มนี้เป็นพวกขวนขวาย ใฝ่รู้ ไม่ต้องแนะนำก็คงจะหาทางจนได้ แต่เขียนไว้สักหน่อยก็จะดี

               กลุ่มนี้ต้องมีความรู้และตำราเช่นเดียวกับ 2 กลุ่มข้างต้น ได้แก่ 1) รู้อักษร 2) รู้หลักผันนาม 3) รู้ภาษาอังกฤษ 4) มีตำราไวยากรณ์, และที่ต้องมีเพิ่มเติม

               1) แบบเรียน แบบเรียนไม่ใช่ตำราไวยากรณ์ แบบเรียนจะให้ความรู้จากง่ายไปยาก พร้อมกับมีแบบฝึกหัดไว้ฝึกอ่าน เขียน แปล (ถ้ามีเฉลยด้วยก็มี แต่เท่าที่ผ่านมา แทบจะไม่มี) หาได้ทั้งเป็นเล่ม และเป็นตำราออนไลน์ แบบเรียนที่ดีจะไม่อัดเนื้อหาไว้แน่นเกินไปจนสับสน

               2) แบบแผนการแจกรูปในลักษณะต่างๆ (paradigm) เพื่อใช้ทบทวนความจำเกี่ยวกับแบบแผนทางไวยากรณ์ เนื่องจากภาษาสันสกฤตมี “สูตร” ต่างๆ มาก ทั้งนาม ทั้งกริยา สนธิ ฯลฯ

               3) หนังสือหัดอ่าน ส่วนนี้นับว่าสำคัญ เพราะช่วยทบทวนบทเรียน ไวยากรณ์ ทบทวนความจำ หนังสือหัดอ่านควรจะมีทั้งแบบสองภาษา (คือ สันสกฤต กับอังกฤษหรือไทย แปลตัวต่อตัว) และแบบอธิบายไวยากรณ์ พร้อมศัพทานุกรมด้วย

               4) สื่อด้านเสียง สมัยนี้คงหนีไม่พ้นเว็บไซต์อย่าง youtube ที่จะมีเพลงและบทสวดภาษาสันสกฤตให้คุ้นหูกัน บ้างก็มีตัวหนังสือขึ้นมาให้ดูด้วย

 

ท่านที่สนใจภาษาสันสกฤต คงจะทราบแล้วว่าตนเองอยู่ในกลุ่มไหน และต้องเตรียมตัวอย่างไร ลองค้นหาดูนะครับ ถ้าหาไม่เจอ ยังงงๆ ก็อดใจรอ ไว้ไม่ช้าไม่นาน จะมาแนะนำแนวทางการศึกษาตามลำดับไปครับ...