การสัมภาษณ์นายหนูกัน มหา ทายาทของนายสม มหา

 

         นายหนูกัน มหา อายุ 43 ปี เป็นบุตรของนายสม มหา ซึ่งเสียชีวิตขณะอายุได้ 72 ปี เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว 

นาของนายสม ที่ยกให้นายหนูกัน ปัจจุบันไม่แสดงอาการเค็มจนเป็นผลเสียต่อการปลูกข้าวแล้ว

  • เป็นเกษตรกรอยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
  • นายหนูกันได้รับมรดกที่นาดินเค็ม จำนวน 3 ไร่ จากบิดา(นายสม มหา) ซึ่งมีทั้งหมด 12 ไร่
  • เนื่องด้วยแต่เดิม นายสมเป็นเกษตรกรฐานะยากจน ที่จำเป็นต้องพัฒนาพื้นที่ดินเค็มที่ชุมชนใช้ประโยชน์ไม่ได้ จำนวน 12 ไร่ เพื่อการปลูกข้าว เลี้ยงครอบครัว
  • ความพยายามดังกล่าวจึงกลายเป็นเกษตรกรผู้นำในการแก้ไขปัญหาดินเค็มเพื่อการปลูกข้าว ของตำบลหัวเรือ และ
  • มีผู้ปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ดินเค็มของตำบลหัวเรือและตำบลใกล้เคียง

 

                       

นาของเกษตรกรรายอื่น ที่ยังเค็ม เพราะขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง

 

         จากการสัมภาษณ์นายหนูกัน มหา ทำให้ทราบว่า

  • นายสม  มหา ผู้เป็นบิดา ได้พัฒนาความรู้มาจากการสังเกตว่า ดินที่มีความชุ่มชื้น จะลดปัญหาดินเค็มได้
  • จึงมีการนำแกลบจากหมู่บ้านไปใส่ในบริเวณที่มีปัญหาดินเค็ม ซึ่งทำให้เกิดความชุ่มชื้นและพืชธรรมชาติที่มีความทนทานต่อดินเค็ม สามารถขึ้นได้ และ
  • เป็นพื้นฐานให้พืชอื่นๆ ที่ทนเค็มน้อยกว่า เจริญเติบโต จนสามารถผลิตข้าวได้ในระยะต่อมา

         สำหรับในพื้นที่ที่เค็มจัด มีระดับดินสูงและมีคราบเกลือนั้น

  • จำเป็นต้องมีการขุดปรับพื้นที่เพื่อให้มีการขังน้ำได้มากขึ้น
  • ที่พบว่า การขังน้ำทำให้ลดการสะสมของเกลือที่ผิวดิน
  • เมื่อเพิ่มแกลบเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ก็ทำให้เพิ่มความชุ่มชื้นของพื้นที่ดินเค็ม
  • เป็นผลให้พืชทนเกลือ เช่น หญ้าแพรกน้ำ เจริญเติบโตได้ดี
  • เมื่อไถกลบหญ้าแพรกน้ำ ก็จะทำให้ข้าวเจริญเติบโตได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแก้ไขปัญหาดินเค็มของพื้นที่นี้ 

ในระยะแรก ๆ นายสม ทำอยู่เพียงคนเดียว

  • แต่ในระยะต่อมาก็มีเกษตรกรที่มีปัญหาดินเค็มบริเวณใกล้เคียงทำตามอีกหลายท่าน
  • สามารถขยายผลมาจนถึงปัจจุบัน
  • แต่ปรับเปลี่ยนเทคนิคจากการขุดดินเค็มไปทำคันนาในสมัยก่อน เป็นการใช้รถเกรดพื้นที่ให้เสมอ แล้วนำดินนั้นขึ้นไปทำคันนา
  • ที่พบว่า ดินที่เป็นคันนาจะถูกชะล้างความเค็มหายไป และพื้นที่นาที่เป็นดินเค็มก็มีน้ำแช่ขังได้นานกว่าเดิม
  • การมีแกลบและหญ้าแพรกน้ำปกคลุมอยู่ก็ลดความเค็มได้ระดับหนึ่ง จึงทำให้ความเค็มโดยรวมลดลงเรื่อยๆ
  • ถึงปัจจุบันนี้ พื้นที่ 12 ไร่ทั้งหมดของนายสม มหา เป็นพื้นที่ดินเค็มเพียงเล็กน้อย ที่สามารถปลูกข้าวได้
  • แต่จำเป็นต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการแพร่กระจายของดินเค็มดังกล่าว

         หลักปฏิบัติที่สำคัญของนายสม มหา ที่ถ่ายทอดมาให้นายหนูกัน ก็คือ

  • การระบายน้ำเค็มในระยะแรกที่ฝนตกใหม่ ๆ ให้ออกจากพื้นที่
  • แล้วกักขังน้ำฝนไว้ รอให้น้ำฝนกดดันความเค็มลงไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จึงจะปักดำ
  • ซึ่งเป็นเทคนิคที่สำคัญที่เกษตรกรทั่วไปใช้อยู่ในพื้นที่นี้
  • ในระหว่างการรอให้น้ำเค็มลดลงไปนั้น เกษตรกรที่มีความขยันขันแข็ง ก็อาจนำหญ้าแพรกน้ำมาปักดำล่วงหน้าไว้ก่อน
  • พอถึงระยะที่จะปักดำข้าวจริง ก็คราดกลบอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้ได้ปุ๋ยพืชสดจากหญ้าแพรกน้ำ และเป็นจังหวะการรอให้น้ำเค็มลดลงไปจากระดับรากข้าว
  • ที่ทำให้ข้าวรอดพ้นจากความเค็ม
  • ในระยะหลัง ๆ เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินมาส่งเสริมแนะนำให้ใช้โสนอินเดีย หว่านเป็นปุ๋ยพืชสด แต่พบว่า โสนอินเดียกลับกลายเป็นวัชพืชในนาในระยะต่อ ๆ มา จึงมีการปรับใช้พืชตระกูลถั่วอื่นๆ ที่ไม่ทนน้ำแช่ขังแทน เช่น ถั่วพร้า และปอเทือง ที่สามารถให้ผลผลิตเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อการทำนาในพื้นที่ดินเค็มได้ดี

 

 

หญ้าแพรกน้ำ

ที่สามารถทนดินเค็มและปรับปรุงดินเค็มได้ดี

 

 

         นอกจากหญ้าแพรกน้ำแล้ว เกษตรกรทั่วไปยังพบว่า กระถินทุ่งและพืชธรรมชาติในนาอื่นๆ ที่ขึ้นในพื้นที่ดินเค็ม ก็สามารถลดปัญหาของความเค็มได้ดี

  • ดังนั้น ภูมิปัญญาและเทคนิคการแก้ปัญหาดินเค็มของพื้นที่บ้านหนองบัว จึงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาภูมิปัญญาการแก้ปัญหาดินเค็ม
  • และแพร่กระจายความรู้นี้ออกไปทั้งบริเวณของลำน้ำเสียว
  • มีการปรับพื้นที่นาและการขุดบ่อเก็บน้ำเพื่อลดผลกระทบของความเค็มโดยทั่วไป
  • ทำให้เกิดผลการพัฒนาความรู้ด้านการจัดการบริหารดินเค็ม น้ำเค็ม ในลุ่มน้ำเสียว
  • ในด้านการระบายน้ำเค็ม ในช่วงต้นฝนและเริ่มเก็บน้ำจืดในช่วงกลางฝนถึงปลายฝน และกักเก็บน้ำช่วงปลายฤดูฝนเพื่อกดและป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของดินเค็ม ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติกันอย่างทั่วไป
  • ด้วยความสามารถและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางราชการมากนัก ไม่ว่าจะเป็นราชการส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • แต่ก็มี อบต.ที่มีความเข้าใจได้สนับสนุนการทำประตูกักเก็บและระบายน้ำ เพื่อการลดปัญหาน้ำเค็มและดินเค็ม
  • นอกจากนี้ ชุมชนยังได้มีการประสานงานกับกรมทางหลวงชนบท และกรมทางหลวง ในการสร้างถนนและทำทางระบายน้ำ ที่ลดปัญหาน้ำท่วม และการแพร่กระจายของดินเค็มอีกทางหนึ่ง

 

 

การปรับระดับที่นาดินเค็มโดยรถเกรด

 

         บทสรุปจากการสัมภาษณ์ นายหนูกัน มหา ได้ความว่า

  • ชุมชนในปัจจุบันมีการพัฒนาความรู้เพื่อการแก้ไขปัญหาดินเค็มมาอย่างต่อเนื่อง และ
  • ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเข้าใจ ทันเวลา และจังหวะของการตกของฝน และการไหลของน้ำ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาดินเค็มได้อย่างต่อเนื่อง
  • แต่ถ้าการจัดการดังกล่าวหยุดชะงักเมื่อใด ความเค็มก็จะกลับคืนมาได้อีก