ไม่น่าเชื่อว่า เสื้อคลุมโง่ๆ...สามารถสร้างสถานะให้”ผู้ดี”ฝรั่งได้ปานนั้น...ซึ่งผู้ดีไทยก็เอาอย่างมากันมากหลาย

 วันนี้เราได้ยินคำว่า “โจรใส่เสื้อนอก”  กันมาก  ซึ่งมันร้ายกาจมาก ทำลายล้างได้มากกว่าโจรผ้าขาวม้าแดงมากนัก

 

 นักวิจารณ์ชำนาญการบางท่าน ให้การว่า คำคำนี้  มันเป็นคำบัญญัติมาจากนักวิชาการท่านโน้นท่านนี้ แต่สำหรับผมเห็นว่า เราน่าลอกมาจากคำศัพท์ฝรั่งที่ว่า “thief in a three-piece suit” ซึ่งพวกฝรั่งเขาบัญญัติศัพท์เสียดสีนี้กันมาน่าจะเกินกว่าร้อยปีแล้ว (เช่นในนิยายนักสืบของ Sherlock Holmes)

 

อันว่า “โจร” นั้นไม่ว่าโจร ณ เวลา หรือสถานที่ไหน มันมักจะทำท่าให้ดูดี น่าเชื่อถือด้วยกันทั้งนั้น เพื่อหลอกเหยื่อโง่ให้ตายใจ

 

ในสมัยก่อนที่เทคโนโลยียังต่ำ พวกมันก็ต้องเน้นไปที่การเห็นเชิงประจักษ์แบบง่ายๆ  เช่น เสื้อผ้า  เครื่องประดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถหามาได้ไม่ยากนัก เช่น โดยการเช่า การใช้ของปลอม..ก็สามารถสร้างความเชื่อถือต่อเหยื่อได้มาก..ในราคาที่ย่อมเยา

 

ในประเทศหนาวแบบฝรั่งการแต่งตัวของโจส่วนใหญ่ (ผู้ชาย) ด้วยอาภรณ์สามชิ้น ถือกันว่าเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับว่า “ดี” กล่าวคือ มีกางเกง เสื้อนอก และเสื้อคลุมเสื้อใน (ที่เรียกกันว่าเสื้อ vest) ...คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจนหรือรวยนั้นส่วนใหญ่ก็มี กางเกง เสื้อนอก ..สองชิ้นเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว  จากนั้นมีคนคิดค้นชิ้นที่สาม คือเสื้อคลุมเสื้อใน (vest) ออกมา ซึ่งถือกันว่าใครใส่เสื้อนี้แล้วจะเป็นคนชั้นสูง

 

...ทั้งนี้โดยไม่นับกางเกงใน เสื้อซับใน อีกทั้งเสื้อเชิร์ต เนคไท ผ้าเช็ดหน้า ร่ม  และหมวก ก็ไม่นับด้วย   

 

(ไม่น่าเชื่อว่า เสื้อคลุมทับเสื้อเชิร์ตโง่ๆ เพียงแค่นี้ก็สามารถเพิ่มสถานะให้”ผู้ดี”ฝรั่งได้ปานนั้น...ซึ่งผู้ดีไทยก็เอาอย่างมากันมากหลาย ทั้งที่เป็นเมืองร้อนจนตับแทบจะแตกอยู่แล้ว..แม้ใส่เพียงสองชิ้น)

 

การ “สร้างภาพโจร” ให้ดูดีนั้น นอกจากการแต่งตัวดี ใส่แบรนด์เนมราคาแพงแล้ว ก็ยังมีการฝึกฝนคำพูด เช่นการใช้คำศัพท์ให้หรูหรา ให้มีภาษาแขกมากๆ (ถ้าใช้ภาษาไทยแล้วถือว่าระดับกากๆ)  ดังนั้นจึงกดดันให้ต้องการพูดแขกคำฝรั่งคำ (เพื่อบอกว่า กรูชั้นสูงนะเฟ้ย..ทั้งที่คำศัพท์ ไวยกรณ์ผิดระนาว)

 

 เช่นใช้คำหรู (แขก) ว่า  โลกาภิวัฒน์  ก็วงเล็บไว้ด้วยว่า (globalization) หรือ (global village)  ใช้คำว่า "บูรณาการ" ก็ต้องวงเล็บว่า (integrated) ....บางคนแม้แต่ศัพท์พื้นบ้านแขกๆทั่วไป มันยังอุตส่าห์วงเล็บภาษาอังกฤษ เช่น "การเพ่งพินิจ"  มันก็ต้องวงเล็บว่า  (scrutinization)

 

...ไอ้ฮอสระเอี้ยพวกนี้ เพียงแค่มันมีความสามารถแค่นี้ ก็กลายเป็นคนดีเด่นในสังคมไทยได้แล้ว  (จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมชาติไทยเราจึงยังด้อย พฒน. กันมาจนบัดนี้)

 

การเด่นดังของคนพวกนี้นั้น   ยังมีปัจจัยเสริมจากบริบท (สิ่งแวดล้อม..ภาษาไทย) เช่น ต้องขับรถราคาแพง นาฬิกาเรือนทอง แหวน น้ำหอม เน็คไท  ตรายี่ห้อถุงเท้า รองเท้า ผ้าเช็ดหน้า ยาอม ปากกา   ..ยี่ห้อต่างชาติ แพงๆ  ...เพราะถ้าใช้ของราคาถูกคนไทยจะหาว่าไอ้หมอนี่มันยากจน ..ก็ไม่น่าเชื่อถือไป ๘๐ ส่วนจาก ๑๐๐ ส่วนแล้ว มิใยจะใส่สูต พูดหรั่งอย่างไรก็คงฟังไม่ขึ้น

 

ส่วนบางคนไม่มีเงิน และการศึกษาก็ไม่มี อีกทั้งรถหรูก็ไม่มี พูดหรั่งก็ไม่เป็นกะเขา  ทำไงดีหว่า ก็เลยตะแบงให้เป็นตรงข้ามเพื่อเรียกร้องความสนใจให้กระฉูด  เช่น ใส่กางเกงเล เสื้อม่อฮ่อม อยู่กระต๊อบ (แต่เรื่องพูดไทยคำหรั่งคำยังดจร.กระทำอยู่ แม้สำเนียงเสียงที่เปล่งออกมามันจะเพี้ยนจนน่าขำก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่จับไม่ได้ก็รอดตัวไป..ตามระบบประชาธิปไตยเสียงข้างมากแบบไทยไทย )

 

น่าตระหนกและสลดว่า ..เมืองไทยเราวันนี้ไม่ได้มีแต่เพียง “โจรใส่สูต” ที่เป็นเพศชายเท่านั้น แต่เกิดปรากฎการณ์ใหม่คือ “โจรหญิงที่ใส่กระโปรงดีไซน์เนอร์”  และทาหน้าด้วย “เอ็กเพนซ์สิฟคอสแมติก” (สังเกตสระอิใสสิฟนะจ๊ะ..ไม่ไช่สระอี)    รองส้นเท้าด้วย “ไฮฮีลแอนด์ไฮไพรซ์”   (แน่ะ..เดาะคำประกิดกะเขาด้วยแหละ)...

 

..ถามว่า เราจะบัญญัติศัพท์แบบ “เฟมินิน” โดยไม่ให้ได้รับข้อครหาว่า “เหยียดเพศหญิง” (gender discrimation)  ได้อย่างไรดี 

 

พลีซเฮลพ์มีทฮิ๊งค์

 

..คนถางทาง (๕ มีค. ๒๕๕๕)