สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Holiday weight gain affects active people too' = "น้ำหนักขึ้น(ช่วง)วันหยุดมีผลต่อคนที่แอคทีฟ (active = ออกแรง-ออกกำลัง เคลื่อนไหวไปมาบ่อย ไม่อยู่นิ่งนาน-ไม่นั่งนาน) ด้วย" = "คนแอคทีฟ(ออกกำลังมาก)ก็อ้วนได้", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
.
คนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่แอคทีฟ (acitve) หรือออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ ไม่อยู่นิ่งนาน ไม่นั่งนาน + กินหนักในช่วงวันหยุด-เทศกาล-งานเลี้ยง สังสรรค์ ก็อ้วนได้เช่นกัน
.
ศ.เดล โชลเลอร์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างวัยกลางคน 443 คน, กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
.
ผลการศึกษาพบว่า การกินหนักในวันหยุดทำให้คนเราอ้วนขึ้น ไม่ว่าจะออกแรง-ออกกำลังหนักหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากกำลังงานที่ได้รับเข้าไป (อาหาร) มากกว่าการเผาผลาญกำลังงานทั้งหมด (รวมการออกแรง-ออกกำลัง และการใช้กำลังงานพื้นฐาน เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ ฯลฯ)
.
ตัวอย่าง เช่น อาหารเย็นช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) จะทำให้คนกินหนักขึ้น คิดเป็นกำลังงาน 500 แคลอรี
.
ข้าวเจ้าที่ซุยแล้ว (ไม่อัดแน่น) 1 ทัพพี หนาประมาณข้อปลายนิ้วก้อยผู้ใหญ่ผู้หญิง = 80 แคลอรี; 500 แคลอรี = 6.25 ทัพพี = ข้าวประมาณ 2 จาน
.
ไขมันในร่างกาย 1 กิโลกรัม (เนื้อเยื่อไขมันมีน้ำปนอยู่เล็กน้อย) = 7,000 แคลอรี
อาหารเทศกาล-งานเลี้ยง-งานบวช-สังสรรค์-งานศพ ทำให้คนเรากินหนักขึ้น 500 แคลอรี/มื้อ = 500 x 1000/7000 = 71.43 กรัม ต่อมื้อ = 3/4 ขีด (1 ขีด = 1/10 กิโลกรัม) ต่อมื้อ
.
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า คนอเมริกันหนักเพิ่มขึ้น 1 ปอนด์ = 0.454 กก. = 4.5 ขีด ในช่วงเทศกาล
 
.
บทเรียนนี้สอนเราว่า วันหยุด-เทศกาล งานบวช-แต่งงาน-งานศพ-สังสรรค์-อบรม-สัมมนา ทำให้คนเราอ้วนขึ้นได้ทั้งนั้น
.
การไม่กินหนัก และไม่ไปงานบ่อย มีส่วนช่วยป้องกันน้ำหนักเกิน-อ้วน
.
คนไข้เบาหวานส่วนใหญ่จะคุมอาหารไม่ได้เมื่อไปงานบวช งานแต่งงาน งานศพ, เนื่องจากเห็นคนอื่นกินหนัก เลยกินหนักตามเช่นกัน
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

> [ Twitter ]

  • Thank Reuters > SOURCE: bit.ly/AcNyDZ American Journal of Clinical Nutrition, online February 1, 2012.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 13 กพ.55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้า > CC: BY-NC-ND.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.