การสังเกตพฤติกรรม การสนทนา และการเยี่ยมบ้านเด็กจะทำให้เราเข้าใจสาเหตุและที่มาของปัญหาต่างๆได้ชัดเจนขึ้น และแก้ไขได้ทันท่วงที

         

        วันนี้เป็นการสอบวันแรกของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนเรา ห้องที่ครูนกคุมสอบในวันนี้จะมีนักเรียน ๒ ระดับคือ ม.๑ จำนวน ๒๕ คน กับชั้น ม.๓ จำนวน ๒๘ คน  จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ จะพบว่าส่วนใหญ่จะไม่มีสมาธิในการทำข้อสอบอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพี่ ม.๓ 
           ในระดับโดยเฉพาะเลขที่ ๑๕ ของระดับ ม.๓ เขาจะมีกิจกรรมที่ต้องขยับตัวและร่างกายบ่อยครั้ง ครูนกแก้ปัญหาเบื้องต้นให้ขยับโต๊ะสอบให้กว้างขึ้นเพราะเขาเป็นตัวสูงการนั่งทำข้อสอบดูจะเกะกะ ไม่สะดวกสบายสำหรับเขา  ทุกๆวิชาเขาจะทำข้อสอบเสร็จภายใน ๒๐ นาที  แต่ครูนกใช้กติกาการสอบทั่วไปคือ ต้องให้เวลาผ่านไป ๕๐% ของเวลาทั้งหมดจึงจะอนุญาตให้ส่งข้อสอบได้ จนกระทั่งในรายวิชาภาษาอังกฤษเขาก็ยังคงทำข้อสอบเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็เริ่มไม่มีสมาธิ นั่งหันซ้ายแลขวา หาคนคุยดู  ครูนกเลยบอกว่า "ลูกอ่านภาษาอังกฤษให้ครูฟังสักประโยคหรือสักคำก็ได้ ถ้าอ่านได้ครูปล่อยให้ออกจากสอบ" ปรากฏว่าเขาเลือกอ่านคำว่า in ครูนกบอกว่า ขอยากกว่านี้ได้หรือเปล่าแบบเหมาะกับระดับ ม.๓  เขาก็ยิ้มๆ และยอมแพ้กับวิธีการของครูนก
            ในช่วงบ่ายมีการสอบรายวิชาเพิ่มเติมซึ่งนักเรียนจะต้องเปลี่ยนห้องสอบ และครูนกก็ต้องดูแลนักเรียนกลุ่มใหม่ปรากฏว่า เด็กชายเลขที่ ๑๕ มานั่งอยู่หน้าสอบ เมื่อสอบถามพบว่ารอเพื่อน  ช่วงนี้คุยกับเขาและเพื่อนเรื่องเพื่อนที่เข้าห้องสอบสาย จนกระทั่งมีเรื่องราวในบทสนทนาที่ครูนกต้องสอบถามเขาว่า พ่อแม่ทำงานอะไร  เด็กชายคนดังกล่าวบอกว่า "พ่อผมเสียแล้ว"  เมื่อถามเพิ่มเติมเขาอาศัยกับแม่ซึ่งป่วยทำให้พิการครึ่งท่อนล่างประกอบอาชีพไม่ได้  ครูนกเลยสอบถามว่า แล้วใครเป็นหาเลี้ยงครอบครัว  เขาก็บอกว่า ตาเป็นคนส่งเงินมาให้ทั้งบอกว่า ตาอยู่เบตง  ทำให้ครูนกต้องถามข้อมูลเกี่ยวกับตาทำให้ทราบว่า ตามีสวนยางพาราและมีลูก ๖ คนอีกทั้งตาก็สุขภาพไม่แข็งแรง  ครูนกเลยถามว่า ทำไมแม่ไม่กลับไปอยู่กับตาที่เบตง  คำตอบของเด็กทำให้ครูนกต้องมองเด็กคนนี้ละเอียดมาก
            จากคำบอกเล่าของเด็กสรุปคือแม่เป็นลูกสาวคนจีน เมื่อแต่งงานออกจากบ้านจะกลับเข้าบ้านเองไม่ได้  ถ้าจะกลับเข้าบ้านต้องให้พ่อแม่มารับ  แล้วแม่เป็นคนดื้อรันเอาแต่ใจตนเองไม่ฟังใครเลยไม่ยอมกลับบ้านถ้าตาไม่มารับ  ส่วนตาเดินทางลำบากเพราะสุขภาพ และเด็กบอกว่า ตาเป็นคนสูงมากเกิน ๑๘๐ เซนติเมตรเวลานั่งรถไกลจะลำบากเหนื่อยมาก  บ้านที่พักที่หาดใหญ่เป็นบ้านเช่าอยู่ในละแวกของญาติฝ่ายพ่อซึ่งก็คอยดูแลห่างๆ ที่ไม่เข้ามายุ่งเพราะไม่ชอบแม่ของเขา  เขาเองก็บอกว่าแม่เขาดื้อ และรู้ไปทุกเรื่องแม้แต่เรื่องในโรงเรียน ทะเลาะกับเขาประจำ
              เมื่อฟังเรื่องราวเขาจบครูนกตั้งคำถามเขาหลายประเด็นเช่น ครูที่ปรึกษารู้เรื่องหรือไปเยี่ยมบ้านหรือยัง (ครูที่ปรึกษาเยี่ยมบ้านและรับทราบเรื่องราว) ความช่วยเหลือที่เขาได้รับจากโรงเรียน (ไม่ได้ขอทุนแต่ได้รับการยกเว้นค่าบำรุงการศึกษา)  จบ ม.๓ แล้วยื่นขอโควต้าศึกษาต่อ ม.๔ หรือไม่ (เจ้าตัวบอกว่าตนเองประวัติไม่ดีและเกรดไม่สวยเลยไม่ขอ จะสอบเรียนต่อด้านเทคนิค แต่ตนเองชอบด้านภาษาต่างประเทศ)
              ข้อมูลหรือคำแนะนำที่ครูนกให้เด็กคนนี้ในเบื้องต้นคือ
-  คุยกับแม่ดีๆ และต้องเข้าใจแม่ที่ป่วยอาจทำให้เครียด   และให้ชวนแม่สวดมนต์ (แม่สวดประจำ) 
-  ส่วนเรื่องที่แม่ชวนเราทะเลาะและไม่ยอมให้เราทำอะไรหลายๆอย่างเช่น ขับรถจักรยานยนต์มาโรงเรียน  หรือทำงานกลางคืนเพราะแม่เป็นห่วง หากเกิดอะไรขึ้นแม่ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที แม่จึงอาจจำกัดให้ลูกต้องอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย
-  ให้เขาตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้เพราะเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ดังนั้นภาพของเขาในสายตาแม่คือไม่เก่ง ยังต้องการคำแนะนำและการดูแล  ถ้าอยากให้แม่บ่นน้อยลงและวางใจเรามากขึ้นเราต้องปรับปรุงผลการเรียนให้ดีขึ้น
-  สุดท้ายครูนกบอกว่า "สู้ๆ นะ"
                ในการเขียนบันทึกครั้งนี้ครูนกยังสรุปอะไรชัดเจนไม่ได้เพราะฟังและมองจากเด็ก ถ้าจะให้ภาพต่างๆ ชัดเจนคงต้องไปเยี่ยมบ้านและพูดคุยกับแม่ซึ่งครูนกมองว่าเป็นผู้หญิงแกร่งอีกคนหนึ่ง แต่ที่สำคัญทำให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กที่มานั่งสอบมากขึ้นว่า ที่ไม่มีสมาธิ การพูดจาที่อาจดูกวนๆ  หรือเรียกร้องความสนใจมาจากสาเหตุใด การจะตัดสินพฤติกรรมใดๆของเด็กจากภาพที่เห็นต้องบอกว่า เร็วเกินไปและอาจจะทำให้เราคลาดเคลื่อนจากประเด็นปัญหาสำคัญๆ ที่อาจเกิดในห้องเรียนก็ได้ ครั้งนี้เสียดายอย่างเดียวครูนกมาเจอเด็กคนนี้ตอนสอบปลายภาคที่เขากำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓