เที่ยวยี่งอ
มอเตอร์ไซค์ขับขี่วนไปวนมารอบเมืองหาดใหญ่ รอบแล้วรอบเล่าจากกลางวันสู่กลางคืน โดดเดี่ยว ปราดเปรียว เร้าร้อน แต่คงจะไม่เร้าร้อนไปกว่าจิตใจของผู้บังคับมัน กลับมาที่หอพัก เดินวนไปวนมารอบแล้วรอบเล่า ก็ทราบข่าวการจากไปอีกชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นแม่ของรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย อีกชีวิตหนึ่งแล้วใช่ไหมที่จากไป หมดเวลาแล้วสำหรับเขา แต่เรายังต้องดิ้นรน ต้องต่อสู้ต่อไปในโลกแห่งความสับสนวุ่นวายแห่งนี้
คืนที่ผ่านมารุ่นพี่ที่หอพักได้ชักชวนไปเที่ยวนราธิวาส ผมก็เคยไปนราธิวาสนะ แต่ไปหลายครั้งเที่ยวไม่เคยทั่วเลย จึงตัดสินใจไปเที่ยวกับพี่เขาเสียเลย อีกรอบไปเที่ยวยี่งอ ไปเยี่ยมรุ่นน้องที่แม่เสียไป ไปเยี่ยมรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่จะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ที่เมืองมะดีนะห์ ซาอุดิอารเบีย งานนี้ไปรอบเดียว ได้เที่ยวสองเด้ง
ผมตื่นมาแต่เช้าย่ำรุ่ง สลึมสลือ มาล้างหน้าแปรงฟันแล้วทำภารกิจละหมาดประจำวัน ซึ่งมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ วันละ 5 เวลา หลังจากนั้นจัดแจงอาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัว มาที่หอพัก ข้าวเหนียว โอเลี้ยง พร้อมเสริฟ ทำให้ตาสว่างพักนึง ก่อน 7 โมงเช้าเรารีบเร่งรุดหน้าพุ่งไปยังสถานีรถไปหาดใหญ่ สามหนุ่มสามสไตล์ เก่ๆกังๆไปมาหน้าสถานีรถไฟ ตรงไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อขอตั๋วรถไฟฟรี จากนั้นรีบวิ่งไปยังชานชลา ก้าวขึ้นรถไป โอ้วสบายจัง รถว่าง เตรียมหย่อนก้นนั่งลง เฮ้ยไอ้หนุ่ม เขาตัดขบวนรถ ผู้หญิงคนหนึ่งทัก นั่นสิสงสัยว่าทำไมรถว่างจังแฮ่ะ
คราวนี้วิ่งหารถขบวนใหม่ ไม่จริงนะคนเต็มเว้ยเฮ้ย กว่าจะหาที่นั่งได้เหงื่อไหลไคลย้อยไปเหมือนกัน ขึ้นรถไฟทั้งทีได้เจออะไรมากมายหลายอย่าง ได้รับรู้ถึงชีวิตคนชนบท ชีวิตทหารในสามจังหวัด ระบบราชการและการเมืองที่พัฒนาไปไม่ถึงไหน รถไฟสมัย ร.5 บัดนี้ยังคงสภาพเช่นเดิม จนพี่ที่มาด้วยกันกล่าวว่า รัฐบาลอนุรักษ์ไว้ถ่ายหนังมั่ง อย่าพูดอะไรให้มากไปเลย เหนื่อยใจสำหรับรถไฟไทย
ขึ้นรถไฟมาเจอคนหลายแบบ ดีๆก็มี โคตรเห็นแก่ตัวก็มาก ไร้มารยาทก็มีถมเถไป จึงเห็นภาพคนสูบบุหรี่ ทิ้งขยะ บ้วนน้ำลาย ไม่เอื้อเฟื้อที่นั่งแก่เด็ก สตรี คนท้องและนิสัยแย่ๆอีกมากที่พบเจอ แต่นี่คือความจริงชีวิตที่พบเจอ พบเจอความเห็นแก่ตัว เหล่านี้เพราะสังคมบีบคนให้เป็นแบบนี้ สังคมทุนนิยม ศาสนาเงิน ทำให้คนเป็นเลว โดยระบบและฝังในสันดาน ความคิดผมก็ล่องลอยไปเรื่อยๆ
รถไฟหัวลากเสีย เซ็งเป็ดหล่ะคราวนี้ รอกันสองชั่วโมงกว่ารถจะออกจากสถานี กลิ่นบุหรี่กลิ่นต่างๆโชยมา ไม่ว่ากลิ่นช็อกโกแล็ต กลิ่นอื่นๆ พร้อมควันลอยโขมง เสียงเพลงร็อคจากโทรศัพย์หนุ่มทหารเกณฑ์ดังกระฮึ่มประกอบมิวสิคการเดินทาง แต่เราก็มีความสุข เพราะทำใจ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ชมนกชมไม้ไป
ตลอดทางแวะสถานีต่างๆตลอดทาง ผมนี่ก็แปลกนิ่งไม่ได้เป็นหลับ ตื่นมาก็กินๆๆ ที่นั่งบนรถแรกๆมานั่งสองคน หลายๆสถานีเข้าซ้อนหนึ่งสองสาม สี่ก็มี นี่แหละรถไฟฟรีไทยแลนด์ มองสองข้างทางสภาพป่าสมบูรณ์ ทุ่งนา ป่าเขา ตามรายทางทิวทัศน์ช่างจับตาต้องใจนักแล หลับๆตื่นๆตลอดสองสามชั่วโมง จนเข้าสู่สถานีมะรือโบตก นราธิวาส เราสามคนลงจากรถไฟ แล้วไปต่อรถแท็กซี่ข้างริมทาง มุ่งหน้าสู่เมืองยี่งอ
แท็กซี่ 5ที่นั่งเราซ้อนอัดกัน 7 คน ถึงคับแน่นไปก็สนุกดี มีน้องคนหนึ่งกลับมาจากนครศรีธรรมราช โดยสารมาคันเดียวกับเรา พูดจาไพเราะดี ยิ้มน่ารักเพราะเป็นนักศึกษาเหมือนกัน เธอบอกว่าเพื่อนเธอกลัวนราธิวาส ไม่มีใครกล้ามาเที่ยว ทั้งๆที่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก แต่เมื่อข่าวเหมารวมความรุนแรง ความหวาดกลัวก็แผ่ขยายลามไปในสังคม นี่แหละอำนาจสื่อสารมวลชนไร้จรรยบรรณ เว้อไป เอาแต่ผลประโยชน์ อุดมการณ์เปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ตามกระแส กระแสคือศาสดา เงินคือพระเจ้า มันดังก้องในจิตใจ
ผ่านมา 8 กิโลเมตร เข้าสู่เมืองยี่งอที่สงบน่าอยู่ มีภูเขาล้อมรอบเมือง มีเด็กๆวิ่งเล่น มีสาวๆตอนปลายหลายคนคลุมผ้าผืนใหญ่น่ารักดีออก เขาเรียกว่า หิญาบ หรือเรียกว่าผ้าคลุมผมหญิงมุสลิม มองไปรอบๆอีกครานึงเห็นทหารเดินกันขวักไขวถือปืนเกวไปเกวมา ราวกับจะประจันบานกันใครซะงั้น คิดว่าจะก่อสงครามกับใครกัน จะล้างบางกันทีเดียวหรือ ก็ช่างหัวมัน ประเทศนี่ก็รู้ว่าใครใหญ่ จะว่าไปผมไม่ใช่เกลียดทหารนะครับ เอาเข้าจริงผมก็นับว่าเป็นทหารเหมือนกัน อุตส่าจบรด.ปี 5มานะเนี๊ยะ
ถึงบ้านรุ่นพี่แล้ว บ้านบูแม บูแมแปลว่ายอดมะพร้าว บ้านหลังกลางๆกระเบื้องเก่าๆ มีพ่อกับแม่ บวกกับแมวอ้วนๆชอบนอนขี้เกียจตัวนึง ถึงบ้านทันทีทันใดตามสูตรฮาๆ กินข้าวก่อนละกันนะ งานนี้ทำกับข้าวเสียเองเลย ยำเห็ดฟาง ยำมาม่า ปลาย่าง บูดู แกงมัสมัน ปลากระป๋อง สะตอ ลูกชิ้น น้ำพริก ผักสด โอ้ยหลายอย่างมันยิ่งกว่างานเลี้ยงเลยนะเนี๊ยะนะ ฮาๆตบท้านด้วยแฟนต้าเขียว แทบสลบงานนี้
กินข้าวเสร็จแล้ว กินกันจนแน่นท้องทีเดียว เสียงอาซานแว่วมา จึงรีบไปละหมาดทีมัสยิดบูแม ที่รายล้อมไปด้วยทุ่งนาป่าเขา สบายตาจริงๆ
หลังจากละหมาดเสร็จสรรพ เดินทางต่อไปเยี่ยมบ้านรุ่นน้องที่แม่เสียไป เราไปเจอกันที่มัสยิดกัมปงปีแซ รุ่นพี่บอกว่าหมู่บ้านนี้ชื่อ Banana City ซะงั้นแฮะ บ้านกล้วย หรือบ้านกัมปงปีแซ ชือน่ารักดีออกเหนอะ พอเข้าไปบ้านน้องแป็ปนึง น้ำหวานกับขนมก็ตามมาอีกหละ กินอีกครับพี่น้องตามสูตร คุยไปคุยมา ก็กลับไปบ้านบูแมอีกรอบนึง กลับไปนอนดู TV รอจะกลับบ้านในตอนเย็น ผมนะขอนอนแน่นท้องไปหมดแล้ว ส่วนรุ่นพี่อีกคนขมักขเม้นในการเลือกผ้าถุงปาเตะ เพื่อเอาไปทำธุรกิจของแก ผมขอหลับก่อนหละ
บ่ายสามกว่าๆหลับก็ตื่นขึ้นมา เราก็เตรียมตัวกลับบ้าน ไปรอรถที่บ้านกัมปงปีแซ เพราะรถตู้วิ่งไปหาดใหญ่ผ่านทางนั้น โทรไปจองตั๋วแล้วตะบึงไปกัมปงปีแซเพื่อรอรถ รอเกือบครึ่งชั่วโมง รถก็มา ก็ลากันรุ่นพี่รุ่นน้อง รถก็ลากไป โผตัวสู่หาดใหญ่อีกครา ลงในรถกะจะหลับอีก แต่เสียดายนั่งรถเหมือนนั่งบนหลังม้า ไม่รู้ว่าโช้คอัพไม่ดีหรือไม่ทราบว่าถนนเสียกันแน่ เขย่าไปเขย่ามา ปวดหัวมึนไปหมด รวมเวลา 3 ชั่วโมง ดีหน่อยนึง พบเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม ไม่กล้าคุยด้วยเท่าไร แบบว่าเป็นโรคแพ้คนสวย ฮา ก็เพื่อนสวยนะเว้ยเห้ย จะจำไปอีกนาน ไอ้ตู้รถม้าควบคันนี้ นั่งมาตั้งนานหัวโขกไปมา มึนหัวตึบๆ ….ถึงหาดใหญ่แล้ว สบายใจหน่อย กลับหอไปอาบน้ำ สบายๆเสียที หาดใหญ่ที่รัก
ไปเที่ยวครั้งนี้ถือว่าสนุกทีเดียว ได้สาระหลายอย่าง ได้รับรู้ชีวิตและบทเรียนชีวิตที่เวลามอบให้ การเดินทางสอบเรา อบรมเราอย่างดีทีเดียว วิชาการเดินทาง การท่องเที่ยวชีวิต จึงเป็นวิชาบังคับที่บรรจุลงในหลักสูตรชีวิตผมนานมาแล้ว และดูๆไปทุกวันนี้ผมยิ่งลงหน่วยกิตมากขึ้นทุกๆทีแล้วสิ Tripยี่งอ ถือว่าสุขสันต์ สนุกได้เกรด B+ ไปเลย รอบหน้าคงให้เกรด A ถ้ามีเวลาเที่ยวมากกว่านี้ แล้วเจอกันที่ยี่งอ จังหวัดนราธิวาส นะครับพี่น้อง
เจ้าชาย
23/1/55
สวัสดีครับ
ได้ศัพท์ใหม่..น่ารักครับ...บูแมแปลว่ายอดมะพร้าว
ที่นั่น แกงยอดมะพร้าวทานเหมือนแถวอีสานไหมครับ
หิญาบ หรือเรียกว่าผ้าคลุมผมหญิงมุสลิม
Banana City หรือบ้านกัมปงปีแซ
แล้วเมืองยี่งอแปลว่าอะไรครับ
สนุกสนานไปตามบันทึกด้วยครับ