ผมยอมรับผิดอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ทสม) คือเมื่อก่อนผมก็คิดว่าเป็นทรัพย์สิน “ส่วนพระองค์”

 

 

นักวิชาการที่ดีนั้นต้องวางตัวยิ่งกว่าเป็นกลางเสียอีก ผมว่าจะให้ดีที่สุดต้องวางตัว “เหนือกลาง”  คือ ไม่ซ้าย ไม่ขวา และไม่กลางด้วย (แหะๆ ใช่ว่าจะยอตัวเองนะ เพราะนี่คือ คติพจน์ประจำบล็อกผมมาแต่แรก)

 

แต่อนิจจาวันนี้ เราเห็นนักวิชาการที่มีอคติ ที่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า แบบนี้มันนักวิชากินเสียมากกว่า

 

เช่น ขณะนี้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่มีอคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอคติ ซึ่งหลายอย่างเป็นวิชาการอำพราง บอกความจริงเสี้ยวเดียว ตัดตอนเอามาพูด หรือไม่คำนึงถึงบริบทในประวัติศาสตร์ เป็นต้น  ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ถ้ากระทำไปโดยโฉดเขลาก็ไม่ว่ากันเพราะสี่ตีนยังรู้พลาด แต่บางคนดูออกเลยว่า “แกล้งโง่”

 

 

มาถึงตอนนี้ผมยอมรับผิดอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ทสม)  คือเมื่อก่อนผมก็คิดว่าเป็นทรัพย์สิน “ส่วนพระองค์” (ทสอ) แต่ความจริงเป็นคนละส่วนกัน  กล่าวคือ ทสอ. นั้นเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ส่วนทสม. ไม่ต้องเสียภาษี ที่ไม่ต้องเสียภาษีนั้นผมเดาว่าเพราะเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมาย (ที่ร่างโดยนักการเมืองในระบอบปชต. ภายหลังการยึดอำนาจของคณะราษฎร์) ก็เพื่อให้ทรงใช้กำไรที่ได้จากการนี้ในกิจการการกุศลต่างๆ “ตามพระราชอัธยาศัย”  

 

สำนักงาน ทสม. เป็นเจ้าของกิจการบางอย่าง เช่น ปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ (ที่ตอนนี้ดูเหมือนเป็นของสิงคโปร์ไปแล้ว) และ เป็นเจ้าของที่ดินในกทม.และภูมิภาค  กำไรที่ได้จากกิจการเหล่านี้มีผู้ประเมินว่าปีละประมาณหมื่นล้านบาท โดยสนง. ทสม. นั้นมีบอร์ดบริหารห้าคน มีรมว.คลังเป็นประธาน และ กรรมการอีก 4 ท่าน แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์  กำไรที่ได้จากกิจการให้ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย

 

แต่คำว่า “ตามพระราชอัธยาศัย” นี้พวกนักวิชาการอคติไปตีความว่าจะเอาไปทำอะไรก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาพยายามชี้นำว่าคงเอาไปเข้าเป็น ทสอ. หมดแน่ๆ  แต่ความจริงแล้วผมว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายก็เพื่อให้ทรงเอาไปใช้ในกิจกรรมการกุศลต่าง ๆเพื่อพสกนิกร เช่น บรรเทาทุพภิกขภัยต่างๆ   หรือ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกระทำหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ เช่น การต้อนรับแขกเมือง การเสด็จเยี่ยมพสกนิกร  หรือแม้แต่ค่าใช้สอยจิปาถะเช่น การอุปถัมภ์งานพระราชทานเพลิงศพ ทหารทุพลภาพจากการป้องกันประเทศ   เป็นต้น

 

ซึ่งการเอาไปใช้เป็น ทสอ. นั้นคงยากเนื่องเพราะบอร์ดที่ต้องรับทราบการใช้จ่ายนั้นมี รมว. คลังจากฝ่ายการเมืองเป็นประธานบอร์ด จริงอยู่แม้บอร์ดไม่มีอำนาจในการใช้เงิน แต่เพียงแค่รับทราบการใช้มันก็เป็นการถ่วงดุลที่เพียงพอแล้ว  หากพระมหากษัตริย์น้ำไปใช้เป็น ทสอ. ก็คงจะทำให้พระราชอำนาจเสื่อมถอยเป็นแน่ (จะเกิดการนินทาต่อไปในวงกว้าง)

 

การที่นิตยสารฟอร์บเอาไปจัดอันดับว่าในหลวงของเราเป็นผู้นำที่ “รวย”ที่สุดในโลกก็ผิด 100% เพราะเขาเอา ทสม. ไปรวมเป็น ทสอ. นั่นเอง แต่ทสม. นั้นไม่ใช่ ทสอ. โดยสิ้นเชิง ดังอธิบายแล้ว อีกทั้งถ้าทรงพ้นจากพระราชอำนาจ กษัตริย์องค์ต่อไป ก็มีอำนาจใช้เงินก้อนนี้แทนพระองค์ (แม้นว่ากษัตริย์องค์ต่อไปอาจมีพระนามว่า “ทักษิณมหาราช”ก็ตามที)   ดังนี้แล้วมันเป็นเงินที่มากับตำแหน่งกษัตริย์ ไม่ใช่เงินของกษัตริย์  ถ้าเป็นเงินส่วนพระองค์ก็ต้องตกเป็นมรดกของรัชทายาทสิไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปก็ตาม  ดังนั้น ฟอร์บคำนวณผิดแน่นอน ไม่ได้ผิดน้อย แต่ผิดไป 90% โน่นเทียว

 

ว่ากันว่า ตึกที่ประทับของในหลวงที่วังสวนจิตรฯ นั้นเป็นตึกขนาดเล็กๆ ที่เล็กกว่าบ้านคหบดีจำนวนมากเสียอีก น่าจะเป็นตึกที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินที่เล็กที่สุดในโลกก็ว่าได้  ข้อนี้ฟอร์บคงไม่ทราบ ถ้าทราบก็น่าจะจัดอันดับตึกที่ประทับของผู้นำประเทศดูหน่อยสิ

 

เรื่องวังกษัตริย์ไทยเล็กมากนี้ผมเคยเขียนถึงไว้แล้ว..สนใจลองคลิกลิงค์ข้างล่างอ่านดูครับ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/476292

 

...คนถางทาง (๒๓ กพ. ๒๕๕๕)