วันนี้นอนดึกอีกแล้ว ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่นอนดึกแล้วเชียว ขอวันนี้อีกวันละกัน พอดีหิว..ก็ไปชงกาแฟดื่มและหยิบโดนัทมาด้วย 1อัน แล้วมานั่งทำงานต่อ เข้าไปอ่านพบบทความเกี่ยวกับอาหารอันตราย 10 อันดับ พบว่ามีโดนัทด้วยล่ะ เลยตัดสินใจ กินซะเลย ก่อนที่จะอ่านบทความจบ พออ่านจบก็บอกกับตัวเองอีกว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายละกันชิ้นเดียวคงไม่เป็นไรหรอก... เป็นการคิดในแง่บวก (Positive Thinking) ไม่อย่างนั้น เครียด เปล่าๆ อาหารอันตราย 10 อันดับที่ว่านั้นล้วนแต่เป็นอาหารที่เราพบเจอกันอยู่บ่อยๆในชีวิติประจำวันและเป็นของชอบของบางคนอีกด้วย เราลองมาดูกันว่าสิ่งประกอบที่มีอยู่ในอาหาร 10 อันดับยอดนิยมที่อันตรายต่อสุขภาพนั้นมีอะไรบ้าง
1.แฮมเบอร์เกอร์
จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง”เพราะมีมาตรฐานทางด้านสุขภาพต่ำจากการที่มีการทำกันมาขายเป็นอุตสาหกรรมเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำเนื้อมาใช้ปรุงทำให้มีแบคทีเรียเกิดขึ้นได้สูงทำให้จำเป็นต้องมีการใช้สารเคมีมาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสียทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียวการใช้สารเคมีสีแดงย้อมทำให้เนื้อดูสดแฮมเบอร์เกอร์ส่วนใหญ่จะย้อมด้วยสารเคมีสีแดงยกเว้นแต่จะทำด้วยกรรมวิธีอื่นๆ- แฮมเบอร์เกอร์ทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้นและนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์รวมทั้งกีบกระดูกจมูกหูและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าเบอร์เกอร์ทั้งหมดทำมาจากสัตว์จึงสามารถขึ้นป้ายว่าเนื้อวัวแท้ (Pure beef)แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่สารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้นและท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย อุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นผู้ใช้ยาปฏิชีวนะมากที่สุดในโลกเพื่อใช้ในการหักล้างแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในเนื้อนี่คือสาเหตุว่าทำไมคนอเมริกันถึงได้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ เนื้อบดเป็นเสมือนกับอาหารของคนลี้ภัยอาหารเบอร์เกอร์ทำให้เกิดโรค E-coli ที่ต้องทำการรักษามากกว่าโรคที่เกิดจากอาหารชนิดอื่น
- แฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารยิ่งใหญ่รายการเดียวที่ทำให้เกิดความเสียหายและก่อความทุกข์ให้กับอาหารของอเมริกัน...บริการอาหารได้นับพันล้านชุด...ค่าหมอและค่าโรงพยาบาลรักษานับพันล้านเหรียญ....ฮอร์โมนที่ใช้ฉีดวัวควายทำให้ท่านอ้วนขึ้นได้หากท่านบริโภคเนื้อเหล่านั้น ชีสเบอร์เกอร์ประกอบด้วยไขมันทั้งหมดเกินกว่า 100% ของอาหารไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน
- เบอร์เกอร์คิงซ้อนหลายชั้นชุดพิเศษจะให้พลังงาน 1.150 แคลอรี่และไขมันรวม 76 กรัมเป็นไขมันอิ่มตัว 33 กรัมและเกลือโซเดียมอีก 1,530 ม.ก.เครื่องปรุงรสของเบอร์เกอร์พริกกะหล่ำปลีมะเขือเทศล้วนใช้สารก่อมะเร็งจากเกลือเคมีกำมะถันเพื่อควบคุมความสดของผัก
- เบอร์เกอร์ส่วนใหญ่จะมีเกลือโซเดียมอยู่ 1,090 ม.ก. (เท่ากับ 45% ของปริมาณที่กำหนดให้ใช้ในแต่ละวัน) ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
- จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง”เพราะมีมาตรฐานทางด้านสุขภาพต่ำจากการที่มีการทำกันมาขายเป็นอุตสาหกรรมเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำเนื้อมาใช้ปรุงทำให้มีแบคทีเรียเกิดขึ้นได้สูงทำให้จำเป็นต้องมีการใช้สารเคมีมาช่วยกำจัด
- ฮอทด็อกทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้นและนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์รวมทั้งกีบกระดูกจมูกสันจมูกหูเล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์จึงสามารถขึ้นป้ายว่าเนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือทำจากไก่งวงแท้ 100%
- ฮอทด็อกทั้งหมดจะใส่สารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้นและท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย
- ฮอทด็อกจะใส่สารไนไตรท์ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารมะเร็งในเม็ดเลือดเนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ
- สารเติมช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็มอาจเป็นจำพวกธัญญาหารอาจเป็นนมผงรบกพร่องมันเนยถั่วเหลืองหรือสารอย่างอื่นก็ได้ทำให้เพิ่มจำนวนคาร์โบไฮเดรตและกระบวนการในการผลิตด้วย
- ถุงหลอดที่ใช้บรรจุฮอทด็อกทำจากคอลลาเจนสังเคราะห์ที่เป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้สูง
- มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40%
- เมื่อนำไปปิ้งย่างมันจะให้สารพิษร้ายแรงที่เรียกว่าอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมาซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายประสาท
-
เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง”การทอดเฟร้นช์ฟรายจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมาซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
- น้ำมันที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งในแต่ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์และใช้ทอดกันหลายรอบนานหลายสัปดาห์
- มันฝรั่งมีดรรชนีกลีซิมิค(Glycemic) อยู่สูงมากนั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมากการรับประทานมันฝรั่งปิ้งหนึ่งหัว (หรือเฟร้นช์ฟรายในปริมาณเทียบเท่ากัน) จะมีประมาณน้ำตาลเท่ากับรับประทานเค้กช็อคโกเล็ตชิ้นโตๆทีเดียว
- ที่เด่นชัดมากก็คือสัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว
- ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้ายนั่นหมายความว่ามีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก
- พลังงาน 370 แคลอรี่ที่แทบจะไม่มีสารประกอบของอาหารที่ให้พลังงานอยู่เลยแคลอรี่เทียบได้เท่ากับการรับประทานเนื้ออกของไก่ 2 ชิ้น คุกกี้ 6 ชิ้นจะมีไขมันอยู่ 12 กรัมไขมันอิ่มตัว 2.5 กรัมคาร์โบไฮเดรต 40 ---หมายถึงคุ๊กกี้แค่ 6 ชิ้นมีจำนวนคาร์โบเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อวันเสียอีกออริโอคุกกี้จะเพิ่มความกระหายน้ำตาลให้ท่านได้มากยิ่งขึ้นภายใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น
- กลิ่นรสธรรมชาติที่ระบุไว้นั้นเป็นสารเคมีจากทางโรงงานที่ทำให้ออริโอมีรสชาติยังกับคุกกี้ช็อกโกเล็ตจากกระบวนการผลิตชั้นสูงที่ทำให้ออริโอคุกกี้ได้กลิ่นรสที่ไม่ได้เป็นมาจากธรรมชาติเหล่านั้นที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งบริษัทนาบิสโกได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยจำนวนไขมันที่แปรเปลี่ยน (Transfats) ว่ามีอยู่เป็นจำนวนเท่าไหร่เพียงแต่บอกว่ามีอยู่ในปริมาณที่ยอมรับได้สำหรับอาหารในประเภทนี้
- น้ำตาลปริมาณสูงทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
-
พิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด
1. เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้นที่ไม่ควรจะเรียกว่าเนยแท้ได้เลย
2. แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสีทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้วแต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไปใหม่
3. ซอสมะเขือเทศทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน
4. แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม
5. มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหารมันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสารพิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุดกระทรวงเกษตรและกระทรวงสาธารณะสุขต่างก็ไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภคได้หรือไม่มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้นแต่มันเป็นน้ำมันไฮโดรจีเนตและมีอันตรายต่อสุขภาพของท่านเป็นอย่างยิ่ง - ผิวหน้าแป้งพิซซ่าที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูงอาจจะมีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) เกิดขึ้นซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาทได้
- การเพิ่มหน้าพิซซ่าเพ็พเปอโรนิหรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจากไนไตรต์สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆรวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน
- สารตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้กก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่างมันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วันกรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้
- น้ำโซดาจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูกของท่านช่วยทำเกิดโรคกระดูกพรุน
- ในน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องจะมีน้ำตาลที่ไม่ให้พลังงานอยู่ประมาณ 12 ช้อนชา
- ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว (Diet soda) ที่ใช้น้ำตาลเทียมสังเคราะห์ (Artificial sweetener) เพิ่มความหวานจะทำให้ร่างกายของท่านกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้นเพราะว่าน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก
- สีที่ใช้เติมในน้ำอัดลมเป็นสารเคมีก่อมะเร็ง
- เราเรียกน้ำอัดลมนี้ว่าน้ำตาลเหลวเพราะมันมีน้ำตาลประกอบอยู่สูงการดื่มน้ำอัดลมก็เสมือนกับการกินแท่งช็อกโกเล็ตน้ำตาลเหลว
- ส่วนประกอบสำคัญในน้ำอัดลมก็คือน้ำเชื่อมฟรัคโต๊สที่ได้มาจากข้าวโพด
- ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้วน้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มากจึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง
- มีการเติมสารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้นในห้องปฏิบัติการทดลองและท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นได้
- มีสารฟอสเฟตประกอบอยู่ด้วยทำให้ร่างกายเกิดเป็นกรดเป็นการยากที่จะทำให้มันเผาไหม้ไขมันได้อย่างเหมาะสมถูกต้องจึงถูกสะสมและยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้
- นัคเก็ตชิคเก้นบางอัน (ของแม็คโดนัล) จะมีสารอะลูมิเนียมด้วยซึ่งเป็นสารพิษที่มีอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย
- น้ำมันที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งในแต่ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์และใช้ทอดกันหลายรอบนานหลายสัปดาห์
- มีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้นเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
- เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและ
- ฮอร์โมนที่ฉีดให้กับวัวเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำนมจะลดการเมตะโบลิสซึมของร่างกายให้ลดน้อยลงทำให้เกิดเนื้องอกซีสต์และมะเร็งที่ทรวงอกและรังไข่
- โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน
- มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมากทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
- โดนัทนั้นทอดในน้ำมันที่มีการออกซิไดซ์และในแต่ละครั้งน้ำมันนั้นใช้ทอดกันหลายรอบนานหลายสัปดาห์
- ดังกิ้นโดนัทเปลี่ยนน้ำมันใช้ทอดทุกครั้งเมื่อทอดโดนัทครบ 3,600 ชิ้น
- น้ำมันในอุณหภูมิที่สูงจะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุมูลอิสระเกิดขึ้นทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลงเป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดีของท่าน
- มีน้ำตาลอยู่สูงทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้นเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
- คนอเมริกันในปัจจุบันบริโภคโปเตโต้ชิพมากกว่าประชากรอื่นใดในโลกมีการบริโภคมันสำปะหลังเป็นอันดับสองรองจากข้าวมันกลายเป็นสินค้าโลกไปแล้วมันสำปะหลัง 4 ปอนด์ใช้ทำโปเตโต้ชิพได้เพียง 1 ปอนด์
- ขนาดเล็กของโปเตโต้ชิพที่บรรจุ 2 ออนซ์มันจะมีพลังงานที่อัดแน่นสูงเกินกว่า 300 แคลอรี่
- น้ำมันที่ใช้ในการทอดโพเตโต้ชิพในแต่ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์และใช้ทอดกันหลายรอบนานหลายสัปดาห์
- การทอดโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมาซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
- การรับประทานโปเตโต้ชิพหนี่งถุงอาจได้รับสารอะคริลิไมด์สูงมากกว่า 500 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราสูงสุดที่อนุญาตให้มีในน้ำดื่มทั่วไปได้การรับประทานโปเตโต้ชิพหนี่งชิ้นอาจได้รับสารอะคริลิไมด์เท่ากับอัตราที่มีอยู่ในน้ำดื่มหนึ่งแก้ว
- มีไขมันอิ่มตัวแอบแฝงอยู่มาก
- มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมากทำให้ร่างกายขาดแคลนน้ำได
- ไปปิดกั้นการดูดซึมของไขมันทำให้การดูดซึมแร่ธาตุจากสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้น้อยลง
- ทำให้ปิดกั้นการดูดซึมสารคาโรทินอยด์และสารเคมีอื่นๆที่ได้มาจากพืชที่ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจโรคมะเร็งโรคจุดด่างของผิวหนังทำงานได้ด้อยลง
- ที่มาwww.foodandbakery.com
2. ฮอทด็อก
3. เฟร้นช์ฟรายมันฝรั่งทอด (ชอบแย่งเด็กกินเป็นประจำ)
4. ออริโอคุกกี้คุ๊กกี้ที่ขายดีอันดับหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา (ขนาด 6 ชิ้น = ขนาดในการบริโภคต่อครั้ง)
5. พิซซ่า (อันนี้ไม่ชอบ)
6. น้ำอัดลม
7. ชิ้นไก่ทอดเนื้อนุ่มไร้กระดูก (นี่ก็ชอบ)
8. ไอศกรีม (ของโปรด)
1. ช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรัล
2. ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน
3. ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น(เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง)
9. โดนัท (เพิ่งกินไปเมื่อกี้)
10. โปเตโต้ชิพอาหารขบเคี้ยวยามว่างที่มียอดขายมาอันดับ 1 ของอเมริกันชน (คนไทยก็ชิบ)
โชคดีจังเลยคะ...ทีไม่ใช่ของชอบเราสักอย่างเลย...
ขอบคุณนะคะสำหรับความรู้ที่นำมาบอกกล่าว
*^__^*
กะปุ๋ม
"Don't stay up late." นะคะคืนนี้
ป้านุ่นนอนห้วค่ำคะ แต่อาหารของnutimป้านุ่นชอบมาก ขอบอก ของโปรดมากว่า 30ปี แต่จะพยายามลดละเลิก นะคะ
น่ารักจังคะเพลงเพราะเนื้อหาดีขอนำไปใช้ด้วยนะคะ
คิดถึงครับ...
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล รายงานเสรรรรรรร็จเเล้ว
ยอดเยี่ยมมากที่หาข้อมูลมาให้เราได้อ่านกัน
ผมกินมันฝรั่งกับน้ำอัดลมประจำเลยครับ เฮ้อ
ผมไม่ค่อยได้สัมผัสกับอาหารเหล่านี้เลยก็ว่าได้
ดีใจที่ไม่พบว่า ซุปหน่อไม้และแกงเห็ดติดอันดับมาด้วย
... แต่สำหรับน้ำอัดลม และ ชิ้นไก่ทอดเนื้อนุ่มไร้กระดูก
ยังเป็นปัญหาสำหรับลูก ๆ เพราะเขาชอบทานกันเหลือเกิน
...
ขอบคุณครับ