ปัจจุบัน วิกฤติธรรมชาติที่ก่อเกิด เป็นเพราะมนุษย์ได้ไปละเมิด “กฎธรรมชาติ”

        ในการอยู่ร่วมกันในสังคม หากว่าเรามีการกระทำที่ไปละเมิดกฎ ระเบียบของสังคม เราก็จักต้องได้รับผลแห่งการกระทำ ซึ่งนำไปสู่การถูกลงโทษตามกฎเกณฑ์ในสังคมนี้  และในกรณีที่หากว่าเราได้กระทำซึ่งนำไปสู่การละเมิดในกฎธรรมชาติ เราก็จักได้รับผลจากการกระทำโดยการถูกธรรมชาติลงโทษ เช่นกัน

แต่จะต่างกันตรงที่

        กฎ ข้อบังคับ ทางสังคมเป็นผลผลิตที่ลิขิตจากมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ กฎธรรมชาติเป็นผลิตผลจากธรรมชาติที่ไม่มีใครหรือว่าสิ่งใดที่สามารถควบคุมในบทลงโทษทางธรรมชาติดังกล่าวได้ เช่น

             - สมมติว่า ตัดต้นไม้ ๑๐๐ ล้านต้น แล้วบังคับธรรมชาติลงโทษโดยขอให้น้ำท่วมแค่ ๑ เซนติเมตร หรือ

             - สมมติว่า ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ๑๐๐ ล้านตัน แล้วบังคับธรรมชาติลงโทษโดยขอให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น ๐.๐๐๐๐๑ องศาเซลเซียส

เป็นต้น

       ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะควบคุมกลไกและเงื่อนไขของบทลงโทษดังกล่าวของธรรมชาติได้

 

             “วิกฤติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเสมือนสัญญาณเตือนที่ส่งตรงมาถึงมวลมนุษยชาติว่า ธรรมชาติได้พิพากษา เรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างแสนสาหัส จากการที่มนุษย์นั้นบังอาจไปรุกล้ำกระทำการละเมิดกฎธรรมชาติอย่างอหังการ ทั้งการตัดต้นไม้ทำลายป่า ปล่อยสารพิษขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนนำพามาสู่วิกฤติ”



 

“กฎธรรมชาติ” ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อกว่า ๒๕ ศตวรรษที่ผ่านมา และทรงแสดงไว้ ๕ อย่าง เรียกว่า “ปัญจนิยามธรรม” คือ กฎ ๕ ประการ ที่บีบคั้น บังคับให้เกิดอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของทุกสรรพสิ่ง ประกอบไปด้วย

 

           ๑.อุตุนิยาม (Physical Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกี่ยวเนื่องกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่น ฤดูกาล อุณหภูมิ หรือความร้อน – เย็น อันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทั้งรูปและนาม หรือแม้กระทั่งการก่อเกิดของโลกและจักรวาลก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติของข้อนี้ เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎและทฤษฎีทางฟิสิกส์ทั้งหมด

 

          ๒.พีชนิยาม (Biological Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และพืช การสืบพันธุ์หรือพันธุกรรม เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎและทฤษฎีทางชีววิทยาทั้งหมด

 

           ๓.จิตนิยาม (Psychological Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกในการทำงานของจิต เช่น เมื่อมีอารมณ์ (สิ่งเร้า) กระทบประสาท จะมีการรับรู้เกิดขึ้น จิตจะทำงานอย่างไร กล่าวคือ มีการไหวแห่งภวังคจิต ภวังคจิตขาดตอน และมีอาวัชชนะแล้วมีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น รวมถึงการเกิด-ดับของจิต การรับอารมณ์ของจิต องค์ประกอบของจิต (เจตสิก)  อำนาจของความคิดเพื่อกระทำกรรมแก้ไขความคงอยู่

 

          ๔.กรรมนิยาม (Moral Laws) เป็นกฎแห่งกรรม  การกระทำกรรม อันทำให้เกิดพัฒนาการและวิวัฒนาการในทุก ๆ ด้าน เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรม เป็นกระบวนการก่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ กินลึกลงไปถึงกระบวนการแห่งเจตน์จำนง หรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องประสานกัน

 

           ๕.ธรรมนิยาม (Causal Laws) เป็นกฎธรรมชาติอันเป็นไปตามเหตุตามผล ตามปัจจัยของสรรพสิ่งทั้งหลาย เช่น กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา) หลักปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา ที่ว่า “เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น  เพราะสิ่งนี้ดับไป  สิ่งนี้ก็ดับ (ด้วย)” โดยกฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กลไกการทำงานของกฎทั้งสี่ข้อ บีบคั้น บังคับให้เกิด อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา นี้