อย่ารีบด่วนสรุป

 

 

อย่ารีบด่วนสรุป  :

                การที่คนเราทุกคนเกิดมาหลังจากจบการศึกษาแล้ว ทุกคนต่างมุ่งหวังในเรื่องของการทำงาน ในช่วงชีวิตวัยนี้คงไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องราวของชีวิตมากนัก แต่มีความหวังและมุ่งหวังอยู่ประเด็นที่ว่า “ต้องหางานทำให้ได้”...และจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากนักเพราะเป็นวัยที่อยู่ในช่วงที่สนุกสนาน ร่าเริง แต่ก็อาจไม่เหมือนกันบางคนเสียทีเดียว ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน + ความอบอุ่น + ปัญหาของครอบครัวของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งแต่ละคนเกิดมาอาจจะแตกต่างกัน

                แต่เมื่อทำงานแล้วได้สักระยะหนึ่ง คราวนี้ก็จะต้องเริ่มคิดถึงเรื่องการสร้างครอบครัว การมีคู่ การบวช การแต่งงาน การมีบุตร การมีรถยนต์ การมีบ้าน รวมถึงเรื่องการสร้างฐานะให้กับตนเองและครอบครัว การเก็บเงิน สำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าสภาพแวดล้อมไม่ค่อยดี บอกได้เลยว่า การทำงานไปก็ไม่ค่อยมีความสุข สภาพแวดล้อมก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เพื่อนร่วมงานนี่สิ สำคัญมาก รวมถึงผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ถ้าใครได้อยู่กับผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ที่ดี บอกได้เลยว่า “องค์กรนั้นประสบผลสำเร็จในเรื่องงานไปเกินครึ่ง” เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดอาการมีความสุข + ความสนุกต่อการทำงาน อยากคิด อยากทำงาน เพราะตนเองเกิดความสุขต่อการปฏิบัติงานและจะมีชีวิตที่ร่าเริงเพราะมีความสุขต่อการทำงาน เรียกว่า "จิตเกิดสุข"

                แต่ถ้าองค์กรไหน มีผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ไม่ดี ชอบว่า ชอบกระแน่กระแหน ชอบใส่ความ ชอบนินทาผู้อื่น ชอบคิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ก็บอกได้เลยว่า “องค์กรนั้นเตรียมแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่งเช่นกัน” เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดอาการไม่มีความสุข + ไม่สนุกกับการทำงาน เพราะทำงานไปก็โดนผู้บังคับบัญชาว่า เพราะไม่ถูกใจ (เนื่องจากเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง เรียกว่า ไม่มีเหตุผล) ทำดีมาก ๆ หรือทำงานมาก ๆ ก็โดนเพื่อน ๆ กระแน่ะกระแหน  นินทาไปต่าง ๆ นานา คนปฏิบัติก็เกิดการไม่เป็นสุขกับการทำงาน เรียกว่า "จิตไม่เกิดสุข"

                บางคนหันไปพึ่งทางนั่งสมาธิ + วิปัสสนา ซึ่งผู้เขียนก็เห็นว่า “เป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้เขียนก็ได้ลงมือปฏิบัติดูบ้างแล้ว ทำให้จิตของตัวเราโล่งขึ้น ลดความกดดัน มีสติขึ้นมาก เพราะทำให้ใจเรานิ่ง สงบ ไม่คิดเรื่องอื่น ไม่ฟุ้งซ่านเพราะเราเอาจิตมาอยู่ที่ตัวของเรา รู้ตัวเราเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่”...แต่ก็มีบางคนบอกว่า...สำหรับเด็ก ๆ ที่อายุประมาณ 30 – 35 ปี ถ้านั่งสมาธิ + วิปัสสนาแล้วน่าจะผิดปกติทางด้านจิต เพราะเด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่เขาจะไม่ปฏิบัติกัน...ผู้เขียนได้ยินแล้ว ก็นั่งคิดต่อว่า...ก็คนที่ท่านพูดถึงนั้น เขาทำพฤติกรรมโดยการนั่งสมาธิ + นั่งวิปัสสนาได้ ผิดกับคนบางคนที่นั่งทำสมาธิ นั่งวิปัสสนากับเขาไม่ได้ พอนั่งก็คงจะร้อนรุ่มไปหมด เพราะจิตใจไม่นิ่ง...ผู้เขียนคิดต่อว่า ก็ถ้าไม่ลองฝึกปฏิบัติแล้วมันจะไปทำได้อย่างไร เพราะของแบบนี้มันต้องลองหัดทำ เหมือนกับเรื่องการข่มใจตัวเอง...การเอาชนะใจตัวเองนั่นเอง ความจริงแล้วถ้าทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อจิตใจของตัวเอง ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่เพ้อเจ้อ ใจจะสงบ นิ่ง ไม่วอกแวก…สามารถนำมาบูรณาการใช้กับชีวิตและการทำงานของเราในแต่ละวันได้เป็นอย่างดีทีเดียว ซึ่งผู้เขียนสามารถบอกได้เลยว่า ถ้าตัวเราเองสามารถนั่งสมาธิ ตั้งสติได้ การทำงานนั้นสนุกมาก ๆ แม้แต่จะเกิดปัญหาใด ๆ ก็สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย เพราะเรามีสติในการคิด...ทำให้ผู้เขียนเห็นถึงความแตกต่างของตนเองกับผู้อื่นในเรื่องของการทำงาน ซึ่งคนอื่นไม่ทราบหรอกว่าเป็นเพราะผู้เขียนฝึกให้จิตนิ่ง นั่งสมาธิ เมื่อมีสติผู้เขียนจึงสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวในการทำงานได้...การนั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนาแบบนี้ ผู้เขียนก็ยังเคยเห็นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตอนเช้าประมาณ 08.00 น. (เมื่อคราวที่แพทย์นัดไปตรวจความดัน + เคอเรสเตอรอล) ก่อนที่พยาบาลจะปฏิบัติงานกันได้นั่งสมาธิ ประมาณ 10 – 15 นาที เพื่อทำใจให้สงบและเตรียมพร้อมรับต่อการทำงานในวันนั้น...ผู้เขียนยังเคยนั่งตามที่เจ้าหน้าที่บอกเช่นกัน...ก็รู้สึกดี...

                แทนที่คน ๆ นั้น เขาจะคิดยาว ๆ แต่เขารีบด่วนสรุปว่า “คนอายุ 30 – 35 ปีที่นั่งวิปัสสนาแล้วจะเป็นเหมือนโรคจิตไม่ปกติ มีอะไรในใจ"...และพฤติกรรมของคนผู้นี้ก็ไม่เคยทำด้วย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เขาสามารถนั่งสมาธิ + นั่งวิปัสสนาได้ แล้วเขาผิดปกติทางด้านจิต เพราะคนที่เขาปฏิบัติ เขาทำได้ เขาข่มจิตของเขาได้มากกว่า... ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ถ้าตัวเราลองหัดฝึกปฏิบัติ ผู้เขียนมีความคิดว่า สามารถทำได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับที่ตัวเราปฏิบัติมากกว่า และก็ไม่ควรไปว่าใครเขาว่า...นั่งวิปัสสนาแล้วไปเกี่ยวกับจิตไม่ปกติ...เพราะคุณยังไม่เคยคบหรือรู้จักเขาดีพอเลย คุณก็ด่วนสรุปว่าเขาเป็นคนไม่ปกติแล้ว...ถ้าสักวันหนึ่ง คุณได้คบกับเขา แล้วเขาไม่เป็นแบบที่คุณคิด เขากลับเป็นคนดีมีเหตุผล น่าคบหาสมาคมด้วย ดีกว่าคุณเห็นอีกคนที่คุณคิดว่าใช่และเป็นคนดีในตอนแรกเสียอีก...คุณเองนั่นแหล่ะ จะต้องนึกเสียใจว่า “รู้แบบนี้ ตัวเราไม่น่ารีบด่วนสรุปไปว่าเขาก่อนเลย”...

 

นี่เป็นความคิดของคนที่เป็น ดร.และจบจากเมืองนอกเสียด้วยนะเนี่ย!!!...เป็นกรณีที่ทำให้เห็นว่า คนเรียนจบสูงสุดของปริญญาก็ใช่ว่าจะคิดอย่างถูกต้อง...เป็นการคิดแบบเอาตนเองมาเป็นมาตรฐาน...เพราะตนเองไม่ได้ปฏิบัติ จึงไม่รู้ แล้วรีบด่วนสรุป...รวมทั้งทำให้เห็นว่า...คนที่มีการการันตีติดตัวเช่นนี้ จะพูด จะคิด จะทำอะไร ควรระวังตัวไว้เป็นอย่างยิ่ง...เพราะมีคนเห็นพฤติกรรมของคุณอยู่...ยิ่งถ้าเป็นผู้บริหารด้วยละก็ ยิ่งต้องควรระวัง...