หมอป่วยเป็นโรคจิตเสียเองด้วยความเครียด แล้วจะไปรักษาใครได้ ก็ตายกันเป็นเบือ ทั้งหมอ และคนไข้นั่นแล

แนวคิดเพื่อลดทุกขภาพของคนไทย

 

ในวันนี้การเมืองเรามีอาการป่วยหนัก  เพราะติดโรคระบาดประชานิยมงอมแงม  จนเกิดระบบให้รักษาพยาบาลฟรี  ประชาก็ยิ่งเฮโลไปรักษากันมากกว่าปกติเกินจำเป็น  ก็ยิ่งเพิ่มปริมาณ ก็ยิ่งทำให้หมอมีเวลาน้อยลง งานหนักขึ้น  เครียด  คุณภาพการรักษาก็ยิ่งลดลงเป็นสัดส่วน  

 

หมอป่วยเป็นโรคจิตเสียเองด้วยความเครียด แล้วจะไปรักษาใครได้ ก็ตายกันเป็นเบือ ทั้งหมอ และคนไข้นั่นแล

 

จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขดังนี้

 

1)      ในรอบ 1 ปี บุคคลผู้ป่วยจะต้องจ่าย x บาทแรกด้วยตนเอง (x เป็นเท่าไรก็ค่อยมาเคาะกัน ผมเห็นว่าสัก 5 พันบาทน่าจะดี หรือประมาณข้าวครึ่งตัน ชาวนายากจนก็น่าจะพอหาได้)

 

2)      ถ้าเกินนี้รัฐจะช่วยสมทบเป็นสัดส่วนที่มากขึ้น เช่น จาก x ถึง y ช่วย 50% จาก y-z ช่วย 75% เป็นต้น

 

3)      สัดส่วนหนึ่งของรายได้จากการนี้ ให้เอาไปเป็นโบนัสให้หมอพยาบาล (จะได้แข่งกันบริการเพื่อแย่งคนไข้ระหว่างรพ. ) ที่เหลือให้เอาไปเข้ากองทุนเพื่อสุขภาพ

 

4)      ผู้ป่วยที่ไม่มีเงินรักษาตน สามารถกู้ยืมได้จากกองทุนนี้ โดยกองทุนห้ามปฏิเสธการกู้ยืม หากกู้ยืมไปแล้วไม่มีเงินใช้หนี้ อาจมีระบบการใช้หนี้ด้วยการทำงานให้รัฐ  (แม้ในวันเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เช่น เป็นพนักงานในรพ. เพื่อทดแทนการหยุดพักผ่อนของพนักงานปกติ)  โดยมีเงินเดือนให้ด้วย (แต่หักใช้หนี้ครึ่งหนึ่ง)  ทั้งนี้อาจใช้แรงงานลูกหลานญาติมิตรในการนี้ได้  (ซึ่งต้องลงนามเป็นผู้ค้ำประกันหนี้)

 

5)      คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการตรวจร่างกายฟรี ปีละหนึ่งครั้ง

 

ข้อดีของวิธีนี้คือ

 

1)      จะได้คุณภาพการรักษาพยาบาลที่ดี หมอพยาบาลก็เต็มใจรักษา  (เพราะยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ก็ยิ่งได้ค่าตอบแทนมากขึ้น)

 

2)      แม้คนจนก็เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้  เพียงแต่หากป่วยร้ายแรงก็อาจต้องมีหนี้บ้าง ซึ่งสามารถผ่อนใช้ได้ในระยะยาว  หรือใช้หนี้ด้วยแรงงานลูกหลานดังกล่าว ซึ่งในหลายกรณีลูกหลานจะชอบเสียอีกด้วย เพราะมีงานที่มีรายได้ทำ (แม้ถูกหักรายได้ครึ่งหนึ่งก็ตาม...อย่าลืมว่าพวกนี้เป็นกลุ่มคนจนที่ปกติก็ไม่ค่อยมีงานทำอยู่แล้ว  หาเช้ากินค่ำไปวันๆ ท้องอาจไม่อิ่มด้วยซ้ำ จนอาจต้องหันไปหาอาชีพไม่สุจริต)

 

 

3)      ในระยะยาว กองทุนสุขภาพนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องเจียดงบประมาณมาใช้ในการสมทบการรักษาพยาบาล เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ที่ป่วยไม่ถึง x บาท) ซึ่งมีจำนวนมาก จะเป็นผู้สมทบทุนมาเข้ากองทุนนี้  เพื่อให้เป็นค่ารักษาพยาบาลต่อคนส่วนน้อยที่ป่วยร้ายแรง ก็น่าจะเพียงพอ อาจเหลือด้วยซ้ำไป  เงินที่เหลือก็สามารถเอาไปออกดอกผลได้ แล้วเอารายได้มาบำรุงกิจการโรงพยาบาล..กลายเป็นระบบการรักษาพยาบาลที่พอเพียง ที่รักษาตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งกลไกภายนอก ..อาจเป็นนวัตกรรมที่ทั่วโลกลอกเลียนแบบสักวันหนึ่งก็เป็นได้

 

4)      จะเห็นว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการนี้ กล่าวคือ คนไข้ หมอ รัฐ และประชาชนทั่วไปที่ไม่ป่วยไข้ อย่าลืมว่าคนป่วยไข้ไม่น้อยทีเดียวทีป่วยไข้เพราะทำตัวไม่ดีเอง เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ กามโรค อย่างนี้จะให้รักษาฟรีโดยเป็นภาระของประชาชนคนอื่นที่เขาทำตัวดีก็ไม่ยุติธรรม การให้เสีย x บาทแรกเองจึงเป็นการยุติธรรมต่อทุกฝ่าย

 

 

5)      การให้ตรวจสุขภาพฟรีเป็นสิ่งดี จะทำให้บุคคลรู้ปัญหาด้านสุขภาพแต่เนิ่นๆ จะได้เข้ารับการบำบัดรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามไปไกลเกินรักษา  และการที่พวกเขาเข้ามาบำบัดกันมาก ในช่วงแรกๆ ก็ต้องจ่าย x บาทเต็มที่ ก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ดังที่กล่าวมาแล้ว

 

แน่นอนว่าระบบที่นำเสนอมานี้คงจะนำมาปฏิบัติได้ยาก เนื่องเพราะเราได้ถลำไปใช้ระบบประชานิยม ที่ให้รักษาฟรีเสียแล้ว เพื่อหาคะแนนเสียงให้นักการเมือง แต่ถ้าพรรคการเมืองใดรู้จักนำเสนอวิธีนี้ให้ดีก็อาจได้คะแนนเสียงมาแรงก็เป็นได้นะ  (เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส)  เช่น...

 

..นำเสนอว่า  “30 บาทตายทุกโรค”  แบบเดิมๆ  กับ  “5000 บาทรอดทุกโรค”   คุณจะเลือกเอาระบบไหน.. 

 

..ชีวิตคุณทั้งชีวิต ที่นานๆป่วยกันทีใช่ว่าป่วยทุกวัน จะซื้อมันด้วยเงิน 5,000 บาทไม่ได้เจียวหรือ

 

..ชีวิตคุณมันมีราคาน้อยกว่าข้าวเปลือกแค่ครึ่งเกวียนเท่านั้นหรือ ทั้งที่เอาไปซื้อมอไซค์ มือถือ เหล้า บุหรี่ กันได้มากกว่านี้เสียอีก

 

...คนถางทาง (ธค. ๒๕๕๓)