ความสุขที่ยั่งยืน คือ การอยู่ให้เป็น และเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ใช่ เป็นอย่างที่คนอื่นเป็น เราต้องรู้จักตัวเรา และเข้าใจให้ได้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน


         “โรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยา” ตั้งอยู่ที่ ต. ดอยลาน  อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นโรงเรียนที่ดำเนินงานโดยมูลนิธิสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม (Association for Community and Ecology Development:  ASED)  จัดการศึกษาแบบ “ทางเลือก” เปิดสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542  โดยมี “ครูตั้ม” เป็นทั้งผู้สร้างฝันและสานทาง  

โรงเรียนม่อนแสงดาว เป็นโรงเรียนประจำ จัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายสำหรับเด็กหญิง โดยเด็กนักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ  ในแต่ละปีจะมีนักเรียนประมาณ 30 คนจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง ปกากะญอ, ม้ง, อาข่า, ลาหู่, เมี่ยนหรือเย้า ฯลฯ 

พวกเธอมีที่มาอย่างหลากหลาย  ถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ปณิธาน อุดมการณ์และความพยายามของผู้บริหารมูลนิธิและคณะครู โรงเรียนม่อนแสงดาว ก็คือ การตอบโจทย์เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ทั้ง โสเภณีเด็ก แรงงานเด็ก เด็กไร้ที่พักอาศัย เด็กไร้สัญชาติ เด็กขาดสารอาหาร เด็กยากจน ฯลฯ 

ที่นี่สอนพวกเธอทั้งวิชาสามัญตามหลักสูตรของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน วิชาพื้นฐานการงานอาชีพ เช่น เกษตรอินทรีย์ แพทย์แผนไทย ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า ศิลปศึกษา คอมพิวเตอร์ ฯลฯ และ วิชาพื้นฐานชีวิต เช่น คุณธรรม การพัฒนาจิต สิ่งแวดล้อมศึกษา วัฒนธรรมชนเผ่า เป็นต้น ทั้งยังให้โอกาสในการเลือกทำกิจกรรมที่แต่ละคนสนใจเฉพาะ เช่น ชมรมศิลปะและการแสดง  ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชมรมสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน ฯลฯ

เด็กๆ ควรจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานโดยสมบูรณ์ พวกเธอควรจะมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีอาหารพอเพียงแก่การดำรงชีวิต มีโอกาสทางการศึกษาและมีความสุขอันควรตามวัย แทนที่จะต้อง “รีบ”ผันตัวเองเข้าสู่โรงงานเพื่อขายแรงงาน, เข้าสู่เมืองเพื่อขายศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณความเป็นผู้หญิง หรือเร่ร่อนตามพ่อแม่ไปทำไร่เลื่อนลอย

แล้วพวกเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยกันตอบโจทย์นี้ ?  ฉันเฝ้าถามตัวเอง

 

          ฉันรู้จักครูตั้มมานานเกือบยี่สิบปี  เขาเป็นทั้งศิลปิน เป็นนักคิด นักฝัน นักพัฒนาและนักปฏิบัติไปพร้อมกัน ฉันรู้จักศิลปินมากมาย สัมผัสกับนักคิดมานับไม่ถ้วน ทำงานกับนักพัฒนาและนักปฏิบัติมาก็มาก แต่มักจะไม่ค่อยเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่มีอย่างพร้อมมูลอยู่ในตัวของคนเพียงคนเดียว  การดำรงอยู่ของโรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยา  เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ครูตั้ม” หรือ “พ่อตั้ม” ของเด็กๆ แห่งม่อนแสงดาว เป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่

ที่นี่มีคุณครูอยู่สองคนและมีเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิอีกสี่ห้าคน ทุกคนทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อน พ่อ แม่ และเป็นครูที่จัดการเรียนการสอนแบบกระบวนการ มีธรรมชาติเป็นห้องเรียน คุณครูและเจ้าหน้าที่ต้องทำนาเป็น ปลูกพืชผัก ทำสวนทำไร่ตามวิถีเกษตรกรรมธรรมชาติได้  

“เด็กๆ ที่เรียนจบไป เขาต้องกลับไปอยู่บ้าน ไปใช้ชีวิตตามปกติของเขา บ้านเขาอยู่ที่ไหนล่ะ อยู่บนดอย บนเทือกเขา อยู่ต้นน้ำ ถ้าเขาได้เรียนรู้และได้รับการปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเกษตรอินทรีย์  ก็เท่ากับว่า เรากำลังสร้างคนให้อยู่กับป่าให้ได้ ให้รักและหวงแหนป่า และนั่นก็เท่ากับช่วยรักษาป่าไว้ให้กับคนบนพื้นราบและคนรุ่นหลัง”

ครูตั้มอธิบาย และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ฉันอยากให้เขาได้รู้จักกับท่านพระครูปลัดอานนท์  “พระนักพัฒนา”  ด้วยสิ่งที่ทั้งคู่มีและเป็นเหมือนกันอย่างหนึ่ง ก็คือ การเป็น “ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน” เพียงแต่อาจมีจุดเน้นที่แตกต่าง ฝ่ายหนึ่งเน้นมิติความเป็นคน และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีคุณภาพ อีกฝ่ายหนึ่งเน้นมิติจิตวิญญาณและชีวิตด้านใน

อาหารเช้าของพวกเราก่อนเริ่มงานมีหลากหลาย ส่วนหนึ่งมาจากแม่ครัวของคณะที่เตรียมเสบียงมาจากกรุงเทพฯ และอีกส่วนหนึ่งมาจากแม่ครัวของโรงเรียน อุดมสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง แต่คนที่เคยอยู่ป่าอย่างท่านพระครูฯ รู้ว่ายังขาดบางสิ่งบางอย่าง ศิษย์ก้นกุฏิที่รู้ใจ จึงคว้าชามเปล่าใบใหญ่เดินตัวปลิวออกไป  สักพักก็กลับมาพร้อมกับผักและยอดไม้นานาชนิด    นี่ล่ะที่เรียกว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ต”  ในบ้านขนานแท้  เราไม่ต้องใช้เงินในการซื้อหา ใช้แต่ใจเท่านั้นในการดูแล

หลังอาหารเช้า ในห้องประชุมเล็กๆ  เด็กนักเรียนประมาณยี่สิบคน ในชุดประจำชนเผ่าของตนเอง นั่งพับเพียบรอท่านพระครูฯ ด้วยความสงบปนความตื่นเต้นเล็กๆ  อาจเป็นเพราะว่าไม่ใคร่สันทัดนักกับการต้อนรับพระภิกษุ  ฉันและครูตั้มนั่งกับพื้นอยู่กันคนละมุม  เมื่อพระหนุ่มเดินเข้ามาและนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ตรงกลางห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  “พ่อมหาญาณ” ศิษย์เอกเปรียญธรรมเก้าประโยคก็ทำหน้าที่ มัคทายก  นำทุกคนกราบนมัสการและขอให้ท่านแสดงธรรม

พระป่า เปิดฉากด้วยการจุดประกายคำถามชวนคิดว่า “ตัวเรามาจากไหน” 

เด็กๆ ช่วยกันตอบ  ไม่มีใครตอบถูกว่า เราล้วนมาจาก “ก้อนดิน”  คำเฉลยของท่านนำทุกคนไปสู่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ตัวตน” แบบง่ายๆ ที่ธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันเป็นขันธ์ห้า  ก่อนจะแผ้วถางไปสู่สาระสำคัญ 3 ประเด็น คือ 

เด็กดีต้อง “มีความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย มีใจกตัญญู”

ความเป็นคน อยู่ที่ “คุณค่า คุณภาพ และคุณธรรม”

ความสุขที่ยั่งยืน คือ การอยู่ให้เป็น และเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ใช่ เป็นอย่างที่คนอื่นเป็น  เราต้องรู้จักตัวเรา และเข้าใจให้ได้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน

ด้วยคำอธิบายตามหลักพระพุทธศาสนาที่ “ถอดรหัส” มาให้เหมาะแก่วัยและประสบการณ์ของผู้ฟัง  จึงทำให้เด็กนักเรียนฟังอย่างตั้งใจและเข้าใจในสิ่งที่ฟัง กล้าพูดและกล้าถามมากขึ้น ส่วนผู้ใหญ่ที่อยู่ในห้องนั้นก็ได้ข้อคิดดีๆ กลับมาเตือนตัว เตือนใจ  

หากที่ฉันปลื้มสุดๆ ก็คือ ธรรมะที่ท่านพระครูแสดงในวันนั้น  ช่วยเติมเต็มความเชื่อมั่นและกำลังใจให้กับครูและเจ้าหน้าที่หลายๆ คนในม่อนแสงดาว 

... แม้ว่าพวกเขาและเธอจะมีหนทางอื่นๆ อีกมากมายให้ก้าวเดินสำหรับชีวิต  แต่เขาและเธอก็ยังเลือกที่จะเป็น “แสงเทียน” ที่พริบพรายอยู่ในซอกหลืบอันไกลโพ้นของแผ่นดิน...

นี่อย่างไรเล่า... คนที่มีคุณค่า คุณภาพ และคุณธรรม