วันนี้ได้อเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับบรรณารักษ์ที่น่าสนใจมากและเป็นความจริงในสาขาวิชาบรรณารักษ์ในปัจจุบัน จึงได้นำมาบันทึกไว้ จากคุณ @LIB says: หลังจากอ่านแล้วมันชั่งตรงกับที่คิดไว้ตอนที่ยังไม่เป็นบรรณารักษ์เสียนี่กระไร บรรณารักษ์นั่งหน้าคอมพิวเตอร์สบายๆไม่ได้ทำอะไร แต่ถ้าไครอยากรู้ว่าบรรณารักษ์เป็นอย่างไรก็อ่านได้เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ@LIB ค่ะ
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่จบทางสาขานี้มาเหมือนกัน และเริ่มงานแรกด้วยการเป็นบรรณารักษ์ที่ม.หอการค้าไทย แต่เมื่อทำไปนาน ๆ เข้าก็รู้สึกว่าเบื่อ และรู้สึกว่าอาชีพนี้ไร้เกียรติอย่างยิ่ง ผมจบสาขานี้ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และทำงานในสายอาชีพนี้ไม่ต่ำกว่า 4 ปี นะครับ ฉะนั้นกรุณาอ่าน และมี comment อะไรบ้างก็เชิญตามสบาย
1. อาชีพนี้โดยตรงหางานยาก เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าเถียง
2. ต่อรองเงินเดือนไม่ค่อยจะได้ (อันนี้สำคัญ)
3. ความรู้สึกไม่เท่ห์เวลาคุณบอกแก่คนอื่นว่าคุณทำงานอะไร (เปรียบเทียบ ระหว่างเป็นบรรณารักษ์กับวิศวกรระบบ, โปรแกรมเมอร์, นักการตลาด, สถาปนิก กรุณาอย่าไปเปรียบกับอาชีพกวาดขยะหรืออะไรทำนองนั้นนะครับ บรรณารักษ์ดีกว่าอยู่แล้ว)
4. ตามความรู้สึกผม (คนอื่นเป็นไงไม่ทราบ) ประเทศไทยไม่เห็นความสำคัญของบรรณารักษ์หรอกครับ ส่วนใหญ่คิดว่า “ก็แค่คนเฝ้าห้องสมุด” ตอนแรก ผมค้านเต็มที่ แต่พอเริ่มทำมานาน ๆ ผมก็เริ่มคล้อยตามและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่บรรณารักษ์ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรกันมากนัก ความรู้ก็เดิม ๆ สมัยเรียนกันมา จะเชี่ยวชาญอะไรก็ไม่มี (ไอ้ที่มีก็น้อยมาก ๆ จนนับเป็นตัวบุคคลได้)
5. วงการบรรณารักษ์นี้คับแคบ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการกลัวจะเสียผลงานหรือตำแหน่งของตนเองไป และไม่ยอมให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้เกิด ทั้ง ๆ ที่เขาเก่งกว่าคุณเป็นร้อยเท่า อันนี้ขอ Confirm พวกรุ่นน้องที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในหน่วยงานใดก็ตาม ทั้งรัฐและเอกชน ขอให้เชื่อเถอะว่า ถ้าคุณทำงานในห้องสมุด คุณไม่มีทางได้เกิดหรอก เป็นเพียงเบื้องหลังให้คนอื่นเขาสำเร็จเรื่อยไป พวกเขาเพียงแต่ประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าคุณ การพูด พูดเก่ง และมีเพื่อนฝูงมิตรสหายมากกว่าคุณ ดูมีหลักมีฐานมากกว่าคุณ และพวกบรรณารักษ์มักชอบเล่นพรรคเล่นพวกกัน ทำให้วงกานี้ไม่เจริญเท่ามี่ควร
6. บรรณารักษ์ในประเทศไทยสนใจอะไรที่ไร้สาระกันจนเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสายของตนเอง เรียกได้ว่า Conservative กันสุด ๆ ยกตัวอย่าง การทำรายการทรัพยากรสารสนเทศ (Cataloging) คุณจะไปสนใจหรือกำหนดอะไรกันนักหนาว่า Tag ไหนควรเป็นอย่างไร หรือ Tag ไหนถูกไม่ถูก ถ้าผิดมันจะทำให้คน Search ถึงกับดับดิ้นชีวาวาย หรือประเทศไทยล่มจมยังงั้นหรือ เพราะการประชุมส่วนใหญ่ จะเน้นกันจังเรื่องพรรณนี้ ในฐานะของคนค้นหาข้อมูลเขาไม่ทราบหรอกครับว่าถูกหรือผิด ไม่สนใจด้วยซ้ำ เขาแค่ต้องการอยากได้ข้อมูล แค่นั้นเอง ไม่เหมือนหมอ หรือวิศวกรนี่ครับ ที่ผิดไม่ได้ หมอวินิจฉัยผิดคนไข้อาจตาย วิศวกรคำนวณผิด ตึกอาจจะถล่มได้ แทนที่จะมานั่นคิดกันว่าทำอย่างไรให้ผู้ใช้สามารถ Search ได้เร็ว คำค้นที่เป็นภาษามนุษย์เขาใช้กัน เพราะว่าไอ้หัวเรื่องภาษาไทยที่ใช้ ๆ กันอยู่น่ะ ผู้ใช้เขาไม่รู้เรื่องกันหรอก
ข้อที่ 6 เลยครับผม คุณอาจเถียงว่า “ถ้าไม่มีมาตรฐานก็จะเป็นปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตามมาตรฐาน Z39.50″ หรืออะไรทำนองนั้น อันนี้เป็นคำที่ใช้เถียงยอดฮิตของใครหลาย ๆ คน แต่มีกี่สถาบันที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมว่าต่างประเทศจะเยอะมาก แต่ในไทยอ่ะไม่ค่อยจะมีหรอกครับ และขอบอกจริง ๆ เลยว่า ไม่ต้องมีมาตรฐาน Z39.50 ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อยู่แล้วด้วยเทคโนโลยี XML กะเว็บเซอร์วิส (ถ้าใช้ ASP.NET เขียนจะมันส์มาก) เอาเวลาไปพัฒนา User คุณกันดีกว่าครับ ที่จะมานั่งปวดหัวกะเรื่องพวกนี้ เช่น ตอบคำถามแบบเชิงเจาะลึกให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ไหน อันนี้เด็ก ๆ ก็ตอบได้ ไม่ต้องเรียนถึง 4 ปี 8 ปีหรอก
7. ผมเคยมีประสบการณ์ไปช่วยตอบคำถามที่ส่วนบริการอยู่หลายครั้ง และต้องแนะนำหนังสือเกี่ยวกับเนื้อหา และเดาผู้ใช้ว่าเขาต้องการอะไรแน่ เช่น ผู้ใช้ถามว่า “มีหนังสือเกี่ยวกับ UML, ASP.NET และ OOP กะโครงสร้าง Structure ข้อมูล หรือไม่” ก็เลยวิเคราะห์คำถามแล้วถามกลับไปว่า น้องจะทำรายงานเรื่อง OOP Programming กับโครงสร้างใช่หรือไม่? เขาก็บอกว่าใช่อ่ะครับ เพราะอาจารย์ให้ทำ ผมก็เลยแนะนำหนังสือเขาไป อันนี้เป็นคุณสมบัติที่บรรณารักษ์ตอบคำถามต้องมี ไม่ได้บอกว่าผมเก่งหรือว่าอย่างไร แค่บังเอิญที่เขาถามเรื่องที่ผมสนใจ และรู้ก็เลยแนะนำหนังสือที่อ่านเข้าใจง่ายแก่เขาเท่านั้นเอง ผมขอฝากเรื่องนี้แก่พี่น้องชาวบรรณฯ ด้วยอ่ะครับ
8. ถ้าคุณคิดจะเรียนต่อโท ผมก็แนะนำว่าควรเรียนอย่างยิ่งครับ ถ้ารักทางนี้ก็ไปเรียนโททางบรรณารักษ์ก็ได้ มีเปิดเยอะแยะ ผมจะไม่บอกว่าเรียนสบาย จบง่ายนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าเป็นป.โท วิชาจะเน้นไปทางด้าน present กะวิเคราะห์ จะไม่ค่อยได้ด้านเทคนิคแล้ว แต่ผมเคยบอกตั้งแต่ต้นว่า วิชานี้ไม่มีถูกไม่มีผิด (ยกเว้นวิชาด้านเทคนิค แต่ถึงผิด ผู้ใช้เขาก็ไม่ทราบกะคุณอยู่ดี ยกเว้นเรียนมา) ไม่เหมือนกะวิชาอื่น ๆ เช่น ถ้าคุณเขียนโปรแกรมผิดแม้แต่นิดเดียว Complier จะขึ้น Error Show ทันที และโปรแกรมนั้นก็ใช้ไม่ได้ หรือแพทย์ ถ้าคุณวินิจฉัยผิด คนไข้คุณอาจเสียชีวิตได้ อันนี้มีถูกผิดครับ ก็ลองคิด ๆ กันดูแล้วกัน
บ่นเขียนกันมาก็มากแล้วครับ พอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ เพราะจริง ๆ แล้วผมยังมีเรื่องอีกเยอะที่อยากพูด แต่รอ Comment ดีกว่าครับ รับฟังนะครับ เชิญได้ที่ E-Mail ผมเลย [email protected] ซึ่งปัจจุบันผมผันตัวเองไปเป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัวแล้ว ทำทุกอย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กะ Server และพวก Database พ่วงตำแหน่ง computer engineer อีกหนึ่งตำแหน่ง งานเยอะครับ กะลังคิด ๆ อยู่ว่าไม่น่าลาออกจากที่เดิมมาเลย ไม่ค่อยได้พัก นอนมันตีสองเกือบจะทุกคืน งานหนักมาก ๆ แต่เงินเดือนก็ตามงานครับ พอใช้ได้เหมือนกัน ก็เลยฉุกคิดได้ว่างานบรรณารักษ์ก็มีข้อดีเหมือนกันคือสบายหน่อย ไม่ค่อยต้องออกแรงสมองมาก เพราะคอมพิวเตอร์เนี่ยต้องศึกษาตลอดครับ พักไม่ได้
สุดท้ายนี้ผมขอฝากให้ข้อคิดเห็นนี้เป็นแนวทางกระตุ้นบรรณารักษ์ทุกท่านนะครับ อย่าคิดว่าผมด่าว่าสายอาชีพ ที่ตนเองเรียนมาเลย ติเพื่อก่อครับ และที่ผมพูดน่ะเรื่องจริงทั้งนั้น ลองคิดดูนะครับ ผมอาจจะกลับไปทำงานด้านบรรณารักษ์อีกก็ได้ สบายตัวหน่อย เงินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร (ตอนอยู่ที่เดิมผมก็ไม่ค่อยทำงานด้านบรรณารักษ์หรอกครับ เขียนโปรแกรมก็ดูแลพวกคอมพิวเตอร์ และ server เป็นหลัก) โชคดีครับ อย่าลืม comment ด้วยนะครับ ยินดีรับฟังทุกท่าน