บทบาทของสถาบันกษัตริย์และอำมาตย์ในระบบประชาธิปไตยที่สามารถช่วยชาติไทยให้เจริญได้ (ตอนที่ ๑)
ในช่วงนี้ (กพ. ๒๕๕๕) นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวอีกครั้งในการวิวัฒน์ทางสังคมการเมืองของไทย เนื่องจากได้มีกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์และผลพวงของระบบกษัตริย์ (อำมาตย์) จากฝ่ายที่พัฒนามาจนกลายเป็นพวก “เสื้อแดง” ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งที่ปกป้องสถาบันฯก็เรียกตัวเองว่าพวก “เสื้อเหลือง”
นอกจากนี้ยังมีพวกเสื้อน้ำเงิน พวกหลากสี พวกไม่มีสี อีกมากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีวาระโจ่งแจ้งและซ่อนเร้นแตกต่างกันไป
พวกเสื้อแดงต้องการให้มีการปฏิรูปกฎหมายในข้อที่เชื่อมโยงกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พวกเขาเห็นว่ากฎหมายเข้มเกินไป ทำให้พวกเสื้อเหลืองเห็นว่าพวกเสื้อแดงต้องการ “ล้มเจ้า” ซึ่งพวกเสื้อแดงก็โต้ว่า มิใช่เช่นนั้น แต่กลับจะกลายเป็น “ปกป้องเจ้า” ด้วยซ้ำไป เพราะจะทำให้กลุ่มฝ่ายต่างๆไม่สามารถดึงเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อีกต่อไป ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้อยู่มาก (และนานแล้วด้วย) เพียงแต่ว่าเจตนานี้ต้องบริสุทธิ์โดยไม่มีวาระซ่อนเร้นอื่น เมื่อเจตนาบริสุทธิ์แล้ว วิธีการก็จะบริสุทธิ์ต่อไป กล่าวคือ วิธีการฟ้องร้องในกรณีหมิ่นฯนั้นต้องมีทางสายกลางที่กำลังพอดี ไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป
ในความเห็นผม การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯนั้นกฎหมายควรอนุญาตให้กระทำได้ แต่ต้องภายใต้ข้อแม้ดังนี้คือ
1) มีเจตนาในทางสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย
2) ไม่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
3) ใช้ภาษาที่ให้การเคารพเทิดทูน (สัมมาวาจา)
ในวันนี้ผมอยากเสนอทางออกว่า ให้มี “คณะกรรมาธิการฝ่ายพระราชวัง” ภายใต้วุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองในการฟ้องร้องกรณีหมิ่นพระบรมฯ เมื่อคกก.มีมติ ก็ให้นำเสนออัยการทำการฟ้องร้องได้ต่อไป วิธีนี้จะลดทอนการใช้สถาบันเป็นเครืองมือทางการเมืองได้มาก
แต่ทั้งนี้สมาชิกวุฒิสภาจะต้องมีที่มาอย่างเหมาะสมด้วย ซึ่งกรณีนี้สำคัญเป็นที่สุดต่ออนาคตของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งผมได้นำเสนอไว้มากหลายแล้ว
ผมเห็นว่า ที่มาของวุฒิสภานั้น ควรเลียนแบบอังกฤษ (เลียนนะไม่ใช่ลอก) กล่าวคือ ไม่ควรมีการ “เลือกตั้ง” แต่ให้มาจากการผสมผสานของสมาชิกในสังคม เช่น เชื้อเจ้าตั้งแต่ “หม่อมเจ้า” ขึ้นไป จำนวนประมาณ 20% ของทั้งหมดโดยอาจให้สภาองคมนตรีเป็นผู้คัดเลือก (ของอังกฤษตอนนี้ให้มีเชื้อเจ้าเป็นสมาชิกได้ถึง 92 องค์ ลดทอนจากเดิมเมื่อปีคศ. ๑๙๙๙ ที่มีได้ถึง 700 องค์)
ต่อไปคือ เสนาอำมาตย์ระดับสูง ต่อไปคือ นายกสมาคมวิชาชีพที่รับรองโดยกฎหมาย อีกส่วนสุดท้ายคือคือนักวิชาการ และ ราษฎรอาวุโส ที่สังคมยอมรับ (มีวิธีการคัดเลือกตามแต่กำหนด)
แต่หลักการสำคัญคือ วุฒิสมาชิกต้องเป็นกลาง มีวุฒิ (แก่สักหน่อย) และมี ความรู้ ดังนั้นจะให้มีการ “เลือกตั้ง” ไม่ได้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในบริบทแห่งสังคมไทย ที่ใครมีเงินหรือเป็นลูกน้องคนมีเงินก็ได้เป็น สส.หรือ สว. แล้ว (จ่ายเป็นเทือกได้รับเลือกแน่)
การให้”เจ้า” จำนวนหนึ่งเป็น วุฒิสมาชิกโดยอัตโนมัตินั้น มีข้อดีหลายประการ เช่น
1) เป็นการประนีประนอมอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่
2) พวกเจ้าเป็นพวกมีความรู้สูงจากการที่ได้มีโอกาสร่ำเรียนสูงกว่าคนธรรมดา ก็ย่อมมีวิจารณญานในการพิจารณากฎหมายมากกว่าปกติ
3) พวกเจ้าเป็นพวก “รักชาติ” โดยอัตโนมัติเพราะหากไม่มีชาติเสียแล้วเจ้าก็ดำรงอยู่ไม่ได้
4) นอกจากพวกเจ้าจะรักชาติแล้วยังมีสถานะทางเศรษฐกิจดี ดังนั้นการโหวตของเจ้าส่วนใหญ่จะไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินของพวกนายทุน (รวยใหม่) อย่างแน่นอน
ตอนที่ ๑ นี้ผมขอแค่นี้ก่อน ตอนที่สองจะว่าด้วย “อำมาตย์”
...คนถางทาง (๙ กพ. ๒๕๕๕)