14.23 น. วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ก่อนที่จะผ่องถ่ายเรื่องจากใจ ดูเหมือนภายในอยากจะร้องกรี๊ดออกมาก่อน เพราะดูจะห่างหายการระบาย “ขยะในใจ”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนูทำอะไรเยอะมาก เยอะมาก ๆ แต่ไม่ค่อยจะเขียนงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่กระโดดลงไปทำ ทำ ทำและก็ทำ
แต่ไม่ได้หยุดคิดใคร่ครวญกับตนเองเพราะหนูรู้สึกกับตนเองว่า
“ทำไม่ทัน”
แต่ลืมตระหนักว่า หนูจะหมดสิ่งที่ต้องทำก็ต่อเมื่อ
“ความตายมาเยือน”
บทเรียน บทแล้ว บทเล่า ก็ผ่านไป ผ่านไปพร้อม ๆ กับความโง่ในตนเองที่ถูกสั่งสมมากขึ้น ๆ
ตอนนี้มีอะไรที่ค้นพบกับตนเองมากขึ้น จากการที่ครูได้เคี่ยวเข็ญมา
พบว่า “หนูเย็บผ้าเป็น” ตัดผ้าได้ ทำงานเย็บผ้าได้เป็นวักเป็นเว เห็นความมุ่งมั่นที่จะทำงานเย็บผ้าให้สำเร็จ แม้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนก็ยินดี ในหัวจะวิ่งวนกับการจิตนาการแบบต่าง ๆ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ทำไปก็ระลึกว่า “รับใช้ครู ทำงานถวายครูให้ดีที่สุด”
มีอะไรอีกนะ จากที่ทำกับข้าวเรียกว่า “ไม่เป็นเลย” ต้นทุนเรื่องนี้ของหนูค่อยข้างติดลบ เพราะอะไรหน่ะเหรอค่ะ พื้นฐานเป็นคนค่อนข้างลิ้นจระเข้ กินอะไรก็ได้ ไม่ต้องอร่อยมาก ไม่ต้องดูดี แค่ท้องอิ่ม ไม่ช่างสรรหาอะไรมาทาน ไม่รู้จักอาหารที่ประหลาด วัน ๆ ก็กินแต่ ต้ม ปิ้ง ย่าง นึ่ง หนักไปทางอาหารอีสาน ทอดก็ทานน้อย เพราะทานน้ำมันมาก ๆ แล้ว รู้สึกเลี่ยน ที่ต้นทุนน้อยอีกประการคือ เป็นคนไม่ช่างสังเกต จนครูกระแทกบ่อย ๆ ว่า
“อย่าไปบอกใครเขานะว่า ทำงานวิทยาศาสตร์ ทำงานในห้องแล็บ อายเขาแย่”
ซึ่งก็จริง เฮอะ ๆ หนูไม่ช่างสังเกต จะว่าไปไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้างสักเท่าไหร่ สนใจแต่ตนเอง เฮ่อ
แต่ได้รับมอบหมายจากครูให้ “ทำครัว” โดยเมนูต่าง ๆ ครูจะเป็นคนคิด และให้ทำตามที่ท่านแนะนำ โดยส่วนใหญ่จะเป็นต้มจืด กับข้าวอบ ทอดกุนเชียง ผัดวุ้นเส้น ต้มข้าว RC เอาน้ำถวายหลวงปู่ ทำข้าวต้มสุกขึ้นศาลาทุกวัน สำหรับท่านที่ทำครัวอยู่แล้วคงรู้สึกว่า “ไม่ยาก แต่สำหรับหนูแล้ว โจทย์หินค่ะ” แต่ก็ผ่านมาได้แบบที่ พอใช้ได้
กิจวัตรประจำวันที่ทำที่วัดคือ ตื่นเช้ามาตีสี่ ไปทำกับข้าว หุงข้าว หกโมงเช้าให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ทำจนกว่าจะเสร็จ เจ็ดโมงเอาน้ำต้มข้าว RC ไปถวายหลวงปู่ เข้ามาทำธุระส่วนตัว เจ็ดโมงครึ่งไปต้มน้ำอุ่นใส่ข้าวต้ม หลังรับข้าวประมาณเก้าโมง ขับรถพาครูไปทำธุระ แรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลัง ๆทราบว่า เป็นหนทางที่ครูเมตตาให้ฝึกฝนตนเอง หากกลางวันพอมีเวลาจะเย็บผ้า บ่าย ๆ มาเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำกับข้าว บ่ายสามบ่ายสี่ กวาดตาด ประมาณทุ่มหนึ่งทำวัตรเย็น
วันหนึ่ง ๆ มีอะไรให้ทำมากมายมากค่ะ จนไม่น่าเชื่อว่าทำได้ยังไง ใช้เวลากับเรื่องส่วนตัวน้อยมาก แทบไม่ได้ทำดีท๊อก ส่งผลให้ ตัวเหม็น แล้วการที่กระโดดไปทำสิ่งนั้นที สิ่งนี้ที ทำให้เกิดความเครียดเพราะรู้สึกว่า “ทำไม่เสร็จสักอย่าง”
มานั่งนึกย้อนกับตนเอง ชีวิตก็เหมือนกับช่วงเวลาที่ครูเคี่ยวเข็ญ
ถ้าตั้งสติได้งานก็เสร็จเร็ว มีเวลาได้ผ่อนคลาย
ถ้าสติอ่อน ก็จะถูกตำหนิ งานก็ไม่เสร็จ
กองพะเนิน เครียดด้วย ท้อด้วย เหนื่อยด้วย
จนแทบหมดศรัทธากับตนเอง
เหมือนหนูวิ่งมาราธอนแบบไม่ได้พัก แต่ก็เหนื่อยไม่มาก
ตลอดยี่สิบกว่าวันที่ตั้งใจภาวนาที่วัดและปฏิบัติรับใช้ครู
ได้เห็นพัฒนาการกับตนเองอยู่ค่ะ มีเหตุการณ์ประหลาดก็คือ ครั้งหนึ่ง ก่อนวันเกิดหลวงปู่หนึ่งวันพาครูไปเยี่ยมน้องที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ที่อุบล ขับรถนาน ๆ รู้สึกง่วง ก็พยายามดึงลมหายใจเข้าเพื่อให้ตนเองหายง่วง เหมือนหนูจะหลับในเสียให้ได้ค่ะ พอมาถึงวัด ครูฟาดฝ่ามือ “เพี๊ยะ” เข้าให้ที่ต้นคอ ข้างในสว่างโล่งปรากฏเป็นปีติกับตนเอง น้ำตาคลอ เสียงที่ได้ยินจากครู ประมาณว่า “ถ้ายังไม่หายจะฟาดหัวให้”
ไม่ได้ทำให้ข้างในรู้สึกขุ่นมัวสักนิด ยิ้มเบิกบานอยู่ภายในใจ เหมือนคนเดินทางในที่มืด พยายามหาทางออกอยู่ แต่หาไม่เจอ พอฝ่ามือครูกระทบคอ เหมือนเป็นเหตุที่ชี้ทางสว่าง
จะว่าไปก็ปีติค้างอยู่เป็นวัน ๆค่ะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ว่ามันเป็นแบบนี้แหละค่ะ พอนึกเหตุการณ์นี้ขึ้นมาได้ก็จะรู้สึก “เบิกบานใจ”
เอาเท่านี้ก่อนนะคะ เท่าที่พอเขียนกับตนเองได้ จบแบบดื้อ ๆ นี่หล่ะค่ะ เฮอะ ๆ
