กล่าวนำ
หลายคราวมีคนตั้งคำถามว่า ใช้คำว่า “พม่า” หรือ “เมียนมาร์” จึงจะถูกต้อง เพื่อเรียกเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของเรา จริง ๆ แล้ว ในทางภาษาศาสตร์ อะไรก็ตามที่สื่อความหมายได้ เข้าใจตรงกัน ก็ควรใช้คำนั้น หรือหากว่า จะใช้ทั้งสองคำ ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของการให้เกียรติเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกันนับพัน ๆ กิโลเมตร ก็ควรเรียกเขาอย่างที่เขาอยากให้เรียกคือ “เมียนมาร์ (Myanmar)” หากแต่ชาติตะวันตกถือ (อ) คติว่า การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “พม่า (Burma)” เป็น “เมียนมาร์ (Myanmar)” ของรัฐบาลทหาร ซึ่งขึ้นมาถือครองอำนาจอธิปไตยจากการรัฐประหารนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ชอบธรรม เพราะไม่ใช่เจตจำนงของมหาชนตามระบอบประชาธิปไตย ตะวันตกก็ยังคงเรียกประเทศนี้ว่า “พม่า (Burma)” เรียกคนในประเทศนี้ว่า “ชาวพม่า (Burmese)” เรียกรัฐบาลของประเทศนี้ว่า “รัฐบาลพม่า (Burmese Government)”
กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานในระบบราชการพลเรือนของไทย ยังคงเรียกเพื่อนบ้านนี้ว่า “พม่า” ส่วนหน่วยงานภายในกองทัพไทยและสามเหล่าทัพ ต่างเรียกกันแบบผสมปนเป “เมียนมาร์” บ้าง “พม่า” บ้าง ตามแต่ถนัดปาก เรื่อยไปจนถึง ตามคำบัญชาของนายเหนือตน ในส่วนตัวผู้เขียน พิจารณาในแง่ของการให้เกียรติมิตรสหาย จึงขอเรียกเพื่อนบ้านของเราว่า “เมียนมาร์ (Myanmar)”
ความเป็นมาทางการเมือง
มีบุคคลสามคนที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการร่วมกันต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพเมียนมาร์จากอังกฤษและญี่ปุ่น ดังนี้ ๑) นายพล ออง ซาน (ได้รับสมญาเป็นบิดาแห่งอิสรภาพเมียนมาร์ ถูกลอบสังหาร เมื่อ ๑๙ ก.ค.๙๐ เป็นบิดาของ นางออง ซาน ซูจี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย) ๒) นายอู นุ (นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมียนมาร์) และ ๓) นายพล เน วิน (ผู้ริเริ่มประเพณีรัฐประหารและการปกครองเผด็จการอำนาจนิยมในเมียนมาร์)
อิสรภาพของเมียนมาร์
หลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ (๔ ม.ค.๙๑) เมียนมาร์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๙๑ – ๒๕๐๕) เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ความเจริญเป็นลำดับ ด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ คือ ๑) ระบอบประชาธิปไตยที่อังกฤษวางได้วางรากฐานไว้อย่างดีเยี่ยม ๒) ประชาชนมีการศึกษาดี พูดภาษาอังกฤษได้ ปัญญาชนเมียนมาร์มีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๓) เศรษฐกิจเมียนมาร์รุ่งเรือง ทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และ ๔) การลงทุนและค้าขายกับต่างประเทศก็มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ยุค เน วิน
นายพล เน วิน ได้ทำการรัฐประหาร (Coup d’ etat) รัฐบาลนายอู นุ เมื่อ ๒ มี.ค.๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒) และได้สถาปนาระบอบการปกครองเผด็จการอำนาจนาจนิยมโดยสถาบันทหาร เมียนมาร์ปิดประเทศเกือบสิ้นเชิงยาวนาน แทบไม่คบค้าสมาคมกับใคร
นายพล เน วิน ได้ขยายอิทธิพลออกไปควบคุมทุกมิติในสังคมเมียนมาร์ ผ่านหน่วยข่าวกรองทหาร สร้างความกลัวและหวาดระแวงในหมู่ประชาชน และด้วยความอ่อนเชิงในด้านการบริหารจัดการของรัฐบาลทหาร ที่ขาดธรรมาธิบาล (Good Governance) จึงไม่สามารถสร้างความเจริญให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางเศรษฐกิจ จึงทำให้เมียนมาร์ซึ่งเคยประเทศที่ค่อนข้างทันสมัยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กลายเป็นประเทศที่ล้าหลังในทุก ๆ ด้าน
เหตุการณ์ ๘๘๘๘
ในวันที่ ๘ เดือน ๘ ปี ๑๙๘๘ (พ.ศ.๒๕๓๑) นักศึกษา พระสงฆ์ และประชาชนจำนวนแสนคน ได้ออกมาชุมนุมตามท้องถนน ในกรุงย่างกุ้ง เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารเมียนมาร์ ที่ปกครองประเทศยาวนานถึง ๒๖ ปี ตกดึกคืนนั้น นายพล เน วิน สั่งการให้เปิดฉากระดมยิงผู้ชุมนุม การสังหารโหดดำเนินต่อเนื่องไปสี่วัน มีผู้เสียชีวิตเกือบหมื่นคน
ยุค ซอ หม่อง
วันที่ ๒๓ ก.ย.๓๑ บรรดานายพลเมียนมาร์กลุ่มหนึ่ง ภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส ซอ หม่อง ฉวยโอกาสที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะจลาจล ทำรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศจากนายพล เน วิน และประกาศตั้งสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council - SLORC) พลเอกอาวุโส ซอ หม่อง ดำรงตำแหน่ง ประธาน SLORC โดยให้สัญญาว่า ประชาชนจะได้ใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย และ SLORC จะส่งผ่านอำนาจให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อนึ่ง มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก เมียนมาร์ (Burma) เป็น เมียนมาร์ (Myanmar) เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒
ยุติ อิสรภาพของ ออง ซาน ซูจี / เสรีภาพของประชาชนเมียนมาร์
สามปีต่อมา พ.ค.๓๓ (ค.ศ.๑๙๙๐) พรรค NLD ของนางออง ซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย โดยได้ที่นั่ง ๓๙๒ จากที่นั่ง ๔๕๕ ในขณะที่พรรคของรัฐบาลทหารได้เพียง ๑๐ ที่นั่ง แต่รัฐบาลทหาร และ SLORC ปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจ ทั้งยังสั่งกักบริเวณนางออง ซาน ซูจี เป็นเวลาร่วมยี่สิบปี
ยุค ตาน ฉ่วย
พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ทำรัฐประหารยึดอำนาจจาก พลเอกอาวุโส ซอ หม่อง เมื่อวันที่ ๒๓ เม.ย.๓๕ (ค.ศ.๑๙๙๒) แปรรูป SLORC เป็น State Peace and Development Council (SPDC) และดำรงตำแหน่ง ประธาน SPDC
กลไกทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์ถูกควบคุมโดยเหล่านายทหารระดับสูง ซึ่งเป็นญาติ-บริวารของ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย และ พลเอก หม่อง เอ และเป็นไปในลักษณะกอบโกยเข้าพกเข้าห่อ นายพลเมียนมาร์ต่างร่ำรวยกันถ้วนหน้า ภาพชุดวิวาห์อันหรูหราของลูกสาวของพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย สร้อยเพชรเม็ดนับร้อยรอบคอของเจ้าสาว แหวนเพชรหลายสิบกะรัต และทุนตั้งตัวจากบิดาผู้เปี่ยมด้วยอำนาจอีก ๕๐ ล้านดอลล่าร์สหรัฐ สะท้อนภาพความมั่งคั่งของพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย และคณะนายทหารระดับสูง
การปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร ด้วยข้อกล่าวหา รัฐบาลทหารเมียนมาร์ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ไม่เป็นประชาธิปไตย ดูเหมือนว่า แทบจะไม่มีผลกระทบต่อชนชั้นนำของเมียนมาร์เลย แต่สำหรับประชาชนแล้ว กลับได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะไม่มีแหล่งงานมากเท่าที่ควร ขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เด็ก ๆ ชาวเมียนมาร์ขาดการศึกษา และประชาชนจำนวนมากมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น คนนับล้านต้องหนีตายไปขายแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งในไทยด้วย ธุรกิจยาเสพติดกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของ ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ ในเมียนมาร์ ซึ่งสามารถเพิ่มความเข้มแข็งของกองกำลังติดอาวุธ รวมถึงความมีเสถียรภาพในเขตปกครอง พื้นที่ของ ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธ์ เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนรัฐกันชน (Buffer State) ระหว่าง เมียนมาร์ – ไทย อนึ่ง ชาวเมียนมาร์ที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศ มีความศรัทธาที่เข้มแข็งในพระพุทธศาสนา ซึ่งศาสนกิจเป็นกิจกรรมหนึ่งเดียวที่ประชาชนยังคงกระทำได้อย่างเสรี นั่นจึงทำให้ชาวเมียนมาร์มีทางออกจากจิตใจ และอยู่ทนมาได้จนถึงปัจจุบัน
พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ได้ทำการขุดรากถอนโคนตระกูลนายพล เน วิน ตลอดจนสกัดกั้นการทวีอิทธิพลทางการเมืองของนายทหารระดับสูงหลายคน อาทิ พลเอก ขิ่น ยุ้นต์ อดีต นรม.เมียนมาร์ เป็นต้น ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ยังเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดของเมียนมาร์ยาวนานจนถึงปัจจุบัน
ไซโคลนนากีส : แรงผลักที่สำคัญของจุดเปลี่ยนเมียนมาร์
๓ พ.ค.๕๑ พายุไซโคลนนากีสถล่มเมีนมาร์ มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า ๒๐,๐๐๐ คน สูญหายกว่า ๔๐,๐๐๐ คน ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า ๒ ล้านคน รัฐบาลเมียนมาร์ปฏิเสธกองกำลังช่วยเหลือ และ หน่วยกู้ภัย จากภายนอกประเทศ แต่ยอมรับความช่วยเหลือในรูปแบบของบริจาคและสิ่งบรรเทาทุกข์ ไซโคลนนากีสได้ทำให้สภาพเศรษฐกิจของเมียนมาร์ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งเลวร้ายลง ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันที่สำคัญของจุดเปลี่ยนเมียนมาร์ จำต้องเปิดประเทศ และยอมทำตามความประสงค์ของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก เร็วกว่าเดิมที่วางแผนไว้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการระงับมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาร์
ถึงแม้ว่า เมียนมาร์จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากมหาวาตภัยไซโคลนนากีส แต่เมียนมาร์ก็ยังจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๕๑ ด้วยการบีบบังคับให้ประชาชนลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ในวันเสาร์ที่ ๑๐ พ.ค.๕๑ ตามกำหนดเดิม โดยนัยว่า “หากไม่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อนาคตจะมีปัญหา” และ “รับรองไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง” ดังนั้น ประชาชนเมียนมาร์จึงจำต้องลงคะแนนรับรองรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ ๙๒.๔๘ ทั้งนี้ เหตุที่เมียนมาร์ไม่ยอมรับกองกำลังช่วยเหลือ และ หน่วยกู้ภัย จากต่างประเทศ อาจเป็นเพราะเมียนมาร์ไม่ต้องการถูกจับจ้องจากบุคคลที่ควบคุมไม่ได้ ในวันลงประชามติฯ ๑๐ พ.ค.๕๑ ดังกล่าว
พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย พยายามฉายภาพว่า เขาเป็นผู้เข้ามาแก้ปัญหา ด้วยการปลดพลเอก ขิ่น ยุ้นต์ และทำการจัดระเบียบสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์ และท้ายสุด ยอมปล่อยนักโทษการเมืองกว่า ๔,๐๐๐ คน การกระทำนี้ดูเสมือนว่า ต้องการส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกและประชาชนเมียนมาร์รับรู้ว่า บัดนี้พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ได้ทำการขจัดตัวป่วนออกไปแล้ว เมียนมาร์จะอยู่อย่างสันติสุข รวมถึงไม่มีการคุกคามเสรีภาพของประชาชนอีกต่อไป และพร้อมเปิดประเทศเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย ตามค่านิยมสหรัฐฯ แล้ว
พลเอก ขิ่น ยุ้นต์ เป็นหนึ่งในสามผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของเมียนมาร์ ถูกปลดออกจากตำแหน่ง นรม. ซึ่งเหตุผลเบื้องลึกน่าจะมาจาก ๑) ความขัดแย้งผลประโยชน์ธุรกิจทับซ้อนกับ พลเอก หม่อง เอ ผู้นำหมายเลขสองของเมียนมาร์ และ/หรือ ๒) การกำจัดคู่แข่งบารมีทางการเมืองกับ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ซึ่งมีท่าทีหวาดระแวงว่า พลเอก ขิ่น ยุ้นต์ จะมีบารมีแก่กล้าขึ้นมาทาบรัศมีผู้นำเบอร์หนึ่ง อนึ่ง มีการวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากมีนายทหารคนอื่นที่หาญกล้าก้าวขึ้นมาแข่งบารมีกับพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ก็น่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเช่นเดียวกันนี้อีก
ต่อมา นางออง ซาน ซูจี ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ท่าทีของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ก็ดูผ่อนปรนลง ไม่เพียงแค่นาง Hillary Clinton รมว.กต.สหรัฐฯ ได้เยือนเมียนมาร์ ซึ่งถือเป็นการเยือนของผู้นำระดับสูงรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างที่ไม่เคยมีมากก่อนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น นาง Clinton กับ นางออง ซาน ซูจี ยังได้มีโอกาสพบกันในนครย่างกุ้งอีกด้วย ข่าวดีต่าง ๆ ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พรรค NLD เปิดทำการ และจะส่งผู้สมัครงลงชิงเก้าอี้ ส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งหน้า เรื่อยไปจนถึง สมาชิกพรรค NLD สามารถเดินพบปะกับประชาชน และสัญญาณบวกที่ดีที่สุดต่อเศรษฐกิจเมียนมาร์ นั่นคือ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ยกเลิกการแซงก์ชั่นทางด้านเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อไทย ประเทศมหาอำนาจ และประชาคมโลก
เหตุการณ์นักศึกษาเมียนมาร์ (กะเหรี่ยงคริสต์) บุกยึดสถานทูตเมียนมาร์/ไทย เมื่อ ๑ ต.ค.๔๒ และ เหตุการณ์ก๊อดสอาร์มี่ (กะเหรี่ยงคริสต์) บุกยึด รพ.ศูนย์ราชบุรี เมื่อ ๒๔ ม.ค.๔๓ โดยทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยอย่างยิ่ง โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ทั้งสองเป็นขบวนการจัดตั้งของผู้เสียผลประโยชน์ในบริเวณดินแดนรอยต่อระหว่าง เมียนมาร์ – ไทย
การประกาศปิดชายแดนของรัฐบาลทหารเมียนมาร์ในอดีด เป็นผลของความตึงเครียดจากการกระทบกระทั่งระหว่างกองทัพเมียนมาร์ – ไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายแดนยาวถึง ๒,๔๐๐ กม. ตั้งแต่ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี – แม่สาย จ.เชียงราย และมีรอยต่อเขตแดนทางทะเล ๗๐๐ กม. พื้นที่ชายแดนดังกล่าว มีจุดผ่านแดน ๑๕ จุด และในเขต จ.ระนอง สามารถลุยข้ามลำน้ำได้ ๑๓ จุด นอกจากนั้น ยังมีจุดผ่อนปรน ซึ่งเป็นแหล่งการค้าชายแดน รวมทั้งเป็นช่องทางการส่งเสบียงอาหารและยุทธปัจจัยให้แก่ ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ ในเมียนมาร์
สหรัฐฯ ให้ความสนใจพื้นที่ชายแดนเมียนมาร์ – ไทย เป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่รอยต่อสามประเทศ เมียนมาร์-ไทย-ลาย ซึ่งนิยมเรียกว่า "สามเหลี่ยมทองคำ" รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเจรจากับรัฐบาลทหารเมียนมาร์ ให้ช่วยปราบปรามยาเสพติดในบริเวณดังกล่าวต่อเนื่อง แม้กระทั้งหยิบยื่นความช่วยเหลือด้านงบประมาณแก่รัฐบาลทหารเมียนมาร์ เพื่อใช้ปราบปรามขบวนการยาเสพติดของ ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะอาจเป็นไปได้ว่า นายทหารเมียนมาร์ในพื้นที่ดังกล่าว มีส่วนได้เสียกับธุรกิจสีดำนั้น ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ว่า รัฐบาลทหารเมียนมาร์ไม่ได้ลงมืออย่างจริงจัง เนื่องจากอาจมีผลประโยชน์ร่วมกับ ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ เหล่านั้น
นอกจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่สำคัญแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของขบวนการส่งคนจีนออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย ด้วยการปลอมสัญชาติและหนังสือเดินทาง คนจีนที่ออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมายเหล่านี้ ทวีผลกระทบด้านความมั่นคงต่อประเทศปลายทางเพิ่มมากขึ้น
สหรัฐฯ ต้องการลดบทบาทและอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย ตอ./ต. ทั้งนี้เพราะหลังจากจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว นับวันจีนยิ่งแผ่อิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยจีนพยายามเข้าแสวงประโยชน์ในเมียนมาร์อย่างเห็นได้ชัด จากความเคลื่อนไหวทางการทูตและการค้า เพราะจีนมองว่า เมียนมาร์และโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย น่าจะเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่สำคัญของจีน ซึ่งเคลื่อนย้ายมาจากนครคุนหมิง มณฑลหยุนหนาน ลงไปทางทิศใต้ ตามยุทธศาสตร์ร่วม "ระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor)" ยิ่งกว่านั้น การแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้ของจีน จะเป็นอุปสรรคขัดขวางที่สำคัญต่อแผนยุทธศาสตร์ปิดล้อมของสหรัฐฯ ที่เคยประสบความเร็จและอำนวยชัยชนะให้สหรัฐฯ มาแล้ว หลายต่อหลายครั้ง อาทิ ต่อประเทศญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ และต่อสหภาพโซเวียต ในยุคสงครามเย็น เป็นต้น
ดร.จักษวัชร ศิริวรรณ
ขอบคุณครับ กำลังทำรายงานอยู่พอดีเลย