แนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาร์เริ่มเข้าสู่แนวทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยเห็นได้จากสิ่งบอกเหตุ ๓ ประการ ดังนี้  

๑) ความพยายามสร้างความปรองดองของรัฐบาลเมียนมาร์กับ ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธ์ ต่าง ๆ โดยในห้วง ส.ค. – ธ.ค.๕๔ ต่อเนื่อง ม.ค.๕๕  รัฐบาลเมียนมาร์ได้เปิดการเจรจาสันติภาพกับกองกำลัง ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ ดังนี้  กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army - UWSA)  กลุ่มโกกั้งเมืองลา (National Democratic Alliance Army - NDAA)  กลุ่ม Karen National Union (KNU)  กลุ่ม Kaya National Progressive Party (KNPP)  กลุ่ม Kachin Independence Organisation (KIO)  กลุ่ม Shan State Army (SSA/S) ซึ่งนำโดย พล.ท.เจ้ายอดศึก  รวมทั้งลงนามข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่ม Democratic Karen Buddhist Army (DKBA) กลุ่มที่นำโดย พล.ต.นะคำมวย และ กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติชิน (Chin National Front)   

๒) แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy – NLD) ของนางออง ซาน ซูจี สามารถจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง และยกเลิกข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยต้องโทษคดีเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมือง รวมทั้ง อนุญาตให้ประชาชนชุมนุมประท้วงได้อย่างสันติ  

๓) ปล่อยตัวนักโทษการเมืองอย่างต่อเนื่อง

จากความคืบหน้าในเชิงบวกดังกล่าวทำให้พรรค NLD ตัดสินใจยื่นจดทะเบียนพรรคการเมืองอีกครั้ง และตามมาด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๕๕  ซึ่งการกลับสู่การแข่งขันทางการเมืองของพรรค NLD  ถือเป็นก้าวสำคัญต่อการเติบโตของประชาธิปไตยในเมียนมาร์

เมื่อ ๒๖ ธ.ค.๕๔ นาย U Aung Min รมว.คมนาคมทางรถไฟ/หัวหน้าคณะสร้างสันติภาพของรัฐบาลเมียนมาร์ เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาร์และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union : KNU) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยต่อต้านรัฐบาลกลุ่มใหญ่ที่สุด จะลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมือง Hpa-an เมืองเอกของรัฐกะเหรี่ยงใน ๑๒ ม.ค.๕๕ ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้เบื้องต้น ก่อนหน้านี้ เมื่อ ส.ค.๕๔ ประธานาธิบดี Thein Sein  ของเมียนมาร์ เสนอให้มีการสร้างสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ โดยจะแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะแรก เป็นการหยุดยิง จัดตั้งสำนักงานแลกเปลี่ยน และเดินทางเข้าไปยังดินแดนของอีกฝ่ายโดยปราศจากอาวุธ ระยะที่ ๒ เป็นการสร้างความไว้วางใจ จัดการเจรจาทางการเมือง ดำเนินการพัฒนาระดับภูมิภาคในด้านการศึกษา อนามัยและการสื่อสาร และระยะที่ ๓ เป็นการลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างยั่งยืนในรัฐสภาที่มีตัวแทนจากทุกฝ่ายเข้าร่วม

 

ดร.จักษวัชร  ศิริวรรณ