ไทยเราน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่คิดค้นจรวด (หลักฐานคือ บั้งไฟ และ ตะไล) แต่พอพูดถึงบั้งไฟคนไทยส่วนใหญ่ก็นึกแต่ดูถูก หาว่าเป็นเรื่องของลาวอีสานที่งี่เง่า ยากจน
โดยสูน่ะแหละที่งั่งจนหารู้ไม่ว่านี่แหละคือเทคโนสูงสุดของโลก ..ไม่เช่นนั้นพวกฝรั่งเขาไม่มีวลีติดปากหรอกว่า “smart like a rocket scientist” (ฉลาดยังกะนักสร้างบั้งไฟ) ส่วนไทยเราไปยกความฉลาดสูงสุดให้เป็นพวกหัวหมอ หัวเสธ ไปโน่น
ยิ่งตะไลยิ่งแล้วใหญ่ เป็นจรวดที่มีทรงคล้ายขนมกง หรือ โดนัท พุ่งทะยานสู่ฟ้าแบบควงสว่าน ที่ภัณฑรักษ์ (curator) แห่ง Smithsonian Aerospace Institute ได้บินลัดฟ้ามาหาผมเพื่อขอดู แล้ว...ท่านสรุปให้ผมฟังว่าเป็นจรวดที่ไม่มีที่ไหนในโลก เป็นของไทยอย่างแน่นอน
คนไทยที่คิดและสร้างตะไลนี้ ความฉลาดระดับเป็นพ่อของ rocket scientist อีกต่อ ที่ผมขอท้าว่าถ้าให้ ดร. ฝรั่งจบป.เอกด้าน aerospace engineering มาทำให้ขึ้น โดยให้เวลาสัก 5 ปี (และห้ามถามหาขอความรู้จากใคร) ผมพนันว่าทำไม่ขึ้นหรอกครับ แต่คนไทยโบราณทำขึ้นมาแล้ว และกำลังจะสูญหาย ไม่มีใครทำเป็นอีกแล้ว ...ที่มีคือเสียงดูถูกหาว่าเป็นลาวอีสานงี่เง่า เท่านั้นเอง อนิจจาระดับปัญญาคนไทยเราวันนี้..เฮ้อ
ว่าถึงปีกเครื่องบิน ผมได้ศึกษาค้นคว้าแล้ว สรุปได้ว่า คนไทยเราน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่คิดค้นปีกเครื่องบิน...วาว คลั่งชาติได้ระดับเลยนิเรา
เรื่องนี้มีหลักฐานอยู่ในกังหันลมไทยโบราณ (มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทยโบราณ ที่ผมได้เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นที่ มทส. อ.เมือง จ.นม. )
ปีกนี้ใช้หลักการทางอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic) ทำให้เกิดแรงยก (Lift) แบบปีกเครื่องบินเด๊ะเลย โดยของโบราณเราทำจากไม้กระดาน เอามาเหลาให้อีกด้านหนึ่งโค้งมน ส่วนอีกด้านแบน ทำให้ได้แรงยกเมื่อหมุนตัดอากาศไป เพียงแต่ว่าเราเอาแรงยกนี้มาแตกแรง (แน่ะ..รู้จักการแตกแรงอีกด้วย) เพื่อนำแรงมาหมุนใบกังหัน แล้วต่ออาการไปวิดน้ำเข้านา
...กังหันนี้มีมาแต่อย่างน้อยสมัยร.๕ ดังที่บันทึกไว้โดยหมอบรัดเลย์ (Bradley?) แต่ฝรั่งเพิ่งรู้จักหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี คศ. ๑๙๐๓ นี่เอง ที่สองพี่น้องตระกูลไรท์ได้ทดลองการบิน ..
ส่วนกังหันของพวกวิลันดาที่เรายกย่องให้เป็นแดนกังหันลมนั้น ใช้หลักการแรงฉุด (drag) ที่ไม่ได้สูงส่งอะไรเลย (ดอกทิวลิปที่คลั่งไคล้กันนั้นก็ไม่ได้วิเศษไปว่าดอกกระเจียวเลย ของเรามีหลายชั้นซับซ้อนกว่าด้วยซ้ำแต่กลับไม่คลั่งไคล้กัน เออ..จิ้มแจ่วกินกันตายก็ได้อีกด้วยนะ สิบ่อกไห่)
ยังมีอีกมาก เช่น กลไกการเปลี่ยนอาการโยกเป็นอาการหมุน ที่โลกยกย่องให้เป็นการคิดค้นของ james watts เจ้าพ่อเครื่องจักรไอน้ำที่เป็นต้นธารแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 250 ปีมาแล้ว ..แต่เครื่องสีข้าวมือโยกไทยเรามีมานานก่อนหน้านั้นแล้ว
นอกจากนี้แล้วเรายังได้ทำเครื่อง “ตะบันไฟ” ที่หากลูกหลานสานต่อก็น่าจะทำให้เราต่อยอดเป็นเครื่องยนต์ดีเซลได้ก่อนฝรั่งเสียอีก แต่ทุกวันนี้หาตะบันไฟเข้าพิพิธภัณฑ์ยังแสนยาก ผมขับรถตระเวนหามาห้ารอบประเทศได้มาสองอันเท่านั้นเอง
ฟันเฟืองเป็นการคิดค้นที่สำคัญ จนเป็นสัญลักษณ์ของวิศวกรรมศาสตร์ แต่เฟืองขบแบบเฉียงก้างปลาพลิกกลับ (double helical gear หรือ herring bone gear) เพื่อทดรอบการหมุน ที่วิศวกรฝรั่งคิดค้นกันเร็วๆนี้ ก็มีหลักฐานให้เห็นอยู่ในเครื่องหีบอ้อยไทยโบราณ และ เครื่องบีบรีดคัดเมล็ดฝ้ายโบราณที่อีสานเราเรียกกันว่า “อิ้ว” ฯลฯ
คนไทยโบราณเราฉลาดล้ำเลิศปานนั้น แต่ถามว่าทำไมชาติไทยเราวันนี้กลับงี่เง่า คิดและทำอะไรเองไม่เป็น ดีแต่ซื้อ ลอกเลียนเขามาใช้ไปวันๆ พัฒนาประเทศก็ต้องไปยืมทุนและสมองเขามาก การศึกษาก็ต้องส่งไปเรียนนอก การเมือง การดนตรี แต่งกาย แม้แต่ส้วมขี้ ก็ไปลอกเขามาหมด
Those who don’t study history are condemned to repeat it. นั่นคือภาษิตดังอันหนึ่งของฝรั่งเขา แปลว่า “พวกที่ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์จะถูกสาปแช่งให้เดินซ้ำรอยเดิม” ...อันนี้ผมว่าคนไทยเราน่าลอกฝรั่งมาคิดบ้างนะ
...คนถางทาง
ตะบันไฟ อย่างนั้นเหรอ ช่างเสาะแสวงหาเนอะ
อยากรู้มันเป็นยังไง เดี๋ยวไปค้นดูก่อน อยากรู้ :-)
ใช่ตะบันไฟ ที่คนโบราณใช้จุดไฟใช่ไหมอาจารย์
ภาพข้างบนเอามาจากเน็ต ไม่รู้ของโบราณจริงๆ จะประมาณนี้รึเปล่า
คุณ nop ครับ ใช่ครับ ผมว่าคนไทยน่าเป็นชาติแรกที่คิดค้นเครื่องนี้ ต่อยอดนิดเดียว โดยเอาไปผสมกับกลไกเครื่องสีข้าว ก็จะได้เครื่องยนต์ดีเซลแล้ว แต่ดันไปหน่อมแน้มเห่อฝรั่งจนหมดความมั่นใจในตนเองเสียก่อน