
ภายหลังเทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ ๕ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นเจ้าภาพเสร็จสิ้นลง ก่อเกิดปรากฏการณ์เชิงรุกที่เป็นพัฒนาการของเทา-งามสัมพันธ์ของกลุ่มพัฒนานิสิตจากที่เคยมุ่งเน้นเรื่องกีฬาและศิลปวัฒนธรรม ไปสู่กิจกรรมบูรณาการแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ด้วยการกำเนิดกิจกรรมที่หลากหลายภายใต้แนวคิดของความเป็น “ค่ายอาสาพัฒนา”
กล่าวคือ เทา-งามสัมพันธ์ครั้งที่ ๖ มีการจัดกิจกรรในรูปแบบค่ายที่เป็นรูปธรรม นำนิสิตนักศึกษาไปบำเพ็ญประโยชน์ ณ วัดมัชฌิมาราม ประเทศมาเลเซีย โดยมีมหาวิทยาลัยทักษิณเป็นเจ้าภาพ และถัดจากนั้นก็พัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง มีการบริการวิชาการสังคมชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการสอนทักษะกีฬา การสอนทักษะด้านศิลปะการแสดง การเสริมความรู้และสร้างสื่อการเรียนรู้ในหมวดหมู่วิชาต่างๆ รวมถึงบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการสร้างและซ่อมแซมวัตถุสถานต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและชุมชน


กิจกรรมทั้งปวงนั้น ถึงจะไม่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพทางวิชาการเหมือนการบริการวิชาการ
ในนิยามทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นในมิติของเทา-งามสัมพันธ์นั้น เป็นกิจกรรมที่บูรณาการการทำงานอย่างแท้จริง นิสิตนักศึกษาทุกสถาบัน มีโอกาสได้คิดและได้ทำกิจกรรมทุกๆ ด้านที่เกิดขึ้นในค่าย รวมถึงการศึกษาค้นคว้าความรู้จากแหล่งต่างๆ (Explicit Knowledge) ผสมผสานกับความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่มีในตัวเองไปสู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกับเด็กๆ นักเรียน หรือแม้แต่ชาวบ้านและปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นๆ อย่างไม่เคอะเขิน และนั่นก็คือ “การบริการวิชาการแก่สังคม” ที่ง่ายงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่งยวดของชาว “เทางาม”

นิทรรศการส่วนหนึ่งในงาน ๑๕ ปีเทา-งามสัมพันธ์
เช่นเดียวกับวิถีแห่งการงานที่เกิดขึ้น เทา-งามสัมพันธ์ ยังสะท้อนเห็นถึงภาพแห่งการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” (Knowledge Management) ร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งประกอบด้วยวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (Share & Learn) ระหว่างนิสิตกับนิสิต และการเรียนรู้ระหว่างนิสิตกับชุมชน ซึ่งในแต่ละปีมีความเข้มข้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันเจ้าภาพจะจัดวางกระบวนการเรียนรู้เหล่านี้กี่มากน้อย
แต่ถึงกระนั้นก็เห็นได้ชัดว่าระยะหลังมีการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ชุมชนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเชิญวิทยากรที่เป็นนักวิชาการมาบรรยายในเวทีปฐมนิเทศ การเชิญวิทยากรจากชุมชนมาพบปะกับนิสิตและบุคลากร หรือแม้แต่การนำข้อมูลของชุมชนอันเป็นพื้นที่ของการออกค่ายมาผนวกไว้ในสูจิบัตร เพื่อกระตุ้นให้นิสิตได้เกิดความกระหายที่จะเรียนรู้และต่อยอดจากภาคสนามด้วยตนเอง...

ยังคงดำเนินต่อไปไม่ผันเปลี่ยน ย้อนมองอดีต มศว 8 วิทยาเขต
ที่โรงเรียน เน้นกิจกรรมนอกห้อง , เด็กทำกิจกรรมร่วมกัน และมีปฏิสัมพันธ์ ให้ได้คิด ฝึกจิตใจ แต่ก็ยังมีติดสื่อไฮเทค สมัยใหม่อยู่ ตามสภาพสังคมเมือง
คุณแผ่นดิน สบายดีนะคะ คิดถึงน้องจุก เด้อค่า